ม่ออี้จ้องสองชายหญิงที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยความตะลึงงัน
“ม่ออี้ อาหารที่มือเจ้า จะถืออีกนานหรือไม่”
ม่ออี้สะดุ้งตัว รีบเดินเอาจานหมูทอดมาวางที่โต๊ะพลางชำเลืองมองเจียวอิงที่กำลังคีบอาหารเข้าปาก ในใจนางนั้นอยากจะกระชากตัวเจียวอิงมาตบด้วยความหมั่นไส้ แต่ติดอยู่ตรงที่หมิ่งจิ้นเหอก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
“หมดหน้าที่แล้วก็ออกไป” เสียงเย็นชาเอ่ยสั่ง พร้อมคีบชิ้นหมูวางลงบนถ้วยของเจียวอิง
ม่ออี้กัดฟันกรอด เหตุใดสตรีโสเภณีเช่นนั้นถึงได้รับการเอาใจใส่จากท่านอ๋องได้ถึงเพียงนี้ เป็นเพียงทาสบำเรอแท้ๆ! ม่ออี้คิดพลางเร่งเท้าเดินออกไปด้วยความริษยาถึงที่สุด
ทางด้านเจียวอิงก็ตกใจไม่แพ้กัน นางมองชิ้นหมูสลับกับหน้าของหมิ่งจิ้นเหอ ในใจเต็มไปด้วยความสับสนและประหม่าไม่น้อย แม้กิจกรรมระหว่างชายหญิงจะมีไม่ขาด แต่การกระทำที่แสนอ่อนโยนนี่เพิ่งเคยได้รับเป็นครั้งแรก
“มองหน้าข้าทำไม กินสิ”
“จะ...เจ้าค่ะ”
เห็นหญิงสาวเคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ยแล้วก็รู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก โดยปกติทั้งสองไม่ค่อยได้ร่วมทานอาหารด้วยกันสักเท่าไหร่ แต่หลังจากเมื่อวานเจียวอิงคงได้เรียนรู้แล้วว่าการได้ร่วมโต๊ะกับหมิ่งจิ้นเหอนั้นคุ้มค่าที่สุด
ส่วนหมิ่งจิ้นเหอเองก็เรียนรู้เช่นกันว่า ‘ของกิน’ สามารถใช้ล่อเจียวอิงได้
หมดของคาวแล้วต้องต่อด้วยของหวาน เจียวอิงนั้นชอบขนมหวานเป็นที่สุด นางหยิบเซาปิ่ง[1]ขึ้นมากัดคำพลางดื่มน้ำชาหอมกรุ่นอย่างเอร็ดอร่อย
หมิ่งจิ้นเหอไม่ชอบของหวานจึงเพียงจิบน้ำชาเท่านั้น “กินมากๆ ระวังจะปวดท้อง”
“ข้าหิวนี่น่า หรือท่านอ๋องหวงของกินหรือ”
“ข้าไม่ได้หวงของกิน แต่ห่วงเจ้า ไม่อยากให้เจ้าป่วย”
เป็นอีกครั้งที่เจียวอิงประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ใบหน้าสตรีแดงเรื่อเพราะคำพูดที่แฝงความหวงแหนนั้น
เจียวอิงแอบชำเลืองมองหมิ่งจิ้นเหอ ครุ่นคิดถึงวันเวลาที่อยู่ร่วมกับเขาแล้วยิ่งว้าวุ่นใจ หมิ่งจิ้นเหอเลี้ยงดูนางอย่างดี ให้ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องประดับหลากหลายอย่าง แม้จะชอบออกคำสั่ง กล่าวเสียงดุอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยตวาดนางจริงจัง ไม่แม้แต่จะทำร้ายร่างกายหรือบีบบังคับนาง
และที่สำคัญ...เขาไม่มีสตรีอื่นข้างกายเว้นนางคนเดียว
จู่ๆ ความฝันเมื่อคืนพลันผุดขึ้นมา เจียวอิงเหลือบมองหมิ่งจิ้นเหอ ยัดขนมที่เหลือเข้าปาก เคี้ยวสองสามครั้งก่อนเอ่ยถามอย่างลังเล
“ท่านอ๋อง ท่านเชื่อเรื่องมิติคู่ขนานหรือไม่”
“หือ มิติอะไรนะ”
“มิติคู่ขนาด แบบว่าท่านอ๋องเป็นท่านอ๋องในโลกนี้ แต่ข้าเป็นอีกคนในอีกโลกหนึ่ง แล้ววันหนึ่งพวกเราก็บังเอิญมาเจอกัน...”
หมิ่งจิ้นเหอย่นหัวคิ้ว “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรของเจ้า”
“งั้น...เรื่องมองเห็นอนาคต ฝันเห็นอนาคต ย้อนเวลามาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของตัวเองเล่า เคยได้ยินบ้างหรือไม่”
หมิ่งจิ้นเหอหน้านิ่ง วางถ้วยชาลงก่อนเค้นเสียงหัวเราะเบาๆ “ข้าว่าเจ้าคงว่างมากสินะ ถึงได้ยกเอาเรื่องไร้สาระเช่นนี้มาพูดกับข้า”
“ข้าไม่ได้พูดไร้สาระ ข้า...” โว๊ยยย เจียวอิงไม่รู้จะอธิบายเรื่องซับซ้อนเหล่านี้ให้หมิ่งจิ้นเหอเข้าใจได้เช่นไร กระทั่งตัวนางเองก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการคำตอบ
“ข้ามองเห็นอนาคต”
“...”
“ข้าพูดจริงนะ” อย่างน้อยก็เป็นคำอธิบายที่เข้าใจง่ายที่สุดในตอนนี้
เจียวอิงหันซ้ายหันขวา ก่อนยกมือขึ้นป้องปากกระซิบ “ตอนนี้ท่านอ๋องอาจจะยังไม่เชื่อข้า แต่หลังจากนี้ท่านจะได้รับเทียบเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงในวัง แล้วความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น ถึงขั้นบาดหมางกับองค์รัชทายาท”
“ไร้สาระ” หมิ่งจิ้นเหอเขกศีรษะหญิงสาวไปหนึ่งที จากนั้นลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
เจียวอิงพร่ำบ่นว่านางไม่ได้โกหก นางมองเห็นอนาคต ทั้งยังฝันด้วย! แต่หมิ่งจิ้นเหอไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เจียวอิงถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ทั้งๆ ที่นางพยายามจะเตือนเขาแล้ว ไฉนถึงไม่ยอมฟังกันสักหน่อยเล่า
ว่าแต่...ทำไมข้าจะต้องเป็นห่วงหมิ่งจิ้นเหอด้วย? เพราะภาพความฝันเมื่อคืนงั้นหรือที่สะกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ
“เฮอ~”
“แม่นางถอนหายใจอีกแล้ว” ผิงผิงที่กำลังพับผ้าอยู่ข้างๆ เอ่ยทัก
“ข้าไม่เคยคิดถึง...เรื่องของหมิ่งจิ้นเหอมาก่อน คิดเพียงต้องหนีไปให้ไกลจากบุรุษผู้นี้ คิดแค่อยากมีชีวิตรอดต่อไป โดยที่ลืมนึกไปว่า...จุดจบสุดท้ายเขาก็”
ไม่รู้ทำไมเจียวอิงถึงรู้สึกคล้ายมีบางอย่างมาจุกแน่นอยู่ในลำคอ นางพูดไม่ออก หรือหากจะพยายามพูดก็เกรงว่าจะกลั้นน้ำตาของตนไว้ไม่ได้ หัวใจบีบตัวแน่นขึ้นยามหวนนึกภาพฝันเมื่อคืน
หมิ่งจิ้นเหอ...ถูกความรักบังตา หลงคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับองค์หญิงต่างแคว้นเป็นความรัก ทว่ามันคือแผนลวงของสตรีผู้กระหายอำนาจเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นหมิ่งจิ้นเหอหรือองค์รัชทายาท ใครก็ตามที่ให้ผลประโยชน์กับนางมากที่สุด องค์หญิงผู้นั้นก็จะยอมตกลงปลงใจด้วย
“เหมือนกับชีวิตของข้าเลย...”
“เหมือนอะไรเจ้าคะ”
เจียวอิงที่สติเริ่มกลับคืนมา สะบัดศีรษะแรงๆ สองสามครั้ง ไม่รู้ทำไมนางจึงมองเห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับหมิ่งจิ้นเหอเสียได้
“ข้าพูดไปเรื่อย เจ้าอย่าใส่ใจเลย” เจียวอิงตอบผิงผิง พร้อมปั้นรอยยิ้มสดใสเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะหวาดกลัวมากก็ตามที
..........................................................
เซาปิ่ง[1] = ขนมเปี๊ยะสดหรือขนมแป้งทอด