“ไม่ต้องแก้ตัวเลย คุณดูแลเด็กๆ ยังไง เด็กคนหนึ่งหายไปจากโรงเรียน ส่วนเด็กอีกคนก็โดนต่อยตาบวมเป่ง” ผู้กองหนุ่มต่อว่าครูสาวเสียงค่อนข้างดัง
เนื่องจากตอนนี้ใกล้เวลาเลิกงานและประชาชนที่มาติดต่อธุระก็ทยอยกลับเกือบหมดแล้วยังคงเหลือแค่กลุ่มของพ่อแม่น้องบลูและเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายที่ยังไม่ออกเวรจึงทำให้ผู้กองหนุ่มกล้าแผดเสียงเต็มที่ ส่วนบรรดาลูกน้องของผู้กองหนุ่มทุกคนก็กำลังตั้งอกตั้งใจฟังหัวหน้าตัวเองทะเลาะกับครูสาว
ขวัญชนกหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหผสมความอาย ดวงตากลมโตดำสนิทสบตากับผู้ปกครองน้องอาร์ตโดยไม่หลบสายตา
“นี่คุณ! คุณจะฟังฉันอธิบายก่อนได้มั้ย ฉันยอมรับผิดทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่น้องบลูหายไปและเรื่องที่น้องอาร์ตถูกต่อย แต่ตอนนี้ฉันอยากจะแจ้งข่าวเรื่องของน้องบลูก่อนคือฉันได้อัดรูปของน้องบลูและให้ลูกน้องคุณพ่อฉัน เออ...หมายถึงพลโทธิติ เอาไปแจกให้ลูกน้องในกรมช่วยตามหาน้องบลูแล้ว”
“อ๋อ...” ผู้กองหนุ่มลากเสียงยาว ”เป็นลูกพลโทธิติ ธิติการณ์กุล นามสกุลดัง นามสกุลไฮโซ เป็นคุณหนูไฮโซ เปิดโรงเรียนอนุบาลเล่นๆ ทำงานแก้เซ็ง” ผู้กองหนุ่มทำหน้ายียวนกวนโทสะขวัญชนกที่สุด
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ ถึงฉันจะเป็นคุณหนู เป็นไฮโซอย่างที่คุณว่า แต่ฉันก็เปิดโรงเรียนด้วยใจรักและทำเป็นงานหลักไม่ได้ทำแก้เซ็งอย่างที่คุณว่า” ขวัญชนกเท้าสะเอวยืนเถียงกับผู้กองหนุ่มโดยไม่ทันได้สังเกตว่าระหว่างที่พวกเธอยืนเถียงกันได้สักห้านาทีที่ผ่านมา บรรดาลูกน้องของผู้กองแอบสะกิดและยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ต่อๆ กัน
“แล้วคุณดูแลนักเรียนยังไงให้นักเรียนหายและลูกผมก็ถูกต่อยตาบวมแบบนี้ หรือมัวแต่แต่งหน้าทาตา คุยโทรศัพท์กับแฟนจนไม่มีเวลาดูนักเรียน “
“คุณ…มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันแบบนี้ ฉันจะฟ้องหมิ่นประมาทคุณ”
ขวัญชนกเดินไปนั่งบนเก้าอี้หน้าร้อยเวร “สวัสดีค่ะ ดิฉันจะแจ้งความผู้ชายคนนี้ ในข้อหาหมิ่นประมาทดิฉันค่ะ”
ร้อยเวรทำหน้าเด๋อด๋ามองผู้บังคับบัญชาที มองสาวสวยที่นั่งตรงหน้าตัวเองที
ร.ต.อ.พันธวุธหัวเราะขำแตะมือกับบ่าลูกน้อง “ก้านลุกขึ้น พี่จะรับแจ้งความเอง”
ผู้กองหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้แทนลูกน้อง ถามคูรสาวด้วยใบหน้ายิ้มกวนๆ “ว่าไงครับ จะแจ้งความจับผมในข้อหาอะไรมิทราบครับ”
“ฉันจะแจ้งความกับคุณตำรวจแล้วคุณมานั่งตรงนี้ทำไมมิทราบคะ”
ขวัญชนกย้อนกลับมั้ง เธอยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มคือ ร.ต.อ.พันธวุธ ที่เธอกำลังถามหาอยู่ เนื่องจากผู้กองไม่ได้ใส่ชุดตำรวจและเพิ่งกลับมาจากการจับกุมคนร้ายทำให้ชุดลำลองที่ใส่ขะมุกขะมอมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น
“อ้าว!...คุณจะแจ้งความไม่ใช่หรือครับ เชิญเลยครับ ผม ร.ต.อ.พันธวุธ เป็นเจ้าหน้าตำรวจที่นี่และเป็นคนที่คุณกำลังตามหาอยู่ไงครับ ว่าไงครับจะแจ้งความหรือเปล่า”
ผู้กองหนุ่มหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังเมื่อเห็นใบหน้างามแดงก่ำขึ้นมาด้วยความอายเมื่อรู้ว่าเขาคือคนที่เธอต้องการพบ
“คุณ…” ขวัญชนกได้แต่อึ้งพูดอะไรไม่ออก ใบหน้างามแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนแรกปล่อยให้ถามหาอยู่ได้” ครูสาวตวาดแว้ดด้วยความโมโห
“น้องอาร์ตมาหาคุณครูหลินหน่อยคะ”
เธอยื่นมือไปจับมือเด็กน้อยให้มานั่งบนตักตัวเองเอ่ยเรียกเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงไพเราะผิดกับคนที่ตวาดพ่อเด็กเมื่อสักครู่
“น้องอาร์ตบอกคุณพ่อสิค่ะว่าน้องอาร์ตเห็นน้องบลูครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
เด็กน้อยนั่งบนตักครูสาวด้วยความสนิทสนม “น้องอาร์ตเห็นน้องบลูเดินออกจากโรงเรียแล้วขึ้นรถแท็กซี่ตรงหน้าปากซอยครับ น้องอาร์ตตะโกนเรียกน้องบลูแต่น้องบลูไม่ได้ยินครับคุณพ่อ”
ผู้ปกครองของน้องบลูได้ยินน้องอาร์ตพูดถึงน้องบลูทุกคนก็ถลาเข้ามาหาน้องอาร์ตเป็นจุดเดียว คุณแม่น้องบลูเป็นคนแรกที่วิ่งไปถึงตัวน้องอาร์ต
“น้องบลูขึ้นแท็กซี่สีอะไรจ๊ะ น้องอาร์ตจำได้ไหม?” ปรีชยาพรถามรัวเร็ว
“สีชมพูครับน้าหมู น้องอาร์ตวิ่งตามน้องบลูไปและเรียกน้องบลูแต่น้องบลูไม่ได้ยินครับ”
“แท็กซี่สีชมพู”
ทุกคนอุทานออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็ช่วยกันโทรประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้
ร.ต.อ.พันธวุธ โทรประสานงานกับตำรวจทางหลวงให้ดักตรวจรถแท็กซี่สีชมพูทุกคัน ขวัญชนกติดต่อไปยังท่านนายพลและลูกน้องของพ่อให้ช่วยตามหาแท็กซี่สีชมพูอีกแรง
“ผู้กองครับ มีแท็กซี่โทรแจ้งว่าเขารับเด็กที่มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มคนหนึ่งมาจากแถวๆ หมู่บ้านประชาสุขสรรค์ครับ” ส.ต.ท.อดุลย์ เรียกผู้บังคับบัญชาและยื่นหูโทรศัพท์ให้ผู้กองคุยต่อ
ผู้กองพันรับโทรศัพท์มาคุยและจดรายละเอียดตามที่คนขับแท็กซี่บอก ทุกคนในห้องพากันอออยู่รอบๆ ตัวผู้กองและรอฟังคำตอบด้วยความหวัง ผู้กองหนุ่มวางโทรศัพท์ลงเอ่ยบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงดีใจและโล่งอก
“เจอน้องบลูแล้วครับ แท็กซี่เขาพาน้องบลูไปส่งที่หมู่บ้านรอยัล การ์เด้นท์ ปาร์ค ตอนนี้พวกเขารอเราอยู่หน้าบ้านเลขที่ 4/49 ”
ผู้ปกครองของน้องบลูต่างก็รีบลงไปจากสน. เพื่อไปหาน้องบลูทันที ขวัญชนกรู้สึกโล่งอกที่หาน้องบลูพบแล้วและเด็กน้อยปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายใดๆ
“น้องอาร์ต อยู่กับคุณพ่อนะคะ ครูหลินจะไปหาน้องบลูที่บ้าน” ครูหลินยิ้มหวานสดใสให้น้องอาร์ต จนคนที่เป็นพ่อรู้สึกอิจฉาลูกนิดๆ
“ครับ” น้องอาร์ตรับคำ
ขวัญชนกบอกน้องอาร์ตเสร็จแล้วกำลังจะลงไปจากสน. แต่ถูกมือใหญ่แข็งแรงของผู้กองหนุ่มคว้าไว้ก่อน
“คุณจะไปไหนมิทราบครับ” ผู้กองเน้นคำ ตอนที่เอ่ยถาม
“ฉันจะไปหาน้องบลูที่บ้าน แล้วมาจับมือฉันไว้ทำไมมิทราบคะ” ขวัญชนกชำเลืองตามองมือใหญ่ที่จับแขนเธอไว้ ดวงตากลมโตสีดำสนิทถลึงตามองผู้กองสุดหล่อจอมยียวน
“คุณต้องรับผิดชอบพาน้องอาร์ตไปหาหมอก่อน” ผู้กองพันเอ่ยต่อรอง
“ได้ค่ะ ฉันพาน้องอาร์ตไปหาหมอแน่...แต่ขอไปดูน้องบลูก่อนแล้วฉันจะมารับน้องอาร์ตไปหาหมอ”
ขวัญชนกเท้าสะเอวยืนเถียงผู้กองจอมยียวน
“จะเสียเวลาวกไปวกมาทำไม ไปพร้อมกันเลยดีกว่า” ผู้กองหนุ่มยิ้มกวนๆ ยักคิ้วใส่ครูสาว
“น้องอาร์ตมาหาพ่อ เดี๋ยวเราไปหาน้องบลูพร้อมๆ กันเลย” ร.ต.อ.พันธวุธหันไปจับแขนลูกชายไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างก็กำข้อมือครูสาวไว้แน่นแล้วลากครูสาวให้เดินตามไปยังลานจอดรถ
“คุ๊ณ...ปล่อยมือฉันนะ” ขวัญชนกทำตัวโก่งเหมือนแมว ไม่ยอมเดินตามผู้กองหนุ่มง่ายๆ
“เร็วๆ สิคุณครู เดี๋ยวก็ขับรถตามพวกเขาไม่ทัน เห็นมั้ยผู้ปกครองน้องบลูขับรถออกไปโน้นแล้ว”
ผู้กองหนุ่มเอ่ยเสียงดุครูสาว ขวัญชนกทำหน้ามุ่ยที่อยู่ๆ ก็ถูกคนที่ไม่ชอบหน้ามาดุเอา
“เอะ!...บอกให้ปล่อยไม่ได้ยินหรือยังไง” ขวัญชนกหน้าหงิกหน้างอเมื่อถูกลากจนมาถึงลานจอดรถ
“รถคุณคันไหน” ผู้กองหนุ่มไม่สนใจอาการหน้างอของครูสาว
“ถามทำไม” ขวัญชนกพยายามสะบัดมือให้หลุดจากมือใหญ่ แต่สะบัดเท่าไหร่ก็สะบัดไม่หลุด ผู้กองจอมยียวนกำข้อมือเธอไว้แน่น
“อ้าว!...ก็ผมจะไปกันคุณนะสิครับ”
“ทำไมต้องไปกับฉัน? รถของ สน. ก็มีเยอะแยะจอดเป็นสิบๆ คัน ทำไมไม่ขับไป” ขวัญชนกยืนเถียงหน้าแดงด้วยความโมโห