ร่างสูงกำยำอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามมีผ้าขนหนูสีขาวสะอาดตาพันร่างกายส่วนล่างเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ ยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องน้ำ สายตาคมทอดมองคนที่นั่งก้มหน้ามองมือตัวเองอยู่ปลายเตียงอย่างใช้ความคิด บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดังขึ้นเบาๆ
“จะเอายังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น” เสียงเข้มดังฝ่าความเงียบชวนอึดอัด หลังจากยืนเงียบใช้ความคิดไตร่ตรองเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน พร้อมกันนั้นก็รอดูท่าทีหญิงสาวที่ยังนั่งเงียบตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในห้องว่าจะเอ่ยอะไรออกมาหรือไม่ ทว่าสุดท้ายก็ยังคงนั่งเงียบอยู่เช่นเคย เป็นเขาที่อดรนทนรอต่อไปไม่ไหวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
คำถามที่ฟังดูเหมือนจะง่ายทว่าคนถูกถามกับคิดว่ามันคือคำถามที่ยากยิ่งกว่าข้อสอบเสียอีก
จะเอายังไงอย่างนั้นเหรอ?
สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเธอสามารถเรียกร้องหรือแจ้งความต้องการได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อเธอเองคือคนก่อเรื่องขึ้น เป็นเธอเองที่เดินเข้าไปหาเรื่องราวอันน่าหวาดเสียวจนเกิดเหตุการณ์เสียวซ่านนั้นขึ้น อีกอย่างการที่เธอมาที่นี่ก็มาเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรืออย่างไร
“ฉันไม่รู้ และฉันก็ไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากคุณด้วย เพราะมันคือหน้าที่ของฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง” คำตอบที่ได้กลับมาทำให้คิ้วเข้มสองข้างของอัคคีวิ่งชนเข้าหากัน
ถือดี! ให้มันได้อย่างนี้สิ
อัคคีได้แต่ต่อว่าหญิงสาวในใจ ขยับตัวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนอวดเก่ง
นารีกานต์เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเรือนร่างกำยำความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม แม้อัคคีจะไม่ได้มีผิวขาวเหมือนหนุ่มชาวกรุง ทว่าผิวสีน้ำตาลที่ได้มาจากการทำงานตากแดดตากลมในไร่ บวกกับใบหน้าคมเข้มมีไรเคราเขียวจาง คิ้วหน้าดกดำ ดวงตาคมแผงความดุ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูปสีน้ำตาลอ่อน ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว
โดยเฉพาะรอยสักรูปแมงป่องที่ต้นคอและหัวไหล่ด้านซ้าย รวมไปถึงใบหูที่มีต่างหูใส่ไว้ด้านซ้ายเช่นกัน ช่างดูมีเสน่ห์ดึงดูดต่อเพศตรงข้ามยิ่งนัก และหนึ่งในนั้นก็คือเธอ
“มองฉันขนาดนี้ อยากได้อีกรอบหรือไง” เสียงพูดที่ดังอยู่เหนือศีรษะเหมือนมือมืดที่ดึงความคิดหลุดลอยให้กลับเข้าที่เข้าทาง นารีกานต์รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวเร็ว ทว่าใบหน้าของหญิงสาวกลับขึ้นสีระเรื่อเมื่อหวนคะนึงไปถึงบทรักเร่าร้อนใต้แสงจันทร์ที่ผ่านมาได้ไม่นาน
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” อัคคียกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อยกับเสียงปฏิเสธดังไปทั่วห้อง ทรุดตัวลงนั่งลงข้างหญิงสาว
นารีกานต์รีบขยับตัวถอยห่างออกไปอย่างระวังตัวเช่นเดียวกัน สายตาที่ทอดมองไปยังอัคคีแฝงความตื่นกลัวออกมาเล็กน้อย ไม่ใช่กลัวเขาจะทำร้าย แต่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อสักครู่ขึ้นอีกรอบต่างหาก
“หึ! กลัวฉันขนาดนั้นเลยหรือไง แต่เท่าที่จำได้เป็นเธอนะที่เป็นคนเสนอตัวให้ฉันก่อน” นารีกานต์ชาไปทั้งหน้า มองชายหนุ่มตาเขียวปั๊ด เมื่อคนตรงหน้านำความจริงมาพูดให้เธอได้อับอาย
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี เพราะเราสองคนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน และยังเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเสียด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่เหรอคะถ้าฉันจะเริ่มก่อน”
“แต่เซ็กซ์ของฉันมีค่ามากกว่าที่เธอจะมาขอมีอะไรด้วยเพียงเพราะสนองความต้องการของตัวเองหรอกนะ” อัคคีเริ่มเสียงแข็ง สายตาแข็งกระด้างเพราะคำพูดของคนตรงหน้าไม่รื่นหูเอาเสียเลย
เขารู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มานั่งเชิดหน้าพูดจายอกย้อนเขาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แต่ก็ดี! ในเมื่อเธอรู้ตัวว่าเธอแต่งงานกับเขาเพราะอะไร เขาจะได้ไม่ต้องพูดย้ำบ่อยๆ ให้เสียเวลา
“แต่เราก็มีความสุขด้วยกันทั้งคู่ไม่ใช่เหรอคะ อีกอย่างถ้าฉันไม่เข้าไปขัดจังหวะป่านนี้คุณก็คงควงคู่ขาออกไปต่อกันอยู่แล้ว และสิ่งที่ฉันทำก็เป็นการขอโทษที่เข้าไปขัดจังหวะคุณ” นารีกานต์ก็ใช่ว่าจะยอมเสียเมื่อไหร่เอ่ยแย้งออกไป เมื่อหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า
ช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืน ผู้คนต่างสนุกสนานรื่นเริงกับงานเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก้วแล้วแก้วเล่าหลากหลายชนิด ถูกดื่มกินตั้งแต่ช่วงหัวค่ำล่วงเลยมาจนถึงเวลานี้ หลายต่อหลายคนเริ่มพูดคุยไม่รู้เรื่องเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ และหลายต่อหลายคนเริ่มทรงตัวไม่อยู่กลับไปนอน ทว่างานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรอเวลาเคาน์ดาวเข้าสู่ปีใหม่
เช่นเดียวกับนารีกานต์ที่นั่งดื่มอยู่เงียบๆ เพียงลำพังคนเดียวภายในงาน เพราะปัญหาชีวิตที่เพิ่งเผชิญมาทำให้หญิงสาวไม่อยากสุงสิงกับใคร และอยากใช้แอลกอฮอล์เป็นเพื่อนยามทุกข์เหมือนอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ แต่นั่งไปนานๆ ก็เริ่มเบื่ออีกทั้งยังเริ่มรู้สึกมึนศีรษะใบหน้าเริ่มแดงก่ำกลัวตัวเองจะกลับห้องพักไม่ไหวและนอนพับหมดสติเป็นอาหารยุงอยู่ตรงนี้ หญิงสาวจึงพยุงตัวเองเดินออกจากงานเพื่อกลับห้องพัก
ระหว่างทางเดินกลับบ้านพักหญิงสาวก็เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยความอยากรู้ว่าคืออะไร จึงเดินเข้าไปดูอย่างระแวดระวังตัวเพราะอาจจะเป็นโจรผู้ร้าย ทว่าสิ่งที่เห็นทำให้หญิงสาวตัวแข็งทื่อ ลำคอแห้งผาก ตาโตอ้าปากค้าง เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนเดือนหงายจึงทำให้นารีกานต์เห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน
ภาพของชายหนุ่มและหญิงสาวกำลังโรมรันใส่กัน อีกคนนั่งเปลือยเปล่าอยู่บนแคร่ไม้ส่วนอีกคนนั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่าง ปากของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านล่างกำลังครอบครองความใหญ่โตเข้าไปรูดขึ้นรูดลงอย่างชำนาญ ส่วนชายหนุ่มก็เงยหน้าห่อปากอย่างรัญจวน
ความรู้สึกร้อนวูบวาบแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของนารีกานต์ โดยเฉพาะกลางลำตัวที่รู้สึกเหมือนมีของเหลวไหลออกมา ลมหายใจหอบแรง และสิ่งที่ทำให้ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผู้ชายที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้นั่นคือใคร
นารีกานต์ถึงกับหัวใจเต้นแรงดังสนั่นอยู่ในอก ความรู้สึกตอนนี้เหมือนมีคนเอาไม้หน้าสามมาฟาดใส่หน้า แต่อีกความรู้สึกก็ร้อนรุ่มกับภาพของคนทั้งคู่ รีบหมุนตัวเดินหนีไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจและเสียดแทงความรู้สึกอีกต่อไป แต่เท้าเจ้ากรรมดันไปสะดุดกับกิ่งไม้จนเกิดเสียงดังทำให้คนที่กำลังเล่นสวาทรู้ตัว
“ใคร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ แล้วยืนอยู่ตรงนั้นอย่าเพิ่งหันมา” เสียงห้วนเอ่ยสั่งออกมาเสียงดัง จนนารีกานต์หน้าซีดลมหายใจติดขัด อาการเมาก่อนหน้าแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อตามคำสั่ง ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน แม้แต่หายใจแรงก็ยังไม่กล้า
ชายหนุ่มเจ้าของคำสั่งรีบหันมาจัดการตัวเองด้วยความเร็ว รวมทั้งผู้หญิงที่ตัวเองโทรเรียกมาใช้บริการก็รีบจัดการสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเช่นเดียวกัน ก่อนชายหนุ่มจะหยิบเงินสดในกระเป๋าส่งให้ยกมือไล่หญิงสาวคนนั้นให้ออกไป
ร่างสูงเดินเข้ามาหาคนที่ยืนหันหลังให้อย่างช้าๆ สายตาคมเพิ่งพินิจคนตรงหน้าฝ่าความมืด พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครและเห็นอะไรไปบ้าง
“ค่อยๆ หมุนตัวกลับมา อย่าตุกติกไม่งั้นถูกยิงไส้ทะลัก” คนถูกขู่แทบจะล้มทั้งยืน อยู่ดีไม่ว่าดีดันเดินมาหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ นารีกานต์ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน
อัคคีตกใจไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มาเห็นกิจกรรมของตัวเองเมื่อสักครู่ ไม่คิดว่าจะเป็นผู้หญิงที่ตัวเองเพิ่งแต่งงานด้วยสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ แต่เพียงชั่วครู่ความตกใจก็มลายหายไป คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน ผู้หญิงคนนี้จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจหรือแคร์เธอแต่อย่างใด
“เมื่อกี้เธอเห็นอะไรไหม” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามออกมา พร้อมทั้งสายตาคมดุจ้องมองคนตรงหน้าเขม็งไม่ละสายตาไปไหน
“เห็นสิคะ เต็มสองตาเลยละคะ ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะเซอร์ไพรส์ฉันด้วยการมาเล่นชู้กับผู้หญิงคนอื่นลับหลังฉัน”
“นั่นสิ! ทำไมฉันถึงลืมเธอไปเสียสนิทนะ ไม่น่าโทรเรียกผู้หญิงคนนั้นมาให้เสียตังค์เลย เพราะฉันซื้อเธอมาทำหน้าที่นี้อยู่แล้วแท้ๆ” หากจะบอกว่าไม่เจ็บกับคำพูดนี้คงทำไม่ได้ ทว่านารีกานต์กลับต้องแสร้งเหมือนไม่รู้สึกอะไร เชิดหน้าสู้สายตาคมนั้นอย่างท้าทายและอยากเอาชนะอัคคีให้ได้
“งั้นเรามาเริ่มทำหน้าที่สามีภรรยาให้สมบูรณ์เลยดีไหมคะ” ริมฝีปากเหยียดยิ้มดูถูกออกมาอย่างไม่ปิดบัง
สุดท้ายเขาก็มองผู้หญิงคนนี้ไม่ผิด ผู้หญิงที่หิวเงิน ยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าเพราะเงิน
“สิ่งที่เธอต้องรู้หลังจากนี้ คือเธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากฉันทั้งนั้น มันจะมีแค่เรื่องบนเตียงที่เกิดขึ้นแม้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นเมียฉัน จดทะเบียนสมรสกับฉันถูกต้องตามกฎหมาย แต่รู้เอาไว้ว่าฉันไม่มีวันรักเธอ” แววตาที่มองไปยังอัคคีวูบไหว หัวใจของนารีกานต์หน่วงจนเธอรู้สึกเจ็บ แต่เพียงชั่วครู่เพราะหญิงสาวรีบปรับให้มันเป็นปกติดังเดิม ไม่อยากแสดงความอ่อนแออ่อนไหวให้ผู้ชายคนนี้เห็น ทั้งที่ความจริงเธอแทบจะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉันจะไม่เรียกร้องอะไรจากคุณอีกเด็ดขาด” นารีกานต์เอ่ยออกไปชัดถ้อยชัดคำเพื่อยืนยันว่าเธอจะไม่มีทางเรียกร้องอะไรจากผู้ชายคนนี้เด็ดขาด แต่ผู้ชายคนนี้ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายมาเรียกร้องจากเธอเอง