“รีบไปซะสิ อย่าให้คนอื่นต้องพลอยลำบากไปด้วย”
คาวะพูดเสร็จก็หันหลังเดินออกไป แต่น้ำเสียงตำหนิของเขายังกรุ่นอยู่ในจิตใจ ฉันมองตามแผ่นหลังไปจนลับสายตาก่อนดึงประตูห้องปิดอย่างแรง เดินจ้ำอ้าวกลับมาในห้องหน้านิ่วคิ้วขมวด
อะไรของหมอนั่นกัน คนกำลังนอนหลับสบายๆ ทำให้เสียอารมณ์แต่เช้าเลย ฮึ่ย!!
ว่าแต่ใครมาหาตอนนี้ ลูกน้องเหรอ... แต่ไม่น่าสำคัญขนาดที่ต้องมาเรียกนี่นา
ฉันครุ่นคิดระหว่างเดินหาวหวอดๆ ไปหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ผู้ชายผมสีน้ำตาล ใบหน้าเรียวคมหล่อเหลามาแต่ไกลนั่งหัวโด่อยู่บนโซฟาในห้องรับแขกทำฉันชะงักฝีเท้าที่กำลังลงบันไดทันที
นั่นใครนะ ...ทำไมคุ้นๆ
“มีอะไรเหรอซายูริ”
“อัยย์?”
เสียงทักที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นทำฉันสะดุ้ง หันไปมองอัยย์อย่างเพิ่งรู้ตัวว่าเธออยู่ข้างหลัง
“อัยย์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันไม่ได้ตกใจขนาดนั้นนะก็แค่ประหลาดใจที่อัยย์เดินเบาจนฉันไม่รู้สึก
“เมื่อกี้ ทำไมเหรอ”
“ปะเปล่า” ฉันละสายตาจากอัยย์ไปมองทางผู้ชายร่างสูงที่ห้องโถง
“อ๋อ คุณเคนมะ มาหาซายูริน่ะ”
“อะไรนะ” ฉันหันกลับมามองหน้าอัยย์อย่างประหลาดใจ เคนมะงั้นเหรอ ก็ว่าทำไมรู้สึกคุ้นๆ ว่าแต่อัยย์รู้จักด้วยเหรอ
“เจอกันเมื่อเช้า อัยย์ไปออกกำลังกายและเขาก็มาพอดี”
“อ่อ...” ฉันหันกลับไปมองทางเจ้าตัว กลับจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อไหร่... เห็นคุณลุงซาโต้บอกว่ากำลังจะกลับมาไม่คิดว่าจะปุบปับแบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันก่อนก็ยังดี
ฉันเดินเข้ามาหาเขาที่โซฟาโดยมีอัยย์ตามหลังมาติดๆ ยิ่งมองใกล้ๆ ใบหน้าของเคนมะก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มองแค่ด้านข้างก็รู้สึกเลยว่าเขาโตขึ้นมาก ใบหน้าแบบเด็กม.ปลายที่เคยเจอครั้งแรกตอนนี้กลับดุดันแข็งแกร่งและดูมีเสน่ห์ยั่วใจเพศตรงข้ามไม่น้อย
ขนาดฉันที่ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรยังเผลอเพ่งมองใบหน้าคมคายของเคนมะอย่างหลงใหลเลย
“อ้าว... นี่คงจะเป็นซายูริ?”
เคนมะหันมามองก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมเข้มกวาดมองใบหน้าฉันอย่างละเอียด สายตาที่จ้องลึกราวกับจะสำรวจผิวหนังฉันทุกตารางนิ้วนั่นสร้างความกระอักกระอ่วนเหมือนกำลังโดนล่วงเกินอยู่ยังไงยังงั้น
“พี่... เคนมะ”
“อ้อ โทษที ไม่ได้เจอซายูรินานไม่คิดว่าโตขึ้นจะสวยขนาดนี้เมื่อกี้ก็เลยลืมตัวไปหน่อย”
เขาชมฉันซึ่งๆ หน้า ไม่มีสงวนท่าทีเลยสักนิด ถึงเราจะเป็นคู่หมั้นกันแต่ความสนิทสนมมันไม่ได้มีเข้าใจไหม แต่ต่อให้รู้สึกไม่พอใจฉันก็ว่าอะไรออกมาไม่ได้ ยิ้มเจื่อนๆ แล้วเชิญเขานั่งก่อนหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนคอยอยู่ห่างๆ ให้เอาขนมกับอาหารว่างมาเสิร์ฟ
“มิโฮะ หาอะไรมาให้คุณเคนมะสิ อย่าลืมให้แม่บ้านจัดโต๊ะเผื่อด้วยล่ะ”
“คะ เอ่อ... แต่” มิโฮะทำหน้าสับสนชั่วขณะพลางส่งสายตามาที่พี่เคนมะเหมือนติดใจอะไรสักอย่าง ลนลานจนขัดสายตา อะไรกัน สาวใช้คนอื่นมีตั้งเยอะแยะทำไมต้องเป็นยัยเด๋อนี่ด้วยนะ
“ไม่ต้องหรอกซายูริ พี่ตั้งใจจะมาพาซายูริออกไปทานข้าวข้างนอก”
“ห๊ะ!?”
พี่เคนมะยิ้ม คงสังเกตเห็นสายตาตำหนิที่ฉันใช้มองสาวใช้นั่นถึงได้พูดออกมาว่า
“พี่ไม่ให้เด็กๆ เสิร์ฟขนมเอง เพราะอดใจไว้รอซายูริ”
รอยยิ้มใจดีนั่นทำฉันเงียบไปครู่หนึ่ง คิดว่ายังไงก็คงจะปฏิเสธคนตรงหน้าไม่ได้ จึงหันไปถามอัยย์เพราะเธออยู่ฟังมาตั้งแต่ต้นแต่อัยย์กลับส่ายหน้าและปฏิเสธออกมาตามมารยาท ฉันไม่รู้ว่าอัยย์คิดยังไงแต่ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรตอนเหลือบไปเห็นร่างสูงของคาวะเดินเข้ามา
ฉันเคยลั่นวาจาออกไปว่าจะไม่ให้อัยย์ออกงาน ซึ่งก็เท่ากับฉันจะไม่ชวนอัยย์ไปไหนมาไหนด้วยอีก แต่เมื่อกี้กลับหลุดปากออกไปง่ายๆ
“ซายูริไปเถอะ ท่าทางคุณเคนมะเองก็อยากจะคุยกับซายูริตามลำพัง”
อัยย์แซวยิ้มๆ นั่นยิ่งทำให้ฉันอึดอัดไปอีก
“ทำไมล่ะอัยย์ ไปสิ ท่านซายูริอุตส่าห์ชวน”
“พี่คาวะ”
ร่างสูงที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังน้องสาวเอ่ยขึ้น อัยย์หันไปมองพี่ชายด้วยสายตาประหลาดใจ คาวะน่าจะรู้แล้วว่าเคนมะเป็นใครและน่าจะเดาความตั้งใจของพี่เคนมะออกว่าต้องการจะไปทานข้าวกับฉันในฐานะคู่หมั้นแต่เขากลับพูดจาผลักดันอัยย์แบบนั้น
ฉันมองหน้าคาวะอย่างงุนงงเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ล้อเล่นงั้นเหรอ...
“อัยย์จะไปได้ยังไงคะ อย่าล้อเล่นสิเดี๋ยวซายูริก็เข้าใจอัยย์ผิดหรอก”
ท่าทางอัยย์ก็คิดเหมือนกันกับฉัน
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เพราะยังไงพี่ก็ต้องไปคุ้มกันให้ซายูริอยู่แล้ว”
“....”
ฉันนิ่งอึ้ง มองหน้าคาวะอย่างพูดไม่ออก ใคร... ใครเขาชวนนายกัน!
พี่เคนมะพาฉันมาที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบนั่งเพราะอยากได้บรรยากาศ เขาถามว่าฉันโอเคไหม ซึ่งฉันก็ทำได้แค่พยักหน้าตอบ และบอกไปว่า
“เอาตามที่พี่เคนมะสะดวกเถอะค่ะ”
แต่สุดท้าย เขาก็พามาที่ร้านอาหารซึ่งเป็นกิจการในเครือของลุงซาโต้นั่นแหละ อัยย์กับคาวะมาด้วยแต่นั่งแยกกันคนละห้อง ดีแล้วล่ะ ถ้าต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกับคาวะฉันคงจะรู้สึกหายใจไม่ออกไปมากกว่านี้
“อยากทานอะไร สั่งได้เลยนะ”
พี่เคนมะบอกอย่างใจกว้าง แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเขาไม่ได้จริงใจหรือฉันตั้งแง่กับเขาเกินไป
“พี่เคนมะ กลับมาทำไมคะ จริงๆ อยู่ที่โน่นก็ดีอยู่แล้ว”
ฉันเปิดฉากคุยระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงทันทีเพราะคำถามนั้นถือว่าค่อนข้างเสียมารยาทถ้าคนไม่สนิทกัน
“อ้าว... ซายูริไม่ได้กำลังตั้งตารอพี่อยู่เหรอ”
“คะ!?” ฉันส่ายหน้าไหว ไม่เคยมีความคิดว่าจะ ‘รอ’ เขาอยู่ในหัวสักนิด “เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ทำไมพี่เคนมะถึงคิดว่าฉันกำลังรออยู่ล่ะคะ”
“อ้าวก็... เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นภายในกลุ่มไม่ใช่รึ”
“แล้วยังไงคะ ต้องนั่งงอมืองอตีนรอขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเหรอ” เสียงฉันแข็งยะเยือกขึ้นมาตอนท้ายอย่างไม่รู้ตัว ความโกรธจางๆ แผ่ซ่านในอก
“ใจเย็นๆ สิซายูริ พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรสักอย่าง อาหารมาพอดีพักเรื่องที่คุยกันไว้แล้วมาทานข้าวกันก่อน” เขาเหลือบมองพนักงานที่เดินเข้ามาในห้องพอดี อาหารหลายอย่างถูกวางลงตรงหน้า แน่นอนว่าเขาสั่งเกือบทั้งหมด
หลังจากนั้นเขาก็ชวนฉันคุยอะไรต่ออีกเยอะแยะ ซักถามเรื่องของฉันบ้าง เล่าเรื่องตัวเองที่อยู่อิตาลีบ้าง พยายามไม่ให้ฉันเบื่อตอนแรกฉันก็รำคาญเขานะแต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าเขาคุยสนุกและไม่ได้แย่อย่างที่คิด
เหตุที่ฉันตั้งแง่กับเขาก็คงเพราะที่ผ่านมาเราทั้งคู่ต่างก็เฉยชาต่อกัน พี่เคนมะไม่เคยมาเจอฉันเป็นการส่วนตัวและฉันก็ไม่เคยติดต่อเขาด้วย
“อิ่มแล้วไปไหนต่อดี ดูหนังไหม เดทแรกอะไรทำนองนั้น”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงสนุกสนานแต่ก็แฝงแววจริงจังเอาไว้นิดๆ ฉันเหมือนโดนกระแทกหน้าเบาๆ แก้มสั่นไหวเพราะรู้สึกผิดต่อพี่เคนมะเรื่องที่ฉันไม่สามารถรักษาเนื้อรักษาตัวเอาไว้ได้ ทั้งที่เขาเป็นคู่หมั้นและยังไม่เคยแม้แต่จะออกเดทกันด้วยซ้ำฉันก็ไปนอนกับคนอื่นแล้ว
“ฉันไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ”
“หืม น่าเสียดายนะ ซายูริทำอะไรล่ะ อย่าบอกนะว่างาน”
“....”
“ไม่เอาน่า อย่าซีเรียสสิครับ ซายูริเพิ่งอายุเท่าไหร่กันหืม?” พี่เคนมะเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาคลอนหัวฉันไปมา ทำเอาฉันสะดุ้งเล็กน้อยมองท่าทีสนิทสนมของคนตรงหน้าอย่างรู้สึกแปลกๆ ในหัวใจคล้ายมีความอบอุ่นจางๆ เคลือบอยู่
“อย่าทำแบบนี้ค่ะ” ฉันปัดมือเขาออกอย่างไม่ค่อยชิน ก้มหน้าหลบสายตาคมๆ ที่มองมาหัวใจสั่น
“ถ้าอย่างงั้นซายูริไปที่ที่หนึ่งเป็นเพื่อนพี่ได้ไหม”
“ที่ไหนคะ”
พี่เคนมะยิ้มก่อนที่เขาจะพาฉันออกจากร้านอาหารและตรงไปยังสถานที่ที่แม้แต่ฉันก็คิดไม่ถึง
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ...
ฉันมองหน้าพี่เคนมะอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะสนใจที่แบบนี้ด้วย ...หรือว่าฉันจะมองเขาผิดไปหมด ท่าทางเกรงขามและน่ายำเกรงนั่นเป็นแค่เปลือกนอกหรือเปล่านะ
“ทำไมพามาที่นี่คะ”
“แค่คิดถึงช่วงวัยเด็กน่ะ แม่พี่เคยพามาบ่อยๆ”
ฉันกำลังมองฝูงปลาที่ว่ายผ่านอุโมงค์ หันกลับมามองหน้าเขาอีกครั้งเพราะคำพูดประโยคนั้น ใบหน้าพี่เคนมะเศร้าลงเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้เมื่อรู้ว่าฉันมองอยู่
“พี่เคนมะทำหน้าอ้อนอย่างกับเด็กเลยนะคะ”
“ถ้าเลือกได้พี่ก็อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ซายูริก็อย่ารีบโตล่ะ อยู่เป็นเด็กไปนานๆ มันสบายใจกว่า”
“หึ เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
ฉันส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมามองปลาตัวใหญ่ที่ลอยผ่านไป ตัวมันสวยและสะดุดตาจนเผลอก้าวเท้าตามดูอย่างไม่รู้ตัว แต่ก่อนที่ฉันจะถูกปลาชักจูงไปมากกว่าสามก้าวย่าง ข้อมือก็ถูกคว้าเอาไว้หลวมๆ
ฉันหันกลับไปมองมือตัวเองที่โดนจับนิ่งอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้ดึงออก พี่เคนมะดึงฉันกลับเข้าไปใกล้มากขึ้นจนร่างกายเราทั้งคู่แทบจะติดกัน
“พี่เคนมะ”
ฉันเหลือบมองไปรอบๆ กังวลว่าจะมีใครเห็น แต่นอกจากอัยย์กับคาวะที่มาในฐานะคนติดตามแล้วก็ไม่มีคนอื่นอยู่เลย มันหมายความว่ายังไงกัน
“ขอพี่... ปกป้องซายูริได้ไหม”
“คะ!?” ฉันดึงสายตากลับมามองคนตรงหน้า รู้สึกตั้งตัวไม่ทันกับคำพูดที่เอ่ยออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “พี่รู้สึกเสียใจที่ปล่อยให้ซายูริต่อสู้อยู่เพียงลำพังในขณะที่...”
“ที่อะไรคะ”
“ในขณะที่พี่มัวแต่ยุ่งกับงานที่อิตาลี พอพี่รู้ข่าวว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับอาไคดะพี่ก็รีบให้คนจองตั๋วเครื่องบินทันที แต่ถึงแบบนั้นก็เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับซายูริก่อนจนได้ พี่รู้สึกผิดจริงๆ ที่ไม่อยู่กับซายูริตอนนั้น”
ใบหน้าของพี่เคนมะขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนเกือบจะกระซิบอยู่ข้างใบหู ความใกล้ที่กะทันหันทำให้ฉันรีบถอยห่าง ดึงมือออกจากการเกาะกุมเบาๆ ส่งยิ้มเจื่อนให้
“...เราไปต่อดีกว่าค่ะ มีหลายที่เลยที่ยังไม่ได้ดู” ฉันบอกแล้วรีบเดินออกมา พยายามไม่คิดถึงท่าทีของเขาก่อนหน้านี้
บางทีพี่เคนมะก็ดูไม่น่าไว้ใจแต่บางทีก็ทำให้ผ่อนคลาย ฉันไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนยังไงกันแน่