"ก็เรื่องจริงนี่" ฉันตอบอย่างไม่ต้องคิด
"ข้าวไม่คิด แต่อีกคนล่ะ" คำถามของกระแตทำฉันอึกอัก
"ข้าวรีบไปหาแม่ดีกว่า"
"เปลี่ยนเรื่องเชียวนะ" เปล่าสักหน่อย ฉันแค่ไม่อยากคิดอะไรไปเองคนเดียว
ที่บอกว่าไม่ยอมรับข้อเสนอของป้าฝ้ายเพราะฉันกับพี่คฑาไม่ได้คิดอะไรกันอาจจะเป็นแค่เรื่องโกหก
...โกหกใจตัวเองน่ะ
"ข้าวหายไปไหนมาลูก" ทันทีที่แม่เห็นฉันเดินเข้าไปในบ้านกระแตท่านรีบปรี่เข้ามาหาอย่างเป็นห่วง
"ข้าวไปเจอคนพวกนั้นมาใช่มั้ย" เสียงพ่อเลี้ยงฉันถาม น้ำเสียงท่านดูเสียใจเล็กน้อยที่ฉันไม่เชื่อท่าน
"พวกเรามีทางออกเรื่องหนี้ก้อนนั้นแล้วนะคะ" ฉันรีบบอกข่าวดีครึ่งหนึ่งออกไป
"หมายความว่ายังไงลูก" แม่กอดเอวประคองฉันไปนั่งเก้าอี้ม้าหินอ่อน ส่วนกระแตที่ตามมาติด ๆ ก็เดินเข้าบ้านไปอย่างรู้มารยาท
"ข้าวขอผ่อนผันหนี้ก้อนนั้นได้แล้วค่ะ" สีหน้าแม่ฉันดูดีใจในคำตอบนี้มาก ท่านบีบมือฉันแน่น นัยน์ตาคู่สวยมองฉันราวกำลังบอกว่าท่านภูมิใจที่ฉันไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังเลยสักครั้งเดียว
"ขอบใจมากนะข้าว แม่รู้อยู่แล้วว่าเราจะต้องช่วยลุงสงบได้" สายตาแม่ภูมิใจในตัวฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหน้าพ่อเลี้ยงฉันอย่างแย้มยิ้ม
มือฉันกำหมัดเข้าหากันแน่น...แค่แม่ได้ยินเท่านี้แม่ก็ดูภูมิใจในตัวฉันมากขนาดนี้ ฉันคงจะทำให้ท่านผิดหวังไม่ได้
ความหวังของแม่มีแค่ฉัน และฉัน... จะต้องผ่านเรื่องร้าย ๆ นี้ไปให้ได้เช่นกัน
"ทำไมพวกนั้นถึงยอมเราง่าย ๆ แบบนั้น ทีตอนลุงขอร้องแทบตาย พวกมันไม่เห็นจะสนใจ" ในน้ำเสียงนี้แฝงไปด้วยความเจ็บใจและโมโหสุด ๆ
"ข้าวก็แค่..." เสียงฉันหยุดลง จะบอกได้ยังไงว่าข้อเสนอในการประนอมหนี้ครั้งนี้คือตัวฉัน ถ้าแม่รู้แม่คงเสียใจมาก จะต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนกว่าจะใช้หนี้หมด
"ก็แค่อะไรลูก" เสียงนุ่มหูของแม่ทำฉันได้สติรีบตอบกลับไป
"ข้าวก็แค่เอาเงินในบัญชีธนาคารให้พวกเขาดูแล้วก็ใช้รถเป็นทรัพย์สินค้ำประกันค่ะ" ขอโทษนะคะแม่ที่ต้องโกหกแบบนี้
"โธ่ ข้าวลูกแม่"
หมับ...อ้อมกอดแสนอบอุ่นสวมกอดฉันเบา ๆ
"ลูกแม่ไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังเลยสักครั้ง แม่กับคุณสงบจะรีบหาเงินมาช่วยหนูใช้หนี้พวกนั้นเร็ว ๆ นะลูก"
ฝ่ามืออบอุ่นลูบแผ่นหลังฉันเบา ๆ หยดน้ำตาของแม่ร่วงหล่นลงบนไหล่ฉันจนรู้สึกเลยว่าท่านเองก็อึดอัดคับแค้นใจเรื่องนี้ไม่ต่างจากฉัน
"ไม่ร้องนะคะ แม่มีลูกสาวคนเก่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน"
บางทีการอวดเก่ง อวดฉลาดของฉันก็นำภัยมาสู่ตัวเองเหมือนกัน
"ขอบใจมากนะลูก ขอบใจจริง ๆ" เราสามคนยิ้มให้กัน แต่ภายใต้รอยยิ้มของฉันคงมีความทุกข์หนักปะปนอยู่
ความทุกข์ที่ต้องเก็บความลับไม่ให้ใครรู้แม้สักคนเดียวกับสิ่งที่ฉันจะต้องเผชิญนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป "งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ คนพวกนั้นคงไม่อยู่แล้ว"
"พวกไหนคะ!?" รีบถามกลับทันที
"ก็ลูกน้องของเจ้าหนี้ลุงนั่นแหละ พวกมันตามหาที่อยู่ลุงจนเจอแล้วมาเฝ้าไว้กลัวจะหนีหนี้" ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ
ไหนคุณธนูบอกแล้วว่าจะไม่ทำอะไรพ่อเลี้ยงฉันถ้าฉันตกลงไปพบเขาพรุ่งนี้
อ้ะ หรือว่า เขากลัวว่าฉันจะผิดคำพูดเลยส่งคนมาสอดแนมไว้ก่อน
แต่ตอนที่ฉันกลับมาถึงเมื่อกี้ก็ไม่เห็นคนพวกนั้นแล้วนะ ตกลงนี่มันยังไงกันแน่
พ่อเลี้ยงฉันติดหนี้แค่ที่นี่ที่เดียวหรือว่ามีเจ้าหนี้รายอื่นที่ฉันและแม่ยังไม่รู้อีก
"ตอนข้าวมาไม่เจอแล้วค่ะ งั้นเรากลับกันเลยมั้ยคะ"
แม้จะยังคลางแคลงใจไม่น้อย แต่ฉันคงคิดมากไปเอง พ่อเลี้ยงฉันคงไม่ทำอย่างที่ฉันคิดหรอกมั้ง
"เดี๋ยวแม่ไปลาแม่หนูกระแตก่อนนะลูก"
"ข้าวไปด้วยค่ะ"
"งั้นก็ไปลากันหมดนี่แหละ"
จบคำพูดพ่อเลี้ยง เราสามคนก็เดินเข้าไปในบ้านกระแตเพื่อขอบคุณและลากลับบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน
วันต่อมา , 09:15 AM.
"วันนี้ดูลอย ๆ นะเรา มีอะไรหรือเปล่า"
พี่ปลาดาวถามขึ้นหลังจากฉันแต่งหน้าทำผมเสร็จ
"สงสัยจะนอนน้อยไปหน่อยค่ะ" วันนี้ฉันมีงานเป็นพริตตี้ขึ้นเวทีชูป้ายในสนามมวยคู่กับพี่ปลาดาว แต่เมื่อสิบนาทีก่อนพี่ทีมงานให้ฉันลองชุดสีแดง ฉันกลับใส่สีดำออกมาให้พวกเขาดูจนถูกตำหนิไปหนึ่งที
"พี่ก็ว่างั้น ดูสิขนาดกลบแล้วใต้ตายังดูคล้ำอยู่เลย"
พัพบาง ๆ ที่มีเนื้อแป้งติดอยู่ถูกพี่ปลาดาวเกลี่ยใต้ขอบตาให้ฉันซ้ำอีกรอบเบา ๆ
"ข้าวดูโทรมขนาดนั้นเลยเหรอคะ" พี่ปลาดาวชะงักมือค้างกลางอากาศทำหน้าประมาณว่า 'นี่ไม่รู้ตัวจริง?' อะไรทำนองนี้
"ถ้าพื้นเพไม่สวยอยู่แล้ว พี่กล้าบอกได้เลยว่า น้องคือซอมบี้ดี ๆ นี่เอง"
'ไม่สวยแล้วยังจะเล่นตัวอีก'
'ไม่สวย..'
'ไม่สวย....'
คำว่าไม่สวยจากผู้ชายที่เคยพบหน้ากันครั้งแรกดังก้องอยู่ในหัวหลังจากที่พี่ปลาดาวพูดจบ
"น้องข้าว"
"..."
"น้องข้าวจ๊ะ"
"..."
"ข้าวฟ่าง!"
"ขะ... คะ?"
"เหม่อเอาเรื่องนะเรา พี่ว่าแคนเซิลงานวันนี้ดีกว่าไหม เดี๋ยวเดินตกเวทีเอา"
พี่ปลาดาวกึ่งดุกึ่งเป็นห่วง "ข้าวแคนเซิลไม่ได้ค่ะ ข้าวต้องรีบหาเงิน"
จะให้ฉันยกเลิกงานเพราะความเหม่อลอยเกี่ยวกับคำพูดคนห่ามแบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก งานวันนี้ทำแค่สองชั่วโมง ยกป้ายไม่กี่นาทีต่อรอบก็ได้เงินตั้งสามหมื่นห้า ให้ยกเลิกก็บ้าแล้ว
"แน่ใจนะ" เสียงดุ ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ฉันรีบพยักหน้าตอบและสะบัดสิ่งที่ไม่ดีในหัวออกไปให้หมด
"งั้นพูดตามพี่" พี่ปลาดาววางอุปกรณ์แต่งหน้าลงไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะนั่งตัวตรงจ้องหน้าฉัน "สามหมื่นห้า สามหมื่นห้า สามหมื่นห้า"
พรืดดด...ฉันถึงกับขำพรืดออกมาเมื่อฟังสิ่งที่พี่ปลาดาวพูดจบ
"เฮ้อ ค่อยยังชั่วที่ยิ้มแล้ว แบบนี้หน่อยถึงจะเป็นตัวท็อปพริตตี้ชูป้ายในวันนี้"
พี่ปลาดาวก็เข้าใจเล่นเนอะ รู้ว่าฉันอยากได้เงินจึงเอาเงินมาหลอกล่อ
"ขอบคุณนะคะ"
ถ้าวันนี้ไม่มีพี่แก ฉันอาจจะต้องยกเลิกงานหรือไม่ก็ถูกเจ้าของงานไล่ออกแน่ ๆ
"โอยยย เหนื่อย"
"ปวดแขนชะมัด"
"แต่นักมวยวันนี้หล่อนะแก"
"นั่นสิ โดยเฉพาะคู่ที่สามน่ะ หล่อทั้งคู่เลย"
"อร้ายยยย ฉันก็เล็งเหมือนกัน" เสียงจอแจของบรรดาพริตตี้ที่ร่วมงานกันวันนี้ดังขึ้นหลังจากที่พวกเราเสร็จงานแล้ว
"เหนื่อยมั้ยเรา" พี่ปลาดาวเดินอย่างอิดโรยมานั่งข้าง ๆ
"เอาการค่ะ" ฉันตอบก่อนจะนวด ๆ ต้นแขนที่ตอนนี้เริ่มตึง
ใครบอกว่างานชูป้ายในแต่ละรอบชกเป็นงานสบาย เอาจริง ๆ เหนื่อยเหมือนกันนะ เพราะตอนแรกตกลงกันไว้ที่สองชั่วโมง แต่เพราะมีคู่เด็ดเข้ามาเพิ่มอีกสามคู่ ทำให้กินเวลาเพิ่มไปอีกสองชั่วโมงเป็นสี่ชั่วโมง
แถมจากแค่ทำหน้าที่ชูป้ายธรรมดา ต้องไปนั่งเป็นหน้าม้าชูป้ายไฟเชียร์ในแต่ละรอบปะปนกับคนดูอีก ทำให้แต่ละคนหมดสภาพไปตาม ๆ กัน
"รับเงินค่าาาา" แต่พอได้ยินเสียงนี้ความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง
"น้องข้าวฟ่างมีคนให้ทิปด้วยนะคะ" ฉันเป็นคนสุดท้ายที่รับเงินจากพี่ปุ้มคนที่หางานครั้งนี้ให้
"เด็กเส้นสินะ" เสียงหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมงานด้วยกันแซะขึ้น ปากสีส้มสดบิดเบ้อย่างไม่พอใจ
"สวยไม่สู้เขาอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนค่ะ" พี่ปุ้มแขวะกลับก่อนจะหันมายิ้มหวานให้
"นี่ทิปจากเจ้าของกาสิโนชื่อดังเลยนะคะ" พี่ปุ้มป้องปากบอกเหมือนจะกระซิบกระซาบกันสองคน แต่ระดับเสียงกลับย้อนแย้งการกระทำสุด ๆ
"เด็กเสี่ยนี่เอง"
"นี่เธอ!" ฉันทนไม่ได้จึงหันไปมองดุ ๆ ใส่
"ทำไม แทงใจดำงั้นสิ ไม่ต้องปิดบังหรอก ก็แค่เด็กเสี่ย ใช้ร่างกายไต่เต้า"
"เธอ!"
"พอเลยเชอร์ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับบ้านไปดูดนมผัวเถอะแม่คุณ เห็นใครดีกว่าไม่เคยได้" ดีนะที่พี่ปุ้มพูดสวนขึ้นมาก่อน ไม่งั้นเรื่องนี้ฉันไม่ยอมแน่ ๆ
เห็นฉันเหมือนไม่สู้คน แต่ถ้าอะไรที่มันมากเกินพอดีฉันก็ไม่ปล่อยไว้นะบอกเลย
"ว่าแต่ เราไปรู้จักกับเจ้าของกาสิโนชื่อดังได้ยังไงเหรอ" ครั้งนี้พี่ปุ้มผ่อนเสียงลงให้ได้ยินกันแค่ฉันกับพี่ปลาดาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"คนไหนคะ" ฉันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีหน้าที่อะไรฉันก็ทำตามแค่นั้น พี่ปุ้มเล่นมาถามแบบนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง
"ช่างเถอะ เรื่องของคนคนนั้นพี่ไม่ค่อยอยากยุ่งเท่าไหร่ แค่มองหน้าความตายก็เหมือนมาเยือนพี่แล้ว หล่อน่ะใช่ แต่หล่อแบบอันตรายพี่ปุ้มไม่เอาด้วยคน"
ทำไมฟังพี่ปุ้มพูดแล้วอยากจะรีบคืนทิปนี้ซะตอนนี้ไปเลย
คนคนนั้นน่ากลัวขนาดนั้นเชียวเหรอ นั่นทำให้จู่ ๆ ใบหน้าเรียบนิ่งของใครบางคนก็ลอยขึ้นมา
คงไม่หรอกมั้ง เพราะถ้าใช่เขา สีผมที่โดดเด่นขนาดนั้นทำไมจะไม่สะดุดตาฉันล่ะ
"อะ ไม่มีอะไรแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็กลับบ้านกันได้เลยนะ"
"สวัสดีค่ะ / สวัสดีค่ะ"
ฉันกับพี่ปลาดาวรีบไหว้ลาพี่ปุ้มทันที
"ขับรถไหวนะ"
ฉันยิ้มและพยักหน้าตอบพี่ปลาดาว "สบายมากค่ะ"
จากนั้นก็รีบแยกกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับบ้านใครบ้านมัน