เพล้ง!!!!
“เห้ย! บ้าเอ้ย!!” เสียงสบถออกมาอย่างอารมณ์เสีย รวมทั้งเสียงจานและแก้วกาแฟตกกระทบกับพื้นดังสนั่นทั่วร้าน
ขนมเค้กและกาแฟ ต่างหกกระจายเลอะเทอะเต็มพื้น รวมทั้งเสื้อของลูกค้าที่ยืนทำหน้าอารมณ์เสีย บอกบุญไม่รับอยู่ตรงนี้ ทำเอาภัสสรถึงกับหน้าเสีย
“ขะ...”
“เดินประสาอะไร คุณไม่เห็นหรือไงว่าผมยืนอยู่ตรงนี้” พูดแทรกขึ้นมาอย่างหัวเสีย ไม่สนใจด้วยว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังจะพูดอะไรและคือผู้หญิง
ทำเอาภัสสรที่กำลังจะเอ่ยคำว่าขอโทษ ต้องยืนอ้าปากค้างไปหลายนาที กลืนคำนั้นหายไปในลำคอ
“แล้วคุณล่ะ จะหันหน้าหันหลังทำไมไม่ดูดีๆ ซะก่อนว่ามีคนเดินมามั้ย” ภัสสรก็ไม่ยอมแพ้
ในเมื่อผู้ชายคนนี้ เลือกที่จะไม่มีมารยาทกับเธอก่อน เพราะฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่เธอจะต้องพูดดีด้วย
หึ! แต่งตัวก็ดีแต่ปากนี่จัดยิ่งกว่าผู้หญิงผู้ชายจริงป่ะเนี่ย
“ผมยืนของผมอยู่ตรงนี้ ก่อนที่คุณจะเดินมาซะอีก เพราะฉะนั้นคุณนั่น แหละที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ซุ่มซ่าม แล้วมาโทษคนอื่น คนที่ผิดคือคุณ”
“ทำไมพูดแมวๆ แบบนี้ล่ะ ถ้ามันจะมีคนผิด มันก็ผิดด้วยกันทั้งสองคนนั่นแหละ ทำไมมาโยนความผิดให้ฉันคนเดียวแบบนี้ แมนมากเลยนะ ผู้ชายป่ะเนี่ย” ภัสสรเถียงออกมา อย่างสุดจะทน ความอดทนเหลือน้อยลงเต็มที
รู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้ มันคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควรทำอย่างมาก ที่มายืนเถียงกับลูกค้าฉอดๆ แบบนี้ แต่สำหรับลูกค้าคนนี้ เธอขอแหกกฏที่บอกว่าลูกค้าคือพระเจ้าสักคนแล้วกัน
“ก็ผู้หญิงอย่างคุณมันปากดีไง ผมถึงไม่ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ... หึ! เจ้าของร้านเขาไม่ได้อบรมสั่งสอนเลยเหรอ ว่างานบริการคืออะไร ไม่ใช่มายืนเถียงลูกค้าฉอดๆ แบบนี้ ระวังถูกไล่ออกไม่รู้ตัวล่ะ” ยกยิ้มุมปากอย่างสะใจ จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างผู้ชนะ พร้อมทั้งไล่สายตาคมมองสำรวจคนที่ยืนโกรธหน้าดำหน้าแดงไปในที
สวย! ผู้หญิงคนนี้สามารถใช้คำนี้ได้เลย ตัวเล็ก ผิวขาว ปากนิดจมูกหน่อย แต่ที่มันขัดต่อหน้าตา ก็คงเป็นปากเล็กๆที่เถียงเขาฉอดๆอยู่นี่แหละ
“กลัวตายล่ะ...ฉันรู้ว่างานของฉันคืองานบริการ ฉันพร้อมจะขอโทษลูกค้าทุกคน ไม่ว่าฉันจะผิดหรือถูก และถ้าสมองส่วนซีรีบรัมของคุณยังทำงานได้ดี คุณก็คงจำได้ว่าตอนแรก ฉันกำลังจะพูดขอโทษคุณ แต่คุณดันพูดแทรกด่าฉันมาก่อน เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ ที่ฉันจะต้องขอโทษลูกค้าที่ไร้มารยาทแบบคุณอีก”
“นี่คุณ!...” พีรพัฒน์สบถออกมาอย่างหัวเสีย เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอผู้หญิงคนไหน ที่ปากร้ายปากจัดเท่าผู้หญิงคนนี้เลยสักคน
“คุณลูกค้าครับ ผมต้องขอโทษแทนพี่สาวผมด้วยนะครับ ที่เดินไม่ระวังจนทำให้เกิดเรื่องขึ้น ขอโทษนะครับ” เต้ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไกลๆเห็นท่าไม่ดี และเหมือนจะไม่จบง่ายๆ ก็รีบเข้ามาห้ามสงครามที่กำลังปะทุทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พูดขอโทษขอโพยแทนภัสสรเป็นการใหญ่ พร้อมกับดึงแขนภัสสรไว้เป็นเชิงบอกให้หยุด
“ไอ้เต้ แกจะไปขอโทษทำไม ฉันไม่ผิด” หันมาแหววใส่เต้อย่างอารมณ์เสีย
“พอเหอะพี่ลูกศร ไม่เห็นหรือไงว่าลูกค้าในร้านมองกันใหญ่แล้ว อยากให้ร้านตัวเองดังสนั่นไปทั่วโซเชียล เพราะว่าเจ้าของร้านทำกาแฟหกใส่ลูกค้าแล้วไม่ขอโทษ แถมยังยืนเถียงกับลูกค้าแบบนี้อะเหรอ” เมื่อได้ยินคำพูดเตือนสติ ภัสสรก็ดูเหมือนจะใจเย็นลง พร้อมกับมองสำรวจไปทั่วร้าน และก็เป็นอย่างที่เต้พูดทุกอย่าง
ลูกค้าเริ่มจับจ้องมาที่เธอด้วยความสนใจใคร่รู้ บางคยก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย เห็นดังนั้นภัสสรก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา แต่ก็ไม่วายที่หันกลับมามองผู้ชายที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ตรงหน้าตาเขียวปั๊ด
“อ๋อ! ที่แท้ก็เป็นเจ้าของร้านนี่เอง” พูดพร้อมกับตั้งใจมองสำรวจภัสรตั้งหัวจรดปลายเท้าช้าๆอย่างกวนประสาท และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล เพราะคนถูกมองหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ สองมือกำเข้ากันแน่น
“ทำไม! ฉันเป็นเจ้าของร้านแล้วมันทำไม ห๊ะ!”กัดฟันกรอดถามออกมาอย่างเหลืออด นี่เธอชักจะทนไม่ไหว กับผู้ชายปากเสียคนนี้แล้วนะ
“พี่ลูกศร พอได้แล้วน่า ปะๆ แยก” เต้พูดเตือนออกมาอีกครั้ง แต่ก็ได้ท่าทางฟึดฟัดจากเจ้านายสาวกลับมาแทน
พีรพัฒน์ยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ ก่อนจะเดินมาใกล้หญิงสาวมากยิ่งขึ้น ก้มลงพูดกระซิบชิดใบหูเล็ก
“คุณนี่มันแบน อย่างกับกระดานโต้คลื่นไม่มีผิด” ยิ้มกวนประสาทออกมาอย่างสะใจ ก่อนจะเดินหนีออกจากร้านไป ส่วนภัสสรนั้นหน้าชา เหมือนถูกตบหน้าด้วยของแข็งจังๆ
“ไอ้! กะ อื้อ” เสียงแหลมที่เตรียมจะร้องตะโกนด่า เป็นอันต้องขาดหายไปในลำคอ เมื่อปากเล็กถูกเต้เอามือมาปิดไว้ พร้อมกับล็อคตัวลากให้เข้ามาหลังร้าน
“ไอ้เต้ แกเอามือมาอุดปากฉันไว้ทำไม” ร้องถามออกมาอย่างหัวเสีย มองลูกน้องตาขวางเมื่อริมฝีปากบางเป็นอิสระ
“ก็ถ้าไม่อุดปากไว้ พี่ก็ตะโกนแหกปากลั่นร้านดิ ...สติอะมีหน่อย อย่าหัวร้อนให้มันมากนัก ไม่เห็นหรือยังไงว่าแขกนั่งอยู่เต็มร้าน” คนถูกติเตียนหน้าบูดหน้างอ กระแทกตูดบนั่งลงเก้าอี้อย่างอารมณ์เสีย
“เห็น แต่ตอนนั้นมันโมโหนี่น่า พูดออกมาได้ ว่าฉันแบนเป็นกระดานโต้คลื่น ตัวเองหล่อตายเลยมั้ง ไอ้ผู้ชายปากหมาเอ๊ย” จบประโยคของภัสสรเต้ถึงกับหัวเราะลั่น
“ที่โมโหเขาเป็นฝืนเป็นไฟ เพราะเขาบอกแบนเหมือนกระดานโต้คลื่นใช่มั้ยเนี่ย”
“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้เต้ ถ้าแกยังไม่หยุดฉันจะตัดเงินเดือนแก” ได้ผลชะงัก เสียงหัวเราะเมื่อสักครู่หายวับไปในพริบตา
เต้รีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้แทบไม่ทัน เม้มปากแน่นเพื่อกลั้นไม่ให้มีเสียงหัวเราะเล็ดรอดออกมา
“ครับๆ รู้แล้วครับเจ้านาย...ถ้าสงบสติอารมณ์ได้ก็รีบๆ ตามออกมาล่ะ...แต่จะว่าไปพี่ก็แบนอย่างที่ผู้ชายคนนั้นว่าจริงๆ นะ” ยักคิ้วกวนๆ ให้หนึ่งที ก่อนจะเดินยิ้มออกมา โดยมีเสียงร้องตะโกนด่าตามหลังของภัสสรดังตามหลังมาติดๆ
“ไอ้เต้ ไอ้บ้าเอ้ย ไอ้ๆๆ โว๊ะ! โมโหโว้ย...อย่าให้เจออีกนะ ไอ้ผู้ชายปากหมา แม่จะด่าให้กลับบ้านไม่ถูกเลย ใครได้ไปเป็นผัวมีหวังซวยทั้งชาติ” ฟาดงวงฟาดงาใส่ลมใส่แล้งไปอย่างโมโห
ทางด้านพีรพัฒน์ หลังจากที่เดินออกมาจากร้าน ก็ตรงดิ่งมายังรถของตัวเองทันที ถอดเสื้อที่เปื้อนไปด้วยคราบกาแฟและขนมเค้ก โยนทิ้งไปเบาะหลังอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะคว้านหาเสื้อตัวใหม่ที่อยู่ในรถมาใส่
“ผู้หญิงบ้าอะไรวะ เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ ปากร้ายชะมัด เถียงฉอดๆ ปากอย่างกับกรรไกร ใครได้ไปเป็นเมีย มีหวังหูชาซวยไปทั้งชาติ” บ่นพึมพำกับตัวเอง ทำท่าขนลุกขนพอง เมื่อนึกไปถึงปากเล็กๆ ที่เถียงใส่เขาเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ก่อนจะขับรถออกไปจากร้าน