ผู้คนที่สัญจรบนทางเท้าเริ่มแตกตื่นเมื่อเห็นหญิงสาว กำลังวิ่งหนีจากกลุ่มชายร่างสูงใหญ่ มินรดาหายใจหอบเหนื่อย พยายามมองหาทางหนีทีไล่โดยไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้ามันจะพาเธอไปยังสถานที่ใด รู้แต่เพียงว่าเธอจะต้องหนีรอดไปจากมาเฟียกลุ่มนี้ให้ได้
“พ่อจ๋า ช่วยหนูที” หญิงสาวหวาดกลัวอย่างสุดชีวิต การหนีเอาชีวิตรอดในต่างแดนแบบนี้มันไม่ง่ายเอาเสียเลย ผู้คนที่เห็นเธอวิ่งผ่านไป กลับไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเลยสักคนทำให้มินรดาต้องเร่งฝีเท้าหาทางรอดด้วยตัวเอง
ร่างบางวิ่งไปบนถนนหนทางที่เธอไม่คุ้นเคยอย่างไม่คิดชีวิต เพราะนับตั้งแต่มาถึงที่นี่เธอก็ไม่กล้าจะออกไปไหนอีกเลยนอกจากขังตัวเองไว้ในห้องพักเพื่อรอเวลาที่พวกมันตายใจแล้วจึงค่อยหาทางติดต่อขอความช่วยเหลือ ไม่คิดว่าพวกมันยังออกตามหาตัวเธอแบบนี้
“แฮ่ก ๆ ๆ ” เสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เส้นระส่ำ หลังจากลัดเลาะมาตามซอกตึก ดวงตากลมโตจึงหันไปเห็นตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวจึงรีบวิ่งไปทางนั้นทันทีเพื่อหวังว่าจะโทรขอความช่วยเหลือ ทว่ายังไม่ทันที่จะวิ่งไปถึง ร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าเธอเสียก่อน
“เอาล่ะ เลิกวิ่งไล่จับแล้วไปกับพวกเราดี ๆ เถอะ” พวกมันอีกสามคนก้าวออกมาจากซอกตึกที่หญิงสาวเพิ่งจะวิ่งผ่านมา
“ไม่ ขอร้องเถอะนะ ปล่อยฉันไปเถอะ”
“จะปล่อยไปได้ไง บอสซื้อตัวเธอมาแล้ว เธอก็ต้องไปทำงานสิ”
“แต่ฉันไม่ได้เต็มใจนี่ ฉันอยากกลับบ้าน ฉันสัญญานะว่าถ้าพวกแกปล่อยฉันไป ฉันจะปิดปากเงียบสนิท ไม่บอกใครเลย” มินรดาพยายามโน้มน้าวเพื่อหาทางรอด หากแต่พวกมันยังไม่ยอมรับฟัง
“เลิกพล่ามแล้วไปกันได้แล้ว”
“ก็บอกว่าไม่ไปไง”
หญิงสาวตัดสินใจพุ่งตัวไปปะทะกับคนที่อยู่ตรงหน้าจนร่างนั้นล้มลง เธอจึงใช้จังหวะนั้นวิ่งข้ามถนนอีกฝั่งไป ใช้เวลาวิ่งหนีมาครู่ใหญ่จนเรี่ยวแรงที่มีเริ่มจะหมดลง ในขณะที่กำลังจะสิ้นหวังเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเป็นภาษาที่แสนจะคุ้นเคยทำให้มินรดารีบหันไปมองตามต้นเสียงนั้นทันที
“สวัสดีค่ะ วันนี้ทางร้านมีเซตเมนูอาหารไทยอย่างอีสานเซ็ตมาแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ลาบ น้ำตก ทานคู่กับต้มแซ่บร้อน ๆ อร่อยแน่นอนค่ะ”
เสียงแหลม ๆ ตะโกนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านสลับกับเสียงนุ่มทุ้มของพนักงานหนุ่มที่เอ่ยขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ
“อร่อย...” หญิงสาวอ่านชื่อร้านออกมาเบา ๆ แล้วรีบพาตัวเองเข้าไปในร้านทันที “ร้านอาหารไทย ก็ต้องมีคนไทย เขาต้องช่วยฉันได้ แน่ ๆ ”
รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าในขณะที่ตัดสินใจเข้าไปในร้าน
“สวัสดีค่ะ ลูกค้ามากี่ท่านคะ” พนักงานสาวเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษเมื่อเห็นมินรดาเดินเข้ามาในร้าน
“เอ่อ...”
มินรดาชะงักเล็กน้อย เหลือบมองออกไปนอกร้าน เห็นพวกมันกำลังข้ามถนนมาทางนี้ หากเธอนั่งอยู่ข้างนอก พวกมันก็ต้องเห็นเธอแล้วจับตัวไปอีกแน่ ๆ ทางเดียวที่เธอจะหลบพวกมันได้คือต้องหาทางเข้าไปแอบหลังร้าน
“ฉันมาสมัครงานน่ะค่ะ ฉันเป็นคนไทย ฉันทำได้หมดเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเสิร์ฟ ทำอาหาร ล้างจาน ทำความสะอาด”
“คะ !?” พนักงานดูตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมพาหญิงสาวเข้าไปทางหลังร้านเพื่อคุยกับผู้จัดการ “งั้นเชิญทางนี้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวโค้งกายนิด ๆ ก่อนจะเดินตามหลังพนักงานขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน ซึ่งเป็นส่วนของออฟฟิศ
ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นโต๊ะทำงานขนาดย่อมตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องพร้อมกับร่างสูงโปร่งของเจ้าของร้านที่มีหน้าตาไม่ละม้ายคล้ายคลึงกับคนไทยเลยแม้แต่น้อย
“มีอะไรเหรอ” เขาละสายตาจากกองเอกสารตรงหน้าเพื่อกล่าวทักทายผู้มาเยือนเป็นภาษาอังกฤษ
“มีคนมาสมัครงานน่ะค่ะ เห็นว่าเป็นคนไทยเลยพามาหาบอสก่อน เธอบอกว่าเธอทำได้ทุกอย่างเลยนะคะ” พนักงานสาวผม บลอนด์ผายมือไปที่มินรดาก่อนที่หญิงสาวจะกระพุ่มมือไหว้ทักทายด้วยอาการประหม่า
“สะ...สวัสดีค่ะ”
“อืม...” ชายหนุ่มที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของร้านจ้องมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเพ่งพิจารณาแล้วจึงตอบตกลง “ก็ดีเหมือนกัน ไหน ๆ แม่ครัวคนเก่าก็จะออกอยู่แล้ว นั่งก่อนสิ”
“ค่ะ” มินรดารับคำพร้อมกับทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด
“ชื่ออะไรล่ะ”
“มุกดาค่ะ” หญิงสาวกล่าวแนะนำตัว
“ฉันชื่อโจชัว เป็นฝรั่งแท้ ๆ นี่แหละ ได้ลองไปทานอาหารไทยก็เลยติดใจกลับมาเปิดร้านเองซะเลย” เขาว่าพลางก้มลงหยิบเอกสารติดมือขึ้นสองสามใบ “เขียนใบสมัครไว้ก่อนละกันนะ ไว้ฉันจะติดต่อกลับไป อาจจะต้องมาลองทำอาหารให้ชิมก่อนสักจานสองจาน”
“เอ่อ...ดะ...ได้ค่ะ” มินรดาไม่มีทางเลือก เธอเข้าใจผิดคิดว่าร้านอาหารไทยแบบนี้ต้องมีเจ้าของเป็นคนไทยเพื่อที่เธอจะขอความช่วยเหลือได้ ไม่คิดว่าเดินเข้ามาแล้วเธอจะพบกับพนักงานคนไทยแค่ไม่กี่คน อีกทั้งเจ้าของร้านยังเป็นฝรั่งจ๋าเสียขนาดนี้
“คุณโอเคไหม เป็นอะไรหรือเปล่า” โจชัวเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ามือเรียวที่กำลังบรรจงเขียนชื่อและประวัติตัวเองอยู่นั้นมันสั่นเสียจนผิดสังเกต อีกทั้งใบหน้าหวาน ๆ ก็ยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทำเขาอดสงสัยเสียไม่ได้
“ปละ...เปล่าค่ะ” มินรดาปฏิเสธ พยายามบังคับมือที่สั่นนั้นให้เป็นปกติมากที่สุด แต่ยิ่งเห็นสายตาที่จ้องมองมาเหมือนจะจับผิดของชายหนุ่ม มันกลับยิ่งทำให้เธอลนลานจนมีพิรุธ
“ผมมองออกนะว่าคุณโกหก”
“เอ่อ...ฉัน”
“แย่แล้วค่ะบอส พวกมันมาอีกแล้วค่ะ” เสียงพนักงานคนเดิมดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกอย่างแรงด้วยอารามความตกใจทำให้โจชัวลุกพรวดจากที่นั่งทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
“พวกมันมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้พูดยังไงพวกมันก็ไม่ยอมไปค่ะบอส” พนักงานสาวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นระรัว
“ครั้งก่อนก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าพวกเราไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนั้น”
“แต่ว่า...” อีกฝ่ายเม้มปากแน่นพลางเหลือบไปมองมินรดาที่ได้แต่นั่งนิ่งก่อนจะส่งแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือให้โจชัวผู้เป็นหัวหน้าดู “พวกมันมาตามหาเธอค่ะ”
“ว่าอยู่แล้วเชียว” โจชัวมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อจ้องมองหนังสือเดินทางของมินรดาที่ถูกถ่ายเอกสารไว้ในมือ เพื่อใช้ในการออกตามล่าตัว “เธอหนีพวกมันมาใช่ไหม”
“เอ่อ...”
“ฉันเสียใจนะ แต่ฉันช่วยเธอไม่ได้จริง ๆ คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้นว่ามาเฟียพวกนี้ร้ายกาจแค่ไหน”
“ก็เพราะว่าพวกมันร้ายกาจไงคะ ฉันเลยต้องหนี คุณต้องช่วยฉันนะ” หญิงสาวพยายามอ้อนวอน หากเธอถูกพวกมันจับได้ ดีไม่ดีอาจจะถูกขังลืมจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวันแน่ ๆ
“ฉันเองก็อยากช่วยนะ แต่ถ้าพวกมันรู้ว่าฉันให้ความช่วยเหลือเธอ พวกมันต้องเล่นงานฉันแน่ ๆ” ชายหนุ่มจับมือเธอไว้แน่นก่อนจะหันไปส่งสัญญาณกับพนักงานเพื่อจะพาตัวมินรดาออกไป “ขอโทษ...ฉันคงเอาธุรกิจร้านอาหารที่ฉันสร้างมาทั้งชีวิตไปเสี่ยงด้วยไม่ได้จริง ๆ ”
“ไม่นะคะ ฉันไม่อยากไป ขอร้องเถอะ”
ร่างบางถูกหิ้วปีกออกมานอกร้านซึ่งมีพวกมันยืนรออยู่ก่อนแล้ว เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย แต่โชคดีที่ลูกค้าในร้านมีไม่มาก ร้านอาหารที่โจชัวสร้างมันมาด้วยความภาคภูมิใจจึงไม่มีอะไรเสียหาย
“จับตัวมันไว้ อย่าให้หนีไปได้อีกล่ะ”
เมื่อเห็นว่าสินค้าชิ้นงามถูกนำมาส่ง หนึ่งในนั้นจึงรีบจัดการติดต่อให้รถมารับทันที
“ไม่ ฉันบอกว่าฉันไม่ไปไง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามขัดขืน ดิ้นหนีจนสุดแรง
ในขณะที่พวกมันยังคงจับตัวเธอไว้ดวงตาคู่งามกลับหันไปสะดุดเข้ากับรถลีมูซีนสีดำเงาวับแล่นมาจอดหน้าร้าน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจึงสั่งให้เธออ้าปากกัดแขนพวกมันจนสุดแรง
“โอ้ย ! นังบ้า” หนึ่งในนั้นโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วรีบเข้าไปจับตัวมินรดาซึ่งกำลังถลาไปร่างสูงโปร่งที่กำลังลงจากรถเพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย พวกมันจะจับตัวฉันไป” เสียงใสร้องขอความช่วยเหลือพร้อมกับจับเสื้อชายหนุ่มเอาไว้ หญิงสาวชะงักเล็กน้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
ทุกอย่างรอบกายเหมือนถูกหยุดเวลาไว้นานแค่ไหนไม่อาจรู้ได้ที่เธอเผลอจ้องมองเครื่องหน้าที่แสนจะสมบูรณ์เพอร์เฟคนั้น
แม้ใบหน้าและสันจมูกที่โด่งเป็นสันมันบอกให้รู้ว่าเขาคงจะเป็นคนที่นี่ แต่ผมที่ดำขลับตัดกับผิวที่ขาวจัดกับริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อนั่นมันทำให้เธอละสายตาจากเขาไม่ลงจริง ๆ จนกระทั่งมือหนาเลื่อนขึ้นไปถอดแว่นสีชาออก หญิงสาวจึงได้สบตาคู่งามสีอำพันที่รับกับคิ้วคมคู่หนาซึ่งเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ แต่แล้วสติที่หลุดลอยหายไปก็กลับคืนมาเมื่อเขาปัดมือของเธอออกจากชายเสื้อจนสุดแรงด้วยความรังเกียจ
“ทำอะไรของเธอ” ร่างนั้นเอ่ยถามเธอด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษ สายตาที่มองมาราวกับว่าเธอเป็นตัวเสนียดนั้นยิ่งทำให้มินรดาถอดใจ คิดผิดจริง ๆ ที่วิ่งมาหาให้เขาช่วยแบบนี้
“ขอโทษครับ แต่เราต้องไปแล้ว” กลุ่มมาเฟียที่วิ่งตามมาถือวิสาสาะคล้องไหล่เล็กเอาไว้เหมือนจะแสดงความเป็นเจ้าของทำให้มินรดาต้องรีบสะบัดมันออกทันที
“ช่วยฉันด้วยค่ะ พวกมันจับตัวฉันมา” หญิงสาวตัดสินใจจับมือคนตรงหน้าไว้แน่นเพื่อร้องขอความเห็นใจ
ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้วเธอเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก
“เป็นการเข้าใจผิดกันน่ะครับ เธอเป็นเมียผม เราทะเลาะกันนิดหน่อย” หนึ่งในนั้นรีบตัดบทด้วยการคล้องไหล่เล็กไว้อีกครั้งพร้อมกับเลิกเสื้อคลุมให้ดูอาวุธที่พกติดมาด้วย
“ไม่นะคะ ฉันเป็นคนไทย ฉันถูกหลอกมาขายตัวที่นี่ ช่วยฉันที”
“หืม...” ชายหนุ่มที่กำลังแกะมือหญิงสาวออกเหมือนจะชะงักเล็กน้อยที่ได้ยินประโยคนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับเลือกที่จะสะบัดมือของมินรดาออกไป “คุณจะเป็นใคร มาจากไหน มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของผมอยู่แล้ว”
น้ำเสียงที่ตอบกลับมาด้วยความเย็นชา ทำให้หญิงสาวถึงกับสิ้นหวัง ปล่อยมือจากชายหนุ่มแล้วยอมให้พวกมันลากตัวขึ้นรถไปในที่สุด
“มาแล้วเหรอ แพทริค เพื่อนรัก” เสียงโจชัวดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มละสายตาจากรถที่เพิ่งขับออกไปเพื่อหันไปหาเพื่อนสนิท หลังจากที่โทรนัดกันเมื่อหลายวันก่อนแต่ก็ยังไม่มีเวลามาหาสักที “เข้ามาก่อนสิ”
“ฉันไม่ได้มาร้านแกตั้งนาน ทำไมพักหลังมานี้มันวุ่นวายจังวะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามในขณะที่ทรุดกายนั่งลงบนโต๊ะทำงานชั้นสองของร้านก่อนที่พนักงานจะนำน้ำมาเสิร์ฟให้
“ก็แค่ช่วงนี้แหละ พวกมาเฟียขาโหดมันมาตามหาสินค้าน่ะ”
“สินค้า...” เพื่อนสนิทขมวดคิ้ว ทวนประโยคนั้นช้า ๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็พวกผู้หญิงที่มันซื้อมานั่นแหละ บังเอิญว่าคนที่นายเห็นเมื่อกี้น่ะ เขาหนีมาร้านฉัน” เจ้าตัวตอบอย่างใจเย็น ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องปกติ “อันที่จริงพวกมันมาตามหาอยู่หลายวันแล้วล่ะ วันนี้โชคร้ายที่เธอถูกจับตัวไป”
“ฉันได้ยินเธอบอกว่าเธอเป็นคนไทย ถูกหลอกมา”
“อันนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก แต่น่าจะเป็นที่นายบอกจริง ๆ นั่นแหละ” โจชัวว่าพลางบุ้ยปากไปทางเอกสารที่มินรดาเขียนทิ้งไว้พร้อมกับหนังสือเดินทางที่พวกมันถ่ายเอกสารมา “เธอบอกฉันว่ามาสมัครงาน ฉันเลยให้กรอกข้อมูล”
“มุกดา มินรดา รักษ์ไท” ริมฝีปากบางอ่านชื่อที่ปรากฏอยู่บนเอกสารเบา ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากเลยล่ะ เสียดายที่ต้องไปขายตัวในผับ”
“ผับเหรอ” บัณฑิตปริญญาโทที่เพิ่งเรียนจบหมาด ๆ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ เพราะใช้เวลาไปกับการเรียนอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกกรอบเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ นอกเสียจากจะซื้อผู้หญิงมาปรนเปรอเป็นครั้งคราวเท่านั้น
“ก็ผับที่ฉันเคยพาแกไปสมัยเรียนไง ตอนนี้พวกมันขยายธุรกิจเป็นซ่องขนาดย่อมไปแล้ว แต่ถ้าจะให้พูดสินค้าที่นั่นก็มีแต่เด็ด ๆ ทั้งนั้นเลยนะ ฉันไม่แปลกใจเลยที่พวกมันจะลงทุนมาตามหาตัวผู้หญิงคนนั้นตั้งหลายวัน”
“ถ้าเธอสวยขนาดนั้น แล้วทำไมแกไม่ช่วยเขาล่ะ” แพทริคกลั้นขำที่เห็นท่าทีชื่นชมของโจชัวเสียจนออกนอกหน้า
“ไม่เอาอ่ะ ถ้าพวกมันรู้ว่าฉันช่วยเธอ มันต้องพังร้านฉันแน่ ๆ ฉันไม่ใช่พวกนอนบนกองเงินเหมือนนายนี่ สู้ปล่อยให้พวกมันพาเธอไปแล้วค่อยไปใช้บริการวันหลังดีกว่า”
“แกพูดซะขนาดนี้ ฉันชักอยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งแล้วสิ” ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มมุมปาก จ้องมองรูปถ่ายบนหนังสือเดินทางในมือ นึกเสียดายที่เขาไม่ได้ใส่ใจจะมองหน้าเธอเสียเท่าไหร่ตอนเจอกันหน้าร้านเมื่อครู่
“ถ้าแกสนใจจริง ๆ ฉันพาแกไปได้นะเว้ย สินค้าใหม่แบบนั้นคืนนี้ต้องมีการเปิดประมูลแน่ ๆ ลูกเศรษฐีอย่างแกหิ้วกลับไปเป็นสิบยังได้เลย”
“ไร้สาระว่ะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าตัดบท รีบเปลี่ยนประเด็นสนทนาเป็นเรื่องอาหารแทน “ว่าแต่...เพื่อนมาหาทั้งทีจะไม่ให้กินอะไรเลยรึไง”
“ไม่มีได้ไง ระดับแพทริค เพื่อนรักมาหาทั้งที”
สองหนุ่มเพื่อนรักหัวเราะชอบใจก่อนจะพากันลงไปยังชั้นล่างเพื่อรับประทานอาหารที่ถูกเตรียมไว้ให้แล้ว โดยที่โจชัวไม่รู้เลยว่าเพื่อนสนิทนั้นแอบเอาเอกสารที่ดูก่อนหน้าติดมือมาด้วย
“ปล่อยฉันไปเถอะนะ มีใครได้ยินไหม ฉันสัญญาว่าฉันจะออกไปหาเงินมาชดใช้ให้ ฉันขอร้องเถอะนะ ฉันไม่อยากทำงานนี้ ฮือ...ฮือ...”
เสียงสะอื้นร่ำไห้ภายในห้องขนาดใหญ่ที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนเพื่อใช้เป็นห้องพักให้กับบรรดาหญิงสาวที่ถูกนำตัวมาทำงานที่นี่ ทั้งที่แบบเต็มใจและไม่เต็มใจ
มินรดาร้องไห้อย่างหนักตั้งแต่ถูกนำตัวมาถึง หลังจากที่พวกมันนำหญิงสาวมาขังรวมไว้ในห้องพักกับคนอื่น ๆ พวกมันก็ปิดประตูใหญ่แล้วจากไป ภายในห้องที่เงียบสงบแห่งนี้จึงมีแต่เสียงสะอื้นร่ำไห้ของหญิงสาวผู้มาใหม่อย่างมินรดาเท่านั้น
“ปล่อยฉันไปเถอะ” มือเรียวทุบลงบนประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะถูกเปิดออก “ขอร้องเถอะ ฉันไม่อยากทำงานแบบนี้ ปล่อยฉันไป...”
“เธอจะร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมา ไม่เห็นหรือไงว่าคนอื่นเขากำลังพักผ่อนกันอยู่” เจ้าของเรือนร่างงามแง้มประตูด้านในออกมาเอ่ยขึ้น หล่อนปิดประตูห้องของตัวเองก่อนจะเดินผ่านทางเดินเล็ก ๆ มาที่ประตูใหญ่ ปรายตามองร่างบางที่กำลังร้องไห้ด้วยสายตาที่กำลังรำคาญเสียเต็มประดา
“เธอเป็นใคร” มินรดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกฝ่ายทรุดกายนั่งลงบนโซฟาหนังใกล้กับประตูบานใหญ่
“ฉันชื่อเกว็น” หล่อนแนะนำตัวเป็นภาษาบ้านเกิด “เธอคงจะมาใหม่สินะ...มานั่งนี่สิ”
มือเรียวตบลงบนโซฟาที่ว่างข้างกายเพื่อบอกให้คนมาใหม่เข้าไปนั่งลงข้าง ๆ
“ฉันชื่อมุกดา” มินรดาแนะนำตัวกลับไป นึกอุ่นใจขึ้นมานิด ๆ ที่มีคนมาคุยด้วยเพื่อระบายความหวาดกลัวลงไปได้บ้าง “เธอก็ถูกพวกมันจับตัวมาเหรอ”
“เปล่าหรอก ฉันมาที่นี่เองแหละ”
“มาขายตัวนี่อ่านะ”
“ใช่...ชีวิตคนเรามันไม่มีทางเลือกมากหรอกนะ ฉันเคยเป็นคนไร้บ้าน ก็เลยต้องมาทำงานแบบนี้” เกว็นตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอไม่รู้สึกยี่หระกับงานที่ตัวเองทำเลยแม้แต่น้อย “ลองคิดดูสิสำหรับคนที่เรียนไม่จบอย่างฉัน จะมีงานไหนสบายเท่างานนี้อีกล่ะ กลางคืนก็แค่รับแขก ส่วนกลางวันก็นอนเก็บแรง”
ดวงตากลมโตกวาดมองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทเรียงรายไปตลอดทางเดินในขณะที่เกว็นยังเล่าต่อ
“ในห้องนั้นน่ะ มีอีกหลายคนที่กำลังนอนหลับพักผ่อน ฉันเองก็กำลังจะงีบเหมือนกัน แต่ได้ยินเสียงเธอร้องไห้เสียก่อน “ เกว็นร่ายยาวแล้วจึงบุ้ยหน้าไปทางประตูใหญ่ “พวกมันจะล็อคประตูเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราหนี พอตกเย็นพวกเราก็ต้องแต่งตัวเพื่อเตรียมรับแขก ถึงตอนนั้นประตูนั่นจึงจะถูกเปิด แล้วบางคนก็ต้องออกไปเต้นโชว์ด้วยนะ”
“เต้นโชว์...” หญิงสาวทวนประโยคนั้นช้า ๆ เธอไม่รู้เลยว่าสถานที่แบบนี้นอกจากจะรับแขกแล้วยังมีโชว์อะไรแบบนั้นด้วย
“ใช่ เต้นแก้ผ้าน่ะ ถ้าโชคดีก็จะมีแขกเรียกตัว บางทีก็ต้องไปให้บริการนอกสถานที่ด้วย บางคนใจร้อนหน่อยก็จัดกันหน้าเวทีนั่นแหละ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่อ่ะ...ฉันไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่” มิรดาเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งสังเกตเห็นว่าตามเนื้อตัวของเกว็นมีรอยแดงเพราะถูกบางอย่างฟาด หญิงสาวก็ยิ่งขนหัวลุกจนต้องกอดขาตัวเองไว้ “พวกมันทุบตีเธอด้วยเหรอ”
“ไม่ใช่พวกมันหรอก นี่น่ะ เป็นฝีมือของแขกต่างหาก บางคนเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรงน่ะ แต่เธอไม่ต้องห่วงนะ ค่าตัวกับค่าทิป บวกกันแล้วคุ้มค่าเจ็บตัวแน่นอน”
“ไม่เอาอ่ะ ยังไงฉันก็ไม่ทำเด็ดขาด เธอพอจะมีทางหนีไปจากที่นี่ไหม...” มือเรียวจับมือของเกว็นไว้แน่นเหมือนกำลังขอความช่วยเหลือ
“ตั้งแต่ฉันอยู่ที่นี่มาสามปี ฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีใครหนีไปได้นะ นอกจากจะป่วยใกล้ตาย พวกมันถึงจะยอมปล่อยไป”
“ไม่มีเลยเหรอ” น้ำเสียงสั่นเครือดังออกมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังสิ้นหวัง
“จริง ๆ สินค้าเกรดพรีอย่างเธอน่ะ หาทางออกไปจากที่นี่ได้ไม่ยากหรอก”
“เธอว่าไงนะ” ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันทีที่เกว็นพูดจบ
“ฉันได้ยินพวกมันคุยกันวันก่อน ว่าเธอเป็นสินค้าเกรดพรี พวกมันก็เลยยิ่งต้องการตัว”
“เกรดพรี หมายความว่ายังไง” มินรดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็เกรดพรีเมี่ยมไง หรือถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็คือยังซิงอยู่นั่นแหละ แล้วยิ่งเป็นสาวเอเชียซึ่งนาน ๆ จะมีสักคนแบบนี้ พวกมหาเศรษฐีเงินหนาน่ะเขาชอบ”
“แล้วมันจะหนีออกไปได้ไง”
“ก็ทุกครั้งที่มีสินค้าเกรดพรีเข้ามาน่ะ พวกมันจะเปิดประมูลกัน ถ้าใครประมูลได้ก็จะเป็นคนแรกที่ได้เปิดซิงไง ถ้าเธอพูดเก่งโน้มน้าวลูกค้าให้ใจอ่อนได้ เขาอาจจะยอมเลี้ยงดูแล้วกลับมาทำสัญญาซื้อขาดเธอไง” คนมากประสบการณ์อธิบายจนละเอียดยิบ “พอถูกซื้อขาดเธอก็จะเป็นอิสระจากที่นี่ แต่ก็ต้องตกไปเป็นผู้หญิงของคนที่ซื้อเธอไป”
“ที่เธอเล่ามาฉันยังมองไม่เห็นทางหนีเลยสักนิด ถึงยังไงฉันก็ต้องเสียตัวอยู่ดีนั่นแหละ”
“เสียให้คนคนเดียวก็ยังดีกว่าเสียให้คนนับร้อยเหมือนฉันใช่ไหมล่ะ ถ้าออกไปจากที่นี่ได้ฉันว่าเธอน่าจะหนีได้ง่ายกว่านะ” เกว็นปลอบใจ “เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอชื่อมุกดาใช่ไหม...ฉันว่าถ้าไม่อยากให้ใครรู้จักตัวตนหรือว่าชื่อจริง เธอต้องหาชื่อใหม่เป็นชื่อในวงการด้วย”
“ไม่อ่ะ ฉันไม่อยากทำเสียหน่อย”
“ไหน ๆ ก็หนีไม่รอดอยู่แล้วนี่ เอาแบบนี้ไหม ฉันขอตั้งให้เธอเอง” เกว็นนิ่งเงียบไปชั่วครู่เหมือนกำลังใช้ความคิดก่อนจะดีดนิ้วเมื่อนึกออก “ชื่อ ลินดาเป็นไง”
“ลินดาเหรอ...”
“อื้ม ชื่อนี้เพราะดีนะ เข้ากับเธอด้วย...”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากทำ ฉันถูกหลอกมา เขาเป็นแฟนฉัน เขาบอกว่าจะพามาทำงาน...ฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะทำกับฉันแบบนี้...ฉันอยากกลับบ้าน กลับประเทศของฉัน เธอต้องช่วยฉันนะ” มินรดาโอดครวญ ถึงเกว็นจะพยายามปลอบใจแค่ไหน เธอกลับไม่ใจชื้นขึ้นมาเลยสักนิด อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่ต่างกันเกว็นเลยไม่ได้ยี่หระกับเรื่องแบบนี้เสียเท่าไหร่
“ฉันขอโทษ ฉันคงช่วยเธอได้แค่นี้จริง ๆ ” เกว็นบีบมือหญิงสาวแน่นยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อม ๆ กับฝรั่งร่างสูงใหญ่
“ถึงเวลาแล้ว” พวกมันออกคำสั่งพร้อม ๆ กับกระชากแขนมินรดาให้ยืนขึ้นเพื่อจะลุกเดินตามพวกมันไป
“ไม่ ฉันไม่ไป ปล่อยฉัน เกว็น เธอต้องช่วยฉันนะ”
“โชคดีนะ ลินดา”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เกว็นบอกเธอพร้อมกับโบกมือลา หญิงสาวหันไปมองหน้าเพื่อนใหม่ด้วยสายตาแห่งความสิ้นหวังในขณะที่พวกมันยังคงหิ้วปีก เธอไปตามทางเดินเล็ก ๆ ก่อนจะผลักเธอเข้าไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งมีหญิงสาวชาวยุโรปรออยู่ในนั้นสามคน ทันทีที่เห็นคนมาใหม่ทั้งสามก็เข้ารับช่วงจับตัวเธอไว้ทันที
“ตอนเย็นฉันจะมารับตัว” พวกมันออกคำสั่งกับหญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นบรรดาสินค้าของพวกมันแล้วจึงปิดประตูจากไป
“นี่พวกเธอจะทำอะไร”
มินรดาเอ่ยถาม แต่กลับไม่มีใครปริปากบอกอะไรเธอเลยสักคนจนกระทั่งเสื้อผ้าที่เธอสวมมาถูกถอดออก เธอจึงเข้าใจว่าผู้หญิงพวกนี้คงมีหน้าที่ขัดศรีฉวีวรรณสินค้าที่เข้ามาใหม่
เวลาผ่านไปนานนับหลายชั่วโมง หญิงสาวก็ถูกนำตัวออกมาจากห้องอีกครั้งพร้อมกับชุดเดรสรัดรูปเนื้อบางแถมยังผ่าเว้าตั้งแต่สีข้างยาวลงไปถึงน่อง แค่ขยับขาเดินก็รับรู้ได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ของดีแบบนี้ ฉันน่าจะลงประมูลด้วย” หนึ่งในนั้นจ้องมองเรือนร่างงามด้วยสายที่หื่นกระหายพลางลากลิ้นไปตามริมฝีปากจนหญิงสาวอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น
“ไปกันได้แล้ว แขกเริ่มจะมาแล้ว”
อีกคนเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับออกแรงลากตัวสินค้าชิ้นใหม่เกรดพรีเมี่ยมเดินออกไปตามทางเดินแคบ ๆ ซึ่งทอดยาวไปที่ผับด้านหน้า เสียงเพลงจังหวะบีบหัวใจที่ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อยทำให้ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินใจขึ้นมาอีกครั้ง ขาสองข้างที่ใช้ประคองกายก็เหมือนจะอ่อนลงเสียดื้อ ๆ หากพวกมันไม่หิ้วปีกไว้ เธอคงจะล้มลงเสียเดี๋ยวนั้น