เมธาวีหรือเบล เซลล์สาวผู้มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าห้าปี ไม่ว่าลูกค้าจะเขี้ยวลากดินเท่าไรก็ไม่คณามือ เพราะเธอมักจะใช้ใบหน้าสวยหวาน รูปร่างเย้ายวนใจ และน้ำเสียงออดอ้อน ล่อลวงลูกค้าให้ติดกับอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะถูกเพื่อร่วมงานนินทาว่าใช้ความสาวความสวยแลกงานก็ตาม แต่เมธาวีไม่เคยสนใจ เพราะคำนินทาพวกนั้น ไม่ทำให้เธออิ่มท้อง ค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับจากการขายสินค้าของบริษัทต่างหาก ที่ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
ทว่าวันแรกของสัปดาห์ หญิงสาวกลับทำงานพลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสียลูกค้าให้กับเซลล์อันดับสองอย่าง อารียา ไปเสียแล้ว จึงทำให้เธอถูกหัวหน้าทีมเรียกไปตำหนิในห้องเย็น ทำเอาเพื่อนร่วมงานถึงกับมองด้วยความสงสาร
“คุณเบล งานง่าย ๆ แบบนี้ผมไม่คิดเลยว่าคุณจะทำพลาด คุณก็รู้ว่างานนี้สำคัญต่อทีมของเรามากเท่าไหร่ ถ้าเราทำยอดมากกว่าทีมสองไม่ได้ พวกเราทั้งหมดคงถูกผู้จัดการฝ่ายกดดันมากกว่าเดิม วันนี้ผมผิดหวังกับคุณมากจริง ๆ ช่วยทบทวนความผิดพลาดของตัวเองในวันนี้ด้วยนะครับ” กรวีณ์ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ เพราะวันนี้เมธาวีทำพลาดอย่างที่ไม่เคยพลาดมาก่อน อีกทั้งยังเหม่อลอย ไม่มีสมาธิทำงานเลยสักนิด แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว คนที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันไม่ได้ เขาไม่อยากร่วมงานด้วยสักเท่าไร
เมธาวีรู้ตัวดีว่าทำพลาดก็ก้มหน้าสำนึกผิด
“ขอโทษค่ะหัวหน้า เพราะเบลสะเพร่าเองค่ะ เบลจะปรับปรุงตัว ขอโทษจริง ๆ นะคะ”
กรวีรณ์ถอนหายใจ
“คุณทำงานที่นี่มาเกินห้าปีแล้วนะ ช่วยมีสติหน่อยเถอะ”
“ค่ะหัวหน้า ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เมธาวีกัดริมฝีปากแน่นอย่างอับอายที่ทำงานพลาด
กรวีณ์เห็นใบหน้าสวยซีดเซียวก็คิดว่าคนตรงหน้าคงกำลังป่วย ถึงได้ไม่มีสมาธิทำงาน
“ช่างเถอะ วันนี้ผมให้คุณพักครึ่งวันก็แล้วกัน ออกไปได้แล้ว”
เมธาวีพยักหน้า
“ค่ะหัวหน้า”
หญิงสาวเดินออกไปด้วยสีหน้าและท่าทางห่อเหี่ยว กรวีณ์เห็นเช่นนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถึงแม้ว่าในเวลางาน เมธาวีจะเป็นลูกน้องของเขา อีกด้านหนึ่ง เธอก็เป็นหญิงสาวที่เขาให้ความสนใจ เพราะรู้ว่าเธอมีคนรักอยู่แล้ว เขาถึงได้รักษาระยะห่าง และคอยดูแลอยู่ไกล ๆ จนกว่าหญิงสาวจะแต่งงาน
เมธาวีออกจากบริษัทมานั่งปรับอารมณ์ที่ร้านกาแฟ หญิงสาวถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าขณะมองข้อความในแชตส่วนตัว ถึงเธอกับนิพนธ์ผู้เป็นพ่อจะไม่ถูกกัน แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับมาวินผู้เป็นน้องชายก็ยังดีอยู่ ในข้อความเขียนเอาไว้ว่าอยากเจอเธอเร็ว ๆ เพราะเกวลินน้องสะใภ้ อยากเรียนรู้วิธีทำกิมจิจากเธอ
“ทั้งที่สูตรก็มีอยู่ในเน็ต ทำไมต้องให้ฉันไปสอนด้วย” ถึงจะบ่นไปอย่างนั้น แต่ริมฝีปากก็ผลิยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนที่รอยยิ้มจะหุบลงหลังจากคิดถึงปัญหาตรงหน้า เป็นเพราะปัญหานี้ที่ทำให้เธอทำงานพลาด
จะหาผู้ชายจากที่ไหนมาสวมรอยเป็นคนรัก จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นพร่ำเพรื่อคงไม่ได้ หรือเธอจะต้องขอความช่วยเหลือจากนิรันดร์จริง ๆ
เมธาวีกุมขมับ กลอกตาอย่างสิ้นหวังเมื่อคิดถึงสีหน้าของนิรันดร์
“เฮียหนึ่งต้องสมเพชฉันมากกว่าเดิมแน่ ไม่เอาด้วยหรอก”
โอ๊ย จะทำยังไงดีวะ!
“เบล!”
“เฮือก!” คนกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านสะดุ้งสุดตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วเห็นว่าเป็นใคร ก็ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม “เฮียหนึ่ง!”
นิรันดร์เห็นสีหน้าตื่นตกใจจนตาโตของหญิงสาวก็ยิ้มกว้างจนตาชั้นเดียวนั้นเป็นสระอิ ช่างน่าเอ็นดูจริง ๆ
“ไง ไม่เจอกันตั้งนาน เป็นไงบ้าง สบายดีรึเปล่า เฮียนั่งข้างเราได้ไหม”
คำถามที่จู่โจมมาอย่างไม่คาดคิด รวมถึงสีหน้าสดใสราวกับดวงอาทิตย์ทำให้เมธาวีตาพร่า หญิงสาวหลบสายตาแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ได้ค่ะ เบล...สบายดีค่ะ แล้วเฮียเป็นยังไงบ้าง...” เธอถามกลับอย่างกระอักกระอ่วน ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจ แต่เธอเลี่ยงเขามาตลอด ขนาดนาราชวนไปกินข้าวที่บ้าน เธอยังไม่ไปเลยสักครั้ง เพราะรู้ว่านิรันดร์ก็อยู่ที่นั่นด้วย
นิรันดร์เห็นสีหน้าอึดอัดใจของเมธาวีก็น้อยใจ หลังจากที่เขาปฏิเสธคำสารภาพรักของเมธาวี เพราะเคยคิดว่าไม่ได้รู้สึกไปมากกว่าน้องสาว ก็ทำให้เขารู้ใจตัวเองว่าจริง ๆ แล้วคิดกับหญิงสาวมากกว่านั้น แต่หลังจากนั้นเมธาวีก็หลบหน้าเขามาตลอด จนเขาได้ยินว่าเธอกำลังมีปัญหาจากนารา และเขาก็อาจช่วยเหลือได้ เมื่อบังเอิญได้เจอ จึงรีบเข้ามาทักทาย
“ก็เหมือนเดิมแหละ ช่วงนี้ย***ามันระบาด ล่อซื้อกันวุ่นเลย” นิรันดร์หัวเราะแห้ง เมื่อเห็นสีหน้าอ่อนเพลียของหญิงสาว จึงเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เบล”
เมธาวีสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป จึงหันไปมองด้วยความสงสัย
“คะ?”
นิรันดร์สบตาตรง ๆ “มีอะไรให้เฮียช่วยไหม หนูนามาปรึกษาเฮีย เรื่องของเรา...”
เมธาวีนั่งนิ่ง รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดหน้า ยิ่งเห็นเขามองมาด้วยความสงสาร ก็ยิ่งทำให้เธออับอาย
“หนูนา...บอกเฮียแล้วเหรอคะ”
นิรันดร์พยักหน้า
“อืม บอกว่าเราโดนเพื่อนร่วมงานโกงเงินลงทุนไปน่ะ ให้เฮียช่วยตามให้ไหม”
เมธาวีรู้ว่าเพื่อนไม่ได้ขายตัวเองก็โล่งอก ดีที่นาราไม่ได้เล่าว่าเธอโดนผู้ชายชั่ว ๆ ขโมยเงินสำหรับเตรียมแต่งงานไป ไม่งั้นเธอคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่
“เบลเพิ่งแจ้งความไปค่ะ เฮียมีงานเยอะแล้ว เบลไม่อยากรบกวน” หญิงสาวปฏิเสธ เธอรู้ว่านิรันดร์จะต้องสืบหาเรื่องราวมากกว่านี้แน่ และไม่นานเขาก็จะรู้ความจริง
เงินเสียไปแล้ว หาใหม่ก็ได้ แต่ถ้าถูกจับได้ ต้องอับอายไปตลอดชีวิต เธอยอมเสียเงินก้อนนั้นไปดีกว่า
“รบกวนอะไรกัน เราก็เหมือน...” นิรันดร์ชะงักพลางหลบสายตา “น้องสาวของเฮียอีกคน”
คำว่าน้องสาว ได้ยินทีไรก็เหมือนเข็มทิ่มแทงใจทุกที ทั้งที่เธอก็ไม่ได้รู้สึกกับเขาเหมือนในอดีตแล้ว
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะเฮีย เขาหนีไปต่างประเทศแล้ว คงตามได้ยาก ช่วงนี้เบลทำงานหนักด้วย ไม่อยากคิดมากเรื่องนั้น”
นิรันดร์ถูกปฏิเสธถึงสองครั้งก็น้อยใจ ทั้งที่เขาอยากช่วยขนาดนี้ ทำไมต้องปฏิเสธแข็งขันขนาดนั้น หรือยังฝังใจในวันที่เขาปฏิเสธเธออยู่อย่างนั้นหรือ
“เบล เรื่องฉ้อโกงแบบนี้ปล่อยไปง่าย ๆ ไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นจะมีตำรวจเอาไว้ทำไม”
เมธาวีมองคนข้างกายด้วยความสงสัย ว่าทำไมนิรันดร์ถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้
“เบลไปแจ้งความแล้วค่ะ คุณตำรวจเขาลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว”
“จะลงบันทึกประจำวันเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องลงใบแจ้งความ!” นิรันดร์ลุกขึ้นอย่างหงุดหงิด เพราะเขาเกลียดตำรวจจำพวกขี้เกียจสันหลังยาวมากที่สุด ตำรวจพวกนี้ทำให้ตำรวจน้ำดีเสียชื่อไปด้วย ทุกวันนี้พอบอกว่าเป็นตำรวจ ก็มักจะถูกมองด้วยสายตารังเกียจอยู่เสมอ ทั้งที่เขาก็ปราบปรามยาเสพติด จับเอเย่นต์ขายยาเข้าคุกไปไม่น้อยแล้ว “ไปเบล ไปกับเฮีย เดี๋ยวเฮียจัดการให้เอง”
พูดจบก็ลากข้อมือคนตัวเล็กออกไปจากร้านกาแฟทันที
เมธาวีตามสถานการณ์ไม่ทัน แต่เห็นสายตาจริงจังของนิรันดร์แล้วก็ไม่กล้าขัดใจ อย่างไรเขาก็ทำเพราะความปรารถนาดี
ระหว่างนั่งในรถไปด้วยกัน เมธาวีก็ได้แต่แอบมองด้วยความคิดถึง คิดถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันสามคน ช่วงเวลาที่ไม่มีความรักเชิงชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง มันทำให้เธอรู้สึกผิดจริง ๆ และคิดว่าไม่น่าสารภาพรักออกไปเลย ที่นิรันดร์จะปฏิเสธก็ไม่แปลก เพราะตอนนั้นเขาก็มีแฟนอยู่แล้ว เธอเองต่างหากที่หลงผิด คิดว่าเป็นคนสำคัญ และนิรันดร์จะเลือกเธอมากกว่า แต่การกระทำเห็นแก่ตัวในครั้งนั้น ทำให้มิตรภาพของเธอกับเขาต้องพังทลายลง