จวนสกุลกู้
บุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาบนเตียง เขาทอดกายนอนอยู่นานแค่ไหนก็สุดรู้
หลังลุกขึ้นนั่งสลัดศีรษะสองสามครั้งเพื่อเรียกสติที่พร่าเลือนให้แจ่มชัดขึ้นจึงได้สำรวจทั่วห้องอย่างละเอียด พบว่าที่นี่มิใช่ตำหนักที่เคยอยู่แต่อย่างใด
เยี่ยนเต๋อมิรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ภาพสุดท้ายในความทรงจำครั้งเก่าเห็นเพียงเลือนรางว่าตนอยู่หน้าป้ายหลุมศพของโม่เหลียน หลังจากตัดสินใจจบชีวิตลงตรงนั้น วิญญาณของเขาก็ล่องลอยอย่างมิอาจปล่อยวางอยู่เนิ่นนานนับสิบปี คาดว่าโม่เหลียนเองก็คงเป็นเช่นกัน
จังหวะนั้นเด็กสาวผู้หนึ่งพลันเดินพรวดพราดเข้ามาในห้อง เป็นสตรีนางน้อยอายุสิบห้า นางก้าวเท้าอาดๆ ตรงมาตบบ่าของเยี่ยนเต๋ออย่างแรง
“พี่ใหญ่ ข้าจะตีท่านให้ตาย มีอย่างที่ใดทำตัวเสเพลจนพี่จื่อหรานต้องร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน”
จื่อหราน?
“ใคร?” เยี่ยนเต๋อถามเสียงเย็น ดวงตาคมกริบเผยความสับสนยากปกปิด “แล้วเจ้าเป็นใคร บังอาจนัก!”
สาวน้อยชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง
“พี่ใหญ่ข้าซินเอ๋อร์ไง ท่านเป็นอะไร? อย่าบอกนะว่าเมื่อวานต่อยตีกับอันธพาลจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว”
ซินเอ๋อร์เริ่มโวยวายปานฟ้าถล่ม “พี่ใหญ่ ท่านหยุดล้อข้าเล่นได้แล้ว ไม่สนุกนะ”
เยี่ยนเต๋อยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม
ทั้งห้อง ทั้งน้องสาวตรงหน้าล้วนไม่คุ้นตาสักอย่าง
ชายหนุ่มหรี่ตาไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงเดินไปที่คันฉ่อง มองใบหน้าของตนอย่างพินิจ ฉับพลันนั้นเขาแทบสิ้นสติ
แม้ปลายคางสันกรามจะฟกช้ำหากแต่ก็ชัดเจนยิ่ง
นี่มิใช่ใบหน้าของเขา!
หลังจากทำใจให้สงบ เยี่ยนเต๋อจึงออกปากยอมรับกับซินเอ๋อร์ตามตรงว่าเจ็บป่วย สมองได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้ลืมเลือนบางสิ่งไปจริงๆ
ซินเอ๋อร์เป็นห่วงพี่ชายมาก เมื่อเชิญหมอมาตรวจแล้วสั่งคนต้มยาบำรุงเสร็จสรรพ จึงกลับมานั่งจับเข่าคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยไล่บ่าวไพร่ออกไปจนหมด อาการเจ็บป่วยเยี่ยงนี้ของเจ้านายต้องเป็นความลับ
“พี่ใหญ่มีนามว่ากู้ฉีรุ่ย จำได้หรือยัง?”
เยี่ยนเต๋อพยักหน้ายิ้มอ่อน “พี่ใหญ่จำได้แล้ว”
ขณะเอ่ยยังลอบท่องจำไว้ในใจ ข้าคือกู้ฉีรุ่ย
ซินเอ๋อร์ทำหน้าขึงขัง เอ่ยอย่างระมัดระวังอีกว่า “พี่ใหญ่หมั้นหมายกับพี่จื่อหร่านบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของจวนผู้ตรวจการหานเซิง”
เยี่ยนเต๋อขมวดคิ้ว สีหน้าเผยความไม่ยินดีออกมา
ซินเอ๋อร์ให้นึกระอา “ไอ๋หยา พี่ใหญ่ ทำสีหน้าแบบนี้อีกแล้ว รู้หรือไม่ว่าพี่จื่อหรานหลงรักพี่มากปานใด แต่ดูท่าน รังเกียจนางปานนี้ ทำตัวเสเพลเพื่อกลั่นแกล้งให้นางเกลียด ใจร้ายเกินไปแล้ว นางเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้านะ”
เยี่ยนเต๋อชะงักเล็กน้อย ที่แท้กู้ฉีรุ่ยก็ไม่ชอบหรือ?
ชายหนุ่มกระแอมไอ เอ่ยเสียงขรึม “เรื่องของจิตใจบังคับกันไม่ได้ มีทางใดจะถอนหมั้นนางได้หรือไม่?”
ซินเอ๋อร์ถอนหายใจเฮือก กล่าวอย่างหนักอก
“พี่ใหญ่ไม่รู้อะไร วันที่พี่ใหญ่ต่อยตีกับอันธพาล พี่จื่อหรานเข้าไปช่วยพี่ใหญ่จนเป็นลมหมดสติ พอฟื้นขึ้นมาก็ประกาศว่าจะถอนหมั้นกับพี่เสียอย่างนั้น ข้าตกใจนัก”
เยี่ยนเต๋อเลิกคิ้ว ยังไม่ทันโต้ตอบอะไรกลับได้ยินน้องสาวกล่าวอย่างกังวลใจว่า “มีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่สบายใจ เมื่อวานตอนไปเยี่ยมพี่จื่อหราน นางเหมือนจำตัวเองไม่ได้เฉกเดียวกับพี่ใหญ่ ทั้งยังเรียกตัวเองว่าโม่เหลียน”
สิ้นวาจาของน้องสาวตัวน้อย บุรุษหนุ่มพลันลุกพรึบ แววตาลึกล้ำเจือประกายประหลาด
ไม่รอให้ถึงวันใหม่ เพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปด้วยซ้ำ เยี่ยนเต๋อก็พาร่างสูงของตนอย่างไม่สนอาการบาดเจ็บมาถึงจวนของคู่หมั้นแล้ว
ขณะเดินไปมาเพื่อรอพบหน้าคนอยู่เรือนด้านนอก ชายหนุ่มพลันได้ยินเสียงโวยวายจากหลังประตูโค้งที่เชื่อมกับทางเดินของเรือนด้านในดังแว่วมา
“บุรุษเชื่อไม่ได้ ชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งงาน”
“คุณหนูใจเย็นเถิดเจ้าค่ะ ท่านรีบร้อนไปถอนหมั้นตอนนี้ไม่ได้”
“ข้าจะถอน”
เพราะเป็นส่วนของบริเวณเรือนด้านในเยี่ยนเต๋อย่อมเข้าไปไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงยืนรออยู่ที่เดิม รับฟังวาจานางอย่างพิจารณา
ไม่นานร่างอรชรก็เดินพ้นประตูโค้งออกมา
เป็นคุณหนูอายุราวสิบห้าย่างสิบหกปีที่เดินนำหน้า มีดวงตาดอกท้อบนใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักทว่าท่าทีเกรี้ยวกราดเผยความหยิ่งยโสออกมาอย่างท่วมท้น คล้ายคนขี้โมโหที่สุด เดือดดาลสุดหยั่ง พร้อมฟาดหน้าบุรุษตลอดเวลา
และท่าทางเช่นนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงชักดาบออกมาฟันคอคู่หมั้นของตัวเองทันทีหากได้เห็นกันจังๆ
เยี่ยนเต๋อไม่สนใจ เขารีบวิ่งเข้าไปสวมกอดทันที
สาวน้อยให้รู้สึกตกตะลึงจนแทบเสียสติ นางด่าลั่น “เจ้าบ้าผู้นี้ กล้าดีอย่างไรมากอดข้า ปล่อยนะ!”
ชายหนุ่มผู้อุกอาจไม่กล่าววาจาได้ เพียงเกยคางกับไหล่มนเงียบงัน กลับเป็นสาวใช้ข้างกายรีบยอบกายทักทาย
“คารวะคุณชายกู้”
สตรีในอ้อมแขนเมื่อได้ยินดังนั้นพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง “ที่แท้ท่านก็คือคู่หมั้นผู้ชั่วร้ายของข้า มาก็ดี จะได้ อุ๊บ!”
ยังพูดไม่จบริมฝีปากกลับถูกประกบปิด
ความร้อนผ่าวอุ่นชื้นแผ่ซ่านไปทั่วกลีบปากและใบหน้า สาวน้อยเบิกตาโพลง
เยี่ยนเต๋อจุมพิตคนตัวเล็กอย่างดุดันไม่สนสายตาใคร สาวใช้รีบปิดตากรีดร้องในใจอย่างไร้สุ้มเสียงพลางล่าถอยออกไปจนไกลลิบ ไม่เห็นไม่ได้ยินอันใดทั้งสิ้น
ก่อนที่แม่นางน้อยในอ้อมแขนจะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนเต๋อค่อยๆ ปล่อยกลีบปากอุ่นนุ่มให้เป็นอิสระ
ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ยามก้มมอง เขาเปล่งวาจาแหบพร่าผะแผ่วทว่าชัดเจนเพียงนาง
“โม่เหลียน”
คนถูกเรียกพลันอึ้งตะลึงเบิกตากว้าง อย่างไม่อาจกว้างได้กว่านี้
“ท่าน...”
บุรุษดึงนางมากอดแนบอกอีกครา กระซิบริมหูว่า “ข้าเยี่ยนเต๋อ...”
“หา!”
จากปฏิกิริยาแรกเริ่มที่ทำท่าจะผลักไสปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย สาวน้อยกลับเอื้อมแขนโอบเอวสอบไว้ ก้มหน้าลงซุกซบกับแผงอกกว้าง กลั้นน้ำตากล่าวอู้อี้
“ท่าน...เป็นท่านจริงหรือ?”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเจือแววเอ็นดู อ้อมแขนแข็งแรงยิ่งกระชับร่างนุ่มแน่นขึ้น “เจ้าควรเลือกใหม่ให้ดี ส่วนข้าผู้นี้จะไม่ยอมปล่อยมือเจ้าง่ายๆ อีกแล้ว”
จิตใจอันสับสนว้าวุ่นไม่หยุดดุจคลื่นทะเลปั่นป่วนของโม่เหลียนค่อยๆ สงบลง นางซุกใบหน้าแนบอ้อมอกอุ่น ปล่อยน้ำตาไหลริน ท้ายที่สุดเพียงเรียกขานเสียงหวานแผ่ว ได้ยินแค่พวกเขา
“เยี่ยนเต๋อ...”
ภพชาตินี้ข้าจะไม่เลือกสามีผิดอีก...