ลี่เซียงเรียนรู้ที่จะไม่คาดหวัง กับบิดาแท้ๆ เขายังไม่เคยมีความรักให้ ชางฉือหมิงเป็นคนในตระกูลศัตรู เขาจะมีความรักให้นางได้อย่างไร
หญิงสาวที่มีมารดาเลี้ยงย่อมแข็งแกร่ง ลี่เซียงมิใช่บอบบางดังที่เห็นภายนอก หากนางไม่ทำตัวให้เข้มแข็ง มีหรือจะอดทนต่อความอยุติธรรมของบิดาและความชั่วร้ายของไป๋ซื่อได้
ตอนเช้าตื่นขึ้นมา พอเห็นสามีที่กำลังแต่งกายไม่สบตานาง ลี่เซียงก็พอจะเข้าใจได้
ระหว่างทั้งสองเป็นเพียงความผิดพลาดเท่านั้น แม้ค่ำคืนที่ผ่านมาจะแสนสุขเพียงใด ยามตื่นขึ้นมาก็กลับกลายเป็นเพียงเงาฝันที่พัดผ่าน…
เขาเอ่ยโดยมิได้หันมามองนาง
“เจ้าพักผ่อนให้ดี ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก ไว้ยามซื่อ (9.00 น.) ค่อยออกไปยกน้ำชา”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความระมัดระวัง เด็กที่เติบโตมาโดยการคอยจับสีหน้าผู้อื่นอย่างลี่เซียงจะฟังไม่ออกได้อย่างไร แม้ในใจจะเสียใจอยู่บ้างแต่นางก็ปั้นหน้าตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เจ้าค่ะ”
เพราะกลัวต้องผิดหวังเสียใจ มิสู้ไม่คาดหวังเสียตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า อย่างไรเสียก็แค่ใช้ชีวิตดังที่เคยเป็นมา มีเพียงแม่นมหลี่และบริวารที่ซื่อสัตย์ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ นางยังคงมีชีวิตที่เงียบสงบและสุขสบาย จะดิ้นรนให้ตัวเองเจ็บปวดไปไย
ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติต่อกันอย่างระมัดระวังให้เกียรติ อยู่ที่นี่ลี่เซียงไม่เคยขาดเหลือสิ่งใด ออกจะพรั่งพร้อมสมบูรณ์กว่ายามที่อยู่บ้านเดิมเสียด้วยซ้ำ นางรู้ว่าตนเองเป็นที่อิจฉาของบรรดาสตรีในเมืองหลวงไม่รู้ตั้งเท่าใด ชางฉือหมิงไม่เพียงรูปงาม เขายังเป็นคนหนุ่มอนาคตไกล อุปนิสัยเงียบขรึมจริงจัง แม้จะเถรตรงไปบ้าง แต่ก็เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมอาญา
สามีนางไม่มีเมียบ่าวหรือสาวใช้อุ่นเตียง ต่างกับบิดาของเขาที่มีสี่ภรรยาสามอนุ ไม่แปลกที่แม่สามีนอกจากจะต้องคร่ำเคร่งกับการดูแลเรือนหลัง ยังต้องวุ่นวายกับการแย่งชิงของบรรดาอนุและลูกเลี้ยง แต่ชางฉือหมิงยังอายุน้อยนัก วันหน้าเขาก็คงรับอนุเต็มเรือนไม่ต่างจากบิดาเขา
แต่งเข้ามาเพียงเดือนกว่าลี่เซียงก็แพ้ท้อง แม่นมหลี่ดีใจยิ่งนัก แต่ในใจก็ยังแอบพะวงว่านายท่านจะหาคนมาอุ่นเตียงยามที่นายหญิงของนางตั้งครรภ์หรือไม่ โชคดีที่จนกระทั่งนายหญิงคลอด นายท่านก็ยังไม่มีใคร แม้เขาจะมิได้แวะเวียนมาที่เรือนชิงฟางเลยก็ตาม
ชางฉือหมิงครุ่นคิดเรื่องรับอนุภรรยา เมื่อนึกถึงหน้าลี่เซียงและลูกสาวจิตใจกลับไม่สงบ ทั้งคืนแทบมิได้ข่มตาหลับ คิดไม่ตกว่าควรจะจัดการเรื่องราวอย่างไร ตอนที่เขาดึงดันจะแต่งลี่เซียงเป็นภรรยาเอก นับว่ามารดาถอยให้เขาก้าวใหญ่แล้ว มิรู้ว่าการปฏิเสธตระกูลจิน จะยิ่งทำให้มารดาโกรธและพาลเกลียดชังลี่เซียงยิ่งกว่าเดิมหรือไม่ ชายหนุ่มทอดถอนใจ
วันรุ่งขึ้นเขาแวะไปหามารดาที่เรือนอวิ๋นโซ่วโดยที่นางไม่ได้เรียกหา เจาซื่อเป็นคนฉลาด นางรู้ว่าบุตรชายเป็นคนมีความคิดเป็นของตนเอง หากนางตามรบเร้าย่อมจะทำให้เขาไม่พอใจ นางเพียงกระตุ้นให้เขาทำในสิ่งที่ควรทำ จากนั้นก็นิ่งรอฟังผล พอเห็นบุตรชายมา ใบหน้าย่อมปรากฏรอยยิ้ม คาดว่าเขาคงทำตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้วกระมัง
“ท่านแม่ ลูกมาด้วยเรื่องรับอนุภรรยาขอรับ”
เขาคารวะมารดาแล้วจึงกล่าว เจาซื่อยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“อืม แม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนรู้ความ เป็นอย่างไรบ้างเล่า”
ชางฉือหมิงเรียบเรียงคำพูดอย่างระมัดระวังก่อนกล่าว
"ท่านแม่ ลูกมีความคิดจะเสนอ"
เจาซื่อนิ่งฟังอย่างตั้งใจ บุตรชายจึงกล่าวต่อ
“อันที่จริงคุณหนูจินเป็นสตรีที่ดีงาม ไม่ควรแต่งเข้ามาเป็นอนุ…”
เจาซื่อฟังยังไม่ทันจบก็ดีใจ ยิ้มแย้มหน้าบาน
“หรือว่าเจ้าจะหย่ากับหญิงแซ่ลี่นั่น เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่นางเพิ่งแต่งมาได้ไม่นาน ทั้งยังไม่มีความผิดอะไร ทำเช่นนี้ออกจะดูไม่มีคุณธรรมไปบ้าง ควรจะต้องหาเหตุผลดีๆ”
ชางฉือหมิงหลุบตาลง
"ท่านแม่ ข้าหมายความว่า มิสู้ให้คุณหนูจินแต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกของบุตรชายสกุลชางคนอื่นๆ อาจจะเป็นน้องสามหรือญาติผู้น้องบ้านรอง"
สีหน้าของเจาซื่อพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด สายตาที่มองบุตรชายกลับไม่เหลือความอบอุ่นเลยสักนิด
"ฉือหมิง เจ้าอย่าทำให้แม่ต้องผิดหวังในตัวเจ้า ลี่ซื่อผู้นี้มิใช่ภรรยาที่ดี"
ชางฉือหมิงลงจากเก้าอี้ไปคุกเข่าที่พื้น
"ท่านแม่ ลูกอกตัญญูไม่อาจทำตามคำสั่ง เพียงอยากให้ท่านแม่เมตตา ข้าเพิ่งแต่งนางเป็นภรรยา เพิ่งได้เป็นพ่อคน ไม่อยากให้พวกนางน้อยเนื้อต่ำใจหรือได้รับความอยุติธรรมใด เรื่องเกี่ยวดองกับคุณหนูจินเป็นประโยชน์กับตระกูลดังท่านแม่ว่า การให้นางแต่งเป็นอนุของลูกเท่ากับเป็นการลดเกียรตินาง มิสู้ให้นางเป็นภรรยาเอกของบุตรชายตระกูลชางคนอื่นๆ"
"ผลประโยชน์ที่แม่หมายตาไว้ให้เจ้ากลับคิดจะยกให้คนอื่นไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ที่ข้าอุตส่าห์ต่อสู้ทุ่มเทมาหลายปีเพื่ออะไร! เจ้ากลับกลัวคนนอกอย่างลี่เซียงน้อยเนื้อต่ำใจ แต่งก็แต่งมาเป็นภรรยาเอกแล้ว นางจะยังน้อยเนื้อต่ำใจอะไรกัน!"
เจาซื่อบันดาลโทสะ นางผิดหวังในตัวบุตรชาย ทั้งยังชิงชังสตรีแซ่ลี่ผู้นั้นเหลือเกิน เขาไปเรือนนางแค่สองวัน มิได้ค้างคืนเสียด้วยซ้ำ กลับเป่าหูจนเขากล้าแข็งข้อกับมารดาเช่นนี้
ถึงปากจะบอกว่าเจาซื่อทำเพื่อตระกูลชาง แต่ตระกูลใหญ่มีหรือจะปราศจากเรื่องราวขัดแย้งภายใน ชางฉือหมิงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง นางย่อมส่งเสริมเขาทุกทาง เขากลับคิดจะยกผลประโยชน์ให้บรรดาลูกอนุพวกนั้น หากวันหน้าคนเหล่านั้นปีกกล้าขาแข็งคิดจะต่อกรกับนางขึ้นมาจะทำอย่างไร
"ท่านแม่ น้องสามเป็นคนจิตใจดี ส่งเสริมเขา วงศ์ตระกูลย่อมได้ประโยชน์ มิใช่เรื่องไม่ดีอะไร"
"เจ้าช่างอ่อนต่อโลกนัก ทำเช่นนี้มิต่างกับหยิบยื่นดาบให้ศัตรู เรื่องนี้ข้าไม่มีทางยอม!"
นางเจาซื่อกล่าวพลางกระแทกถ้วยชาลงกับโต๊ะจนน้ำกระฉอกออกมา ชางฉือหมิงยังคงคุกเข่าก้มหน้า มิได้พูดอะไร
"เรื่องนี้ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้ากลับไปทบทวนตัวเองเสียใหม่ อย่างไรข้าก็จะส่งคนไปหารือกับตระกูลจิน ต่อให้เจ้าไม่ยินดี คุณหนูจินก็ต้องเป็นสะใภ้ของข้า!"
ชายหนุ่มเห็นมารดากำลังบันดาลโทสะจึงโขกศีรษะแล้วจากมา เขามิได้ตรงกลับเรือนแต่กลับเดินไปทางเรือนชิงฟางเพื่อแวะหาลูกสาว หวังว่าใบหน้าแย้มยิ้มร่าเริงของนางจะช่วยปลอบประโลมจิตใจอันเศร้าหมองของเขาได้บ้าง