หลังจากฮวาซานเหรินกลับไปแล้วหานชางเหยียนก็มิได้กลับไปนอนยังเรือนของลู่ลี่ เขาตรงมายังห้องหนังสือแล้วดื่มสุราต่อ ทุกคำพูดของฮวาซานเหรินยังก้องอยู่ในหูของเขา
ในช่วงเวลาที่เขาออกรบนั้นเมิ่งสืออีได้รับความลำบากมากมายเพียงใดเขาได้รู้ทั้งหมดแล้ว ก่อนจากไปเขาได้ย้ำเตือนกับท่านย่าของเขาเอาแล้วว่า ถึงเมิ่งสืออีจะเป็นคนสกุลเมิ่งแต่ก็ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้คราหนึ่ง
อย่างน้อยเขาก็ติดค้างหนี้น้ำใจนี้ ถึงจะรังเกียจเมิ่งสืออีแต่เขาก็ขอให้ท่านย่าละเว้นนาง ปล่อยนางเอาไว้ที่เรือน หากนางอยากทำสิ่งใดหากไม่ทำให้คนในจวนเดือดร้อนก็ปล่อยนางไปเถิด
ลู่ลี่เป็นบุตรสาวคนเดียวในจวนมหาเสนาบดี ถึงจะเกิดจากอนุแต่บิดาก็รักนางดุจแก้วตาดวงใจ ท่านย่าเองก็ชอบอำนาจในมือของลู่ลี่จึงอยากให้เขาแต่งกับลู่ลี่มาเนิ่นนาน ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ปฏิเสธ เขารักลู่ลี่ที่นางร่าเริงอ่อนหวานและเป็นสตรีคนเดียวที่ใกล้ชิดกับเขา เขาจึงรับปากเอาไว้แล้วว่าจะรับลู่ลี่มาเป็นภรรยาอย่างไรเขาก็จะแต่งลู่ลี่เข้าจวนอย่างที่ท่านย่าต้องการ
ทว่าทั้งท่านย่าทั้งลู่ลี่กลับรวมหัวรังแกเมิ่งสืออีเช่นนี้เขาจะทำเช่นไรดี เพราะสตรีทั้งสองล้วนเป็นคนที่เขารักและถนอมเอาไว้ในฝ่ามือมาเนิ่นนาน
เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะลำเอียงเข้าข้างผู้ใด
เขารู้ว่าปกติแล้วลู่ลี่เป็นสตรีน้ำใจงาม อาจจะเพราะหึงหวงจึงได้ก่อเรื่องขึ้นเรื่องนี้ต้องโทษเขาที่รับสตรีอื่นเข้าจวนทำให้ลู่ลี่ขาดสติ อีกทั้งนี่นับเป็นความผิดครั้งแรกของลู่ลี่เขาควรให้อภัย ต่อไปเขาหมายจะพูดคุยกับลู่ลี่ให้เข้าใจไม่ให้รังแกผู้ใดอีก เขามั่นใจว่าลู่ลี่คนดีของเขาย่อมรับฟังและไม่รังแกคนอีก
ส่วนเมิ่งสืออีเขาเองก็เคยช่วยนางให้รอดพ้นจากความตายมาเช่นกัน สตรีที่เขาพาขึ้นรถม้าในวันที่รับตัวนางกลับเมืองหลวงผู้นั้นเป็นแผนของเขาเพื่อให้ศัตรูเข้าใจผิดและไม่พุ่งเป้ามาเล่นงานเมิ่งสืออี เรื่องนี้เขาคิดว่าตนเองก็มีน้ำใจกับนางไม่น้อย
ดังนั้นเหตุผลนี้สำหรับเขาเพียงพอแล้ว เขารักลู่ลี่ คนรักกันย่อมต้องปกป้องกันนั้นไม่ผิด ส่วนเมิ่งสืออีเขาจะชดเชยให้นางอย่างดีแน่นอน
คำถามหนึ่งที่ฮวาซานเหรินถามทิ้งเอาไว้
"หากว่าเมิ่งสืออีขอหย่า เจ้าจะหย่าหรือไม่"
หานชางเหยียนตกใจตัวเองเช่นกันที่เขาไม่อาจตอบคำของสหายได้ เขาอ้ำอึ้งอยู่นานและยังถูกฮวาซานเหรินมองด้วยสายตาดูแคลน
"หากไม่รักนางไยไม่ปล่อยนางไป"
เขาตอบไปว่า
"หากเป็นเมื่อก่อนในยามที่นางยังไม่มีเจี่ยเอ๋อร์ ข้าก็คงหย่าแต่โดยดี แต่ตอนนี้นางเป็นมารดาของบุตรสาวข้า ข้าไม่ยอมให้เจี่ยเอ๋อร์ของข้าน้อยเนื้อต่ำใจเด็ดขาด เจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลนางในฐานะฮูหยินเอกและมารดาของบุตรสาวอย่างแน่นอน ไม่ว่าจวนใดก็มีทั้งฮูหยินทั้งอนุมิใช่หรือ สตรีไม่อาจไปไหนได้หากบุรุษอย่างพวกเราไม่อนุญาต พวกนางเป็นภรรยาตามหลักสี่คุณธรรมสามคล้อยตามแล้วมิใช่ว่าสตรีต้องเชื่อฟังสามีหรอกหรือ"
ฮวาซานเหรินเอ่ยว่า
"มารดาของข้าเป็นสตรีที่มาจากเผ่าทุ่งหญ้า รักอิสรเสรีและยังได้รับการยอมรับจนกลายเป็นอาจารย์หญิงสั่งสอนองค์หญิงในวังหลวง ข้าเติบโตมากับมารดาที่เป็นเช่นนี้จึงไม่ค่อยเข้าใจคำสอนของขงจื๊อในเรื่องนี้ ส่วนเจ้าไม่คิดหรือว่าสตรีล้วนมีหัวใจเฉกเช่นบุรุษ"
หานชางเหยียนเอ่ยว่า
"แต่สตรีที่เก่งกาจเฉกเช่นมารดาของเจ้านั้นจะมีสักกี่คนกัน ดังนั้นไม่อาจเทียบกันได้ อีกอย่างข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าตั้งใจจะดีต่อนางมิใช่หรือ นางเองก็สมควรเชื่อฟังข้าในฐานะภรรยาที่ดีเช่นกัน"
เรื่องในครอบครัวผู้อื่นแม้จะเป็นสหายฮวาซานเหรินย่อมไม่อาจก้าวก่ายถึงแม้จะรู้ว่าหานชางเหยียนกำลังทำไม่ถูกต้อง
เพียงแต่บุรุษในใต้หล้านี้ทุกคนล้วนหวงสตรีของตนเองและมีสตรีมากมายที่คอยเคียงข้างพวกเขาจนคนเหล่านี้ล้วนคิดว่าสตรีคือสมบัติของบุรุษไปแล้ว ความคิดเช่นนี้ยากนักที่จะแก้ไข
ดังนั้นเมื่อได้ยินสหายกล่าวเช่นนี้แล้วฮวาซานเหรินจึงเพียงพยักหน้าจากนั้นจึงเอ่ยเบา ๆ
"มีสิ่งใดให้ข้าช่วยก็บอก ข้ายินดีเสมอ"
คืนนี้ทั้งคืนเมิ่งสืออีนอนไม่หลับเพราะครุ่นคิดเรื่องของตนเอง นางตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากแผลคลอดหายดีแล้วนางจะขอหย่าขาดจากคนผู้นั้นและแอบหนีกลับเมืองอวี
นางได้ส่งข่าวไปยังบิดามารดาแล้วว่าให้พวกท่านเตรียมคนมารับนางระหว่างทาง ก่อนหน้านี้นางค่อนข้างคิดมากอยู่ไม่น้อยเพราะไม่มีเงิน บัดนี้ความกังวลนั้นหมดสิ้นแล้วเมื่อมีตั๋วเงินในมือถึงหนึ่งพันตำลึง
เงินจำนวนนี้จะทำให้นางและบุตรสาวเดินทางกลับเมืองอวีได้โดยไม่ลำบาก
เมื่อคิดถึงการหย่าขาดจากหานชางเหยียนหัวใจของนางเจ็บแปลบอยู่บ้างแต่ไม่เจ็บปวดมากเช่นเคยแล้ว ที่นางยังคงมีความรู้สึกอาจจะเป็นเพราะเขาคือรักแรกทั้งยังเป็นบิดาของบุตรสาว แต่สิ่งที่นางได้รับมานั้นทำให้นางตัดใจจากเขาและรู้สึกว่าตนเองมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น
เมื่อถึงยามโฉ่ว[1]อ้ายอ้ายก็รู้สึกหิวนมและนางยังฉี่รถที่นอนจึงได้ตื่นขึ้นมา นางส่งเสียงเรียกมารดาเบา ๆ มารดาก็ขยับตัวมาอุ้มนางขึ้นจากเตียง
ท่าทางของหม่าม้าสดชื่นไม่ได้งัวเงียดูเหมือนหม่าม้าจะยังไม่นอน อะไรกันดึกเพียงนี้แล้วทำไมยังไม่นอน การนอนดึกทำให้หน้าเหี่ยวหม่าม้าไม่รู้หรือ
เมิ่งสืออีจับที่ก้นของบุตรสาว ผ้าอ้อมเปียกดังคาด
"เจี่ยเอ๋อร์รอครู่หนึ่งนะ แม่จะเอาน้ำอุ่นมาเช็ดก้นให้เจ้า"
ไฉไฉได้ยินเสียงนางซึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้เตียงพลันตื่นขึ้น
"คุณหนูตื่นหรือเจ้าคะ"
"อื้ม นางปัสสาวะราดน่ะ"
"บ่าวเตรียมน้ำเองเจ้าค่ะ"
อ้ายอ้ายคิดว่าเรื่องน่าอายเช่นนี้ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยเสียงดังได้หรือไม่
ไฉไฉลุกขึ้นช่วยเตรียมน้ำอุ่นมาเช็ดก้น มารดาค้นหาผ้าอ้อมผืนใหม่รอเตรียมเปลี่ยนให้นาง
เมิ่งสืออีกลอกตามองเพดานฟังจากน้ำเสียงของมารดาเมื่อสักครู่ดูมีความสุขไม่น้อย ทั้งสีหน้าและท่าทางเหมือนตื่นเต้นยินดี
'เอ๋...หรือว่า...ท่านแม่จะถูกหวย'
คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าตัวเองเพ้อเจ้อ สมัยนี้จะมีหวยที่ไหนกัน ไม่มีทางเป็นเรื่องนั้น เช่นนั้นเป็นเรื่องอันใด
เมื่ออยากรู้จึงส่งเสียงอ้อแอ้ถามออกไป
อ่า...ออ....อ่า....
เสียงของนางทั้งแหลมทั้งเล็กฟังดูแล้วเหมือนเสียงแมวตัวน้อย ๆ ที่ครางในลำคอ ท่านแม่คงไม่เข้าใจจึงถามในขณะที่ปลดผ้าอ้อมเปียก ๆ ออกจากก้นว่า
"อีเจี่ยเอ๋อร์ของแม่วันนี้ไยส่งเสียงไม่หยุด เป็นอันใดหรือลูก"
'อ้ายอ้ายอยากรู้ว่าท่านแม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ'
"อ่อ....อา....อา...."
มารดายิ้มน้อย ๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับท่าทางกระตือรือร้นของเด็กคนนี้ไม่หาย และจู่ ๆ นางก็เอ่ยว่า
"เจี่ยเอ๋อร์แม่จะพาลูกกลับไปอยู่กับท่านตาท่านยายดีหรือไม่"
ไฉไฉเอ่ยถาม
"ฮูหยินตัดสินใจดีแล้วหรือเจ้าคะ"
"ใช่ ตั๋วเงินในมือมีแล้วจะรอช้าทำไมเล่า"
ไฉไฉรู้ว่าฮูหยินวางแผนเรื่องนี้มานานแล้ว และนางก็พร้อมที่จะไปกับฮูหยินอยู่แล้ว
"บ่าวจะจัดการเรื่องของจำเป็นและรถม้าให้เจ้าค่ะ แต่บ่าวขอให้ฮูหยินรักษาร่างกายให้หายดีก่อนนะเจ้าคะ"
"ข้ารู้แล้ว ขอบใจเจ้ามาก"
จากนั้นเมิ่งสืออีจึงก้มหน้าลงถามบุตรสาว
"เจี่ยเอ๋อร์ของแม่ ถ้าเจ้าไม่มีท่านพ่อจะเป็นอันใดหรือไม่ ถ้าหากไม่ชอบก็ร้องไห้ ถ้าหากชอบก็หัวเราะให้แม่ฟังสักหน่อย"
อ้ายอ้ายได้ยินดังนั้นก็หูผึ่ง นางอยากหัวเราะให้ท่านแม่ฟังจนฟันหลุดน่าเสียดายที่ฟันของอ้ายอ้ายยังไม่มี เด็กน้อยคิดในใจว่า
ท่านพ่อก็เหมือนไม้ผุไร้ประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราจะมีเขาไปทำไม อ้ายอ้ายจะทำให้ท่านแม่ร่ำรวยเอง