" โอ๊ะ โอ๊ะ ! ....คนโฉดชุดครามเจ้าได้สติแล้ว !..."
เสียงสดใสที่แทรกเข้าหู เป็นสิ่งแรกที่หลิวหงเหินสัมผัสเมื่อลืมตาตื่น
ใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ใกล้จนลมหายใจรดใบหน้า ทำเอาชายหนุ่มต้องเขยิบตัวหนี
" นี่ข้าเอง !...เจินจีซี ....เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วรึ ! ถอยหนีข้าทำไม ?.... "
" เพราะจำเจ้าได้นั้นล่ะ ถึงได้ถอยหนีเช่นนี้ "
" เอ๊ะ !...เจ้านี่ประหลาดจริง ! " เด็กสาวผุดยืนขึ้น สองมือเท้าสะเอว เพ่งมองชายหนุ่มอย่างขุ่นเคือง
" มันสมควรตื่นแล้ว หากตื่นเชื่องช้ากว่านี้ ก็ไร้ผู้คนให้มันพบเจอแล้ว " เสียงแหลมเล็กผลุบโผล่ขึ้นมากับชายชราร่างเล็ก ที่มาปรากฏอยู่บนคอนไม้ข้างหลิวหงเหิน
" สติมันฟั่นเฟื่อนเช่นนี้ ถึงตื่นมาก็ช่วยอันใดไม่ได้หรอกเฒ่าวานร ! " เด็กสาวกล่าวเสียงขุ่น ทั้งที่ยังหลี่ตามองชายหนุ่มอย่างคลางแคลงใจ
" ยิ่งสติฟั่นเฟื่อนยิ่งยอดเยี่ยมนัก ในยามวิกฤตเช่นนี้ ผู้คนสติดีงามย่อมตกตายง่ายดายนัก ต้องวิปริตแปรปรวนซิถึงจะเหมาะกับศึกสงคราม "...
เกิดเสียงกัมปนาทดัง ตูม !..สนั่นลั่นมาหลังเสียงเฒ่าวานรไม่ทันจาง
" นั้นประไร !. เจ้าพวกกองเรือมันเล่นปืนใหญ่อีกแล้ว "...เฒ่าวานรกระโดดตัวลอยขึ้นไปเกาะยอดไม้สูงลิ่ว พลางแหง่นหน้ามองไปที่ไกลตา เหมือนกำลังมองหาที่มาของเสียงดังสนั่นนั้น
ตูม ! ตูม ! ตูม !
เสียงปืนใหญ่ยังรัวสนั่นอีกเป็นระรอก จนหลิวหงเหินรู้สึกถึงผิวน้ำกระเพื่อมตามแรงสะเทือนขึ้น
" เอ !...เฒ่าวานร ท่านแน่ใจเหรอว่าคนโฉดสติไม่สมประกอบแบบนี้จะหยุดหายนะได้ ? " เด็กสาวถามทั้งที่ควงขลุ่ยไปมาด้วยความกังวลไม่แน่ใจนัก
" ข้าไร้ความสามารถมองเห็นอนาคต ย่อมไม่สามารถตอบเจ้าได้กระจ่างแจ้งนักหรอกซียี้ ! "
คำตอบมันแว่วอยู่ข้างตัวเด็กสาว พร้อมๆกับร่างเล็กแคระมาปรากฏตัวว่องไวในพริบตา
" ถ้าเช่นนั้นเหมาะสมยิ่ง เมื่อไม่รู้อนาคต ย่อมมีเรื่องท้าทายให้พิสูจณ์ใช่หรือไม่ ?....ในความท้าทายย่อมเป็นได้ทั้งดีและร้าย ความไม่แน่นอนแบบนี้สามารถเก็บเกี่ยวเดิมพันได้ไม่น้อยเลยนะ ! "...
" เจ้าคิดเดิมอันใดกับข้ารึ เด็กน้อย ! "
" ย่อมต้องเป็นยอดอาหารที่ท่านไม่เคยปรุงให้ข้าพเจ้ารับทานนั้นล่ะ "
" อืม !....เป็น8 อมตะ ใช่หรือไม่ ที่เจ้าอยากรับทาน "
" ถูกต้อง ! "
" แล้วถ้าข้าชนะเจ้าจะให้อันใด "
" ข้าสมควรปรุง8 วายปราณให้ท่านรับทานดีหรือไม่ "....
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ถ้าข้าชนะทุกคนย่อมวายปราณสิ้นแล้ว เจ้าไม่ต้องเสียเวลาปรุงอาหารอันใดหรอก "
" จริงแท้นัก ชีวิตผู้คนนี่ช่างเปราะบางนัก " เด็กสาวส่ายหัวน้อยๆ พลางควงขลุ่ยไปมา คล้ายคิดใคร่ครวญถึงชีวิต ก่อนนางจะเบิกตาโพลงพร้อมกับใช่ขลุ่ยตีฝ่ามือ เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้
" เพราะฉนั้นข้าพเจ้าต้องเร่งรีบหาวัตถุดิบมาปรุงอาหารแล้ว ขืนชักช้าจะไม่มีโอกาสได้รับทานแล้ว " นางขยับตัวคิดเผ่นผิวจาก แต่แล้วกลับต้องหันมาสั่งเสียกับเฒ่าวานรเป็นครั้งสุดท้าย
" ฝากท่านดูแลคนโฉดสติฟั่นเฟื่อนชั่วครู่นะ สักประดี๋ยวข้าจะกลับมาพร้อมยอดโภชนาการ " นางเผ่นโผนไปว่องไวพอๆกับถ้อยคำทิ้งท้าย
ปล่อยทิ้งให้สองชายต่างวัยยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ระเบิดเป็นระยะ
" สภาพเจ้าไม่ต่างจากผ้าขี้ลิ่วเลยชายเสเพล ! " เฒ่าวานรกล่าวพร้อมทำจมูกฟุตฟิต เหมือนได้กลิ่นฉุนขึ้นจมูก
โดยหลิวหงเหินไม่ทันกล่าวตอบโต้ ร่างชราพลันหายวับไปกับตา และเพียงอึดใจมันกลับมาผลุบโผล่ที่ด้านซ้ายของชายหนุ่ม โดยในมือมันยังถืดไว้ด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม ที่ทักทอจากใยไหมสีขาวสะอาด มีลายเป็นรูปหงษ์กระพือปีกสีฟ้าอ่อนโบยบินอยู่สอง - สามตัว
" เจ้ารีบชำระล้างร่างกาย แล้วเปลี่ยนชุดเสีย...ข้าจะไปรอคอยเจ้าที่ห้องอาหาร " มันกล่าวรวบรัด ก่อนจะหายตัวไปอีกครา
ปล่อยทิ้งให้หลิวหงเหินยืนถือเสื้อผ้าชุดใหม่อย่างเดียวดาย
" ระเบิดโครมครามขนาดนี้ ยังจะมีอารมณ์ลิ้มโอชารสอีก ?...คงเป็นการเลี้ยงส่งมื้อสุดท้ายกระมั้ง ? "
ชายหนุ่มระบายยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าเก่าคล้ำออก แล้วก้าวลงไปชำระร้างร่างกายในบึงน้ำอันเยียบเย็น....
……………
.... ภายในวังมังกรถูกประดับประดาด้วยวัตถุล้ำค่าจากนานานประเทศ
มีอาวุธหลายชนิดแขวนติดผนังไว้เรียงรายไปตลอดทางเดิน มีทั้งดาบเปอร์เซีย กระบี่ชาวฮั่น หอกของโรมัน คันธนูใหญ่แบบชาวอาทิตย์อุทัย
" สมคำล่ำลือนัก ลัทธิมนีกี นับเป็นศาสนาของนักรบโดยแท้ "
หลิวหงเหินเปรยกับตัวเองเบาๆ ขณะเดินจากต้นไม้แห่งชีวิตที่มันพักพิงมาแรมเดือน มันเดินไปตามทางหินอ่อนที่ถอดย่าวไปในโถงทรงโค้ง ชายหนุ่มมองของตบแต่งอย่างสนอกสนใจ
ไม่เพียงสรรพอาวุธที่รายล้อม ยังมีอัญมณีวางเกลื่อนกลาด ดั่งกรวดทรายไร้ค่าอยู่สองข้างทาง
ชายหนุ่มเดินอย่างเดียวดาย ท่ามกลางความเปลี่ยวร้างของอาคารรโหฐาน ผสานเข้ากับเสียงปืนใหญ่ก้องดังอยู่ไกลๆ...
กระทั้งชายหนุ่มในชุดไหมใหม่เอี่ยมเดินมายังจุดสูงสุดแห่งวังมังกร จุดที่ซึ่งเป็นลานหินทรงกลมคล้ายประภาคายอดเนินผา โดยมียอดทรงกลมสะท้อนแสงวับวาวให้เรืองสว่าง
จากที่มันยืนอยู่สามารถมองไปเห็นบรรยากาศภายนอก ซึ่งมีแต่เทือกเขารายล้อมไว้ทุกด้าน ซึ่งเหมือนปราการทางธรรมชาติที่ป้องกันวังมังกรไว้จากโลก
แต่คนบนยอดวังยังพอมองเห็นความเป็นไปของโลกภายนอก จากกลุ่มควันไฟโขมงที่ลอยคลุ้งมาจากทิศเหนือ และทิศตะวันออก นั้นแสดงว่าเกิดการรบพุ่งรุนแรงถึงสองจุดในเวลาเดียวกัน ....
" กองทัพวังเมฆาขจี เลื่องลือถึงการโจมตีศัตรูพร้อมกันแปดทิศสิบทาง ยิ่งมีสิบองครักษ์มาพร้อมพรั้ง ยิ่งทรงพลานุภาพเกินกว่าผู้ใดจะต้านทานได้ "
หลิวหงเหินนึกถึงสหายเหล่าชาวยุทธนับพันบนเกาะ ที่ล้วนแต่เชี่ยวชาญแต่การต่อสู้ตัวต่อตัว ไม่อาจรับมือกับยอดขุนศึกผู้ช้ำชองพิชัยสงครามได้...
" เจ้าหลงทางมานี่เอง ชาบเสเพล....เราต้องรีบแล้ว เวลาไม่คอยท่านัก "...เฒ่าวานรผลุบโผล่ขึ้นข้างกาย ว่องไวจนแทบไม่ทันกระพริบตา
" เพียงรับทานอาหาร ใยต้องเร่งรีบนักเล่า ? "
" ใครว่าให้เจ้าเร่งรีบไปทานอาหารเล่า ! "
คำโต้ตอบของเฒ่าวานรกล่าวไม่ทันจบ มือมันก็คว้าเข้าที่ข้อแขนชายหนุ่ม ก่อนแสงจะเรืองสว่างวาบอาบทั่วตัวทั้งคู่ แล้วฉับพลันชายสองวัยได้เคลื่อนที่ไปราวสายฟ้าแลบผ่าน
หลิวหงเหินรู้สึกเหมือนสรรสิ่งถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เห็นเพียงแสงพราวพรายวูบวาบรอบกาย....
ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ลมปราณในกายหลิวหงเหินพลันปรับเปลี่ยนแนวโคจร จนร่างกายอุ่นละอุ สายตากลับแจ่มกระจ่างเห็นทุกสิ่งรอบกายแจ่มชัด เหมือนเดินเล่นทอดตาชมทิวทัศน์
ชายหนุ่มแตกตื่นกับสิ่งที่ปรากฏกับตัวนัก ....วิชาฟอกไขกระดูกช่างพิสดารขนาดนี้ แม้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วดั่งสายฟ้า ยังปรับเปลี่ยนสายตาให้มองเห็นทุกสิ่งดั่งยืนนิ่งอยู่กับที่
มันพบว่าเฒ่าวานรพาโลดแล่นลงจากวังมังกร วิ่งวนผ่านช่องทางวงกตหิน แล้วละลิ่วลัดเลาะไปตามแนวป่าด้วยความเร็วเสียง กระทั่งมาหยุดสนิท ณ เชิงผาสูงที่ซึ่งมีเด็กสาวในชุดหลากสียืนคอยอยู่
" มาจนได้นะ เจ้าคนโฉดชุดคราม หากมาเชื่องช้ากว่านี้ มีหวังไม่ทันมาบอกลาสหายเจ้าแล้ว ! "
" สหายข้า ? "
เด็กสาวชี้มือลงเบื้องล่างหน้าผาแทนคำตอบ
หลิวหงเหินพบว่าที่เบื้องล่างหน้าผา มีกองทัพเกราะเงินนับร้อยชีวิต วางกำลังรายล้อมหน้าปากถ้ำใหญ่ นั้นหมายความว่า เหล่านักรบเกราะเงินได้ไล่ตอนผู้คนให้เข้าไปติดกับดักในถ้ำนั้นแล้ว
" พวกเจ้ารีบกระทำการให้เสร็จสิ้น จะได้มาชำระหนี้เดิมพันกันให้หมดจรด " ชายชราร่างแคระ ยักคิ้วหลิ่วตาให้กับเด็กสาว ก่อนจะโลดแล่นไป จนคล้ายร่างสลายวับไปกับตา
" ท่านตระเตรียมอาหาร8อมตะให้ครบถ้วนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะกลับไปรับทานให้หนำใจ " เด็กสาวแผดเสียงร้องไล่หลังชายชราไป
ทำให้หลิวหงเหินต้องรีบรั้งแขนเด็กสาวให้หลบเลียงมาข้างพุ่มไม้ แฝงเร้นกายจากเหล่านักรบที่อาวุธครบมือ
" ท่านทำอันใดชายโฉด ? " นางแวดเสียงสูง พรางสะบัดแขนออกจากมือชายหนุ่ม
" เจ้าร้องเรียกข้าศึกมาหาตัวหรือไร ? "
" ถูกต้อง !...หากพวกมันไม่พบเจอข้าพเจ้า ไหนเลยจะลงไม้ลงมือกันได้ "
เด็กสาวผุดยืนด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น โดยมือซ้ายยื่นส่งพวงเชือกอันร้อยไว้ด้วยจอกสุรา5จอกเป็นพวงยาว
" นี่มันจอกสุราของข้าพเจ้า ! " หลิวหงเหินรีบเอื้อมมือรับจอกสุราไว้
" ย่อมต้องเป็นของเจ้าแน่ ไม่เช่นนั้นข้าจะคืนให้เจ้าทำไม? " นางกล่าวพร้อมกับควงขลุ่ยไปมา ปลดปล่อยให้เสียงหวีดหวิวกระจายจากลำขลุ่ย คล้ายจะบ่งบอกตำแหน่งที่อยู่ให้แน่ชัดขึ้น
" ที่แท้เจ้าเป็นเทพสงคราม จำแลงมาเป็นอิสตรีนี่เอง จึงได้ชมชอบต่อยตีนัก " หลิวหงเหินหยัดตัวยืน พร้อมกับร้อยพวงจอกสุราไว้ข้างสายรัดเอว
" ย่อมต้องต่อยตีแล้ว มิเช่นนั้นข้าจะกระทำภารกิจของมารดาให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร "
เด็กสาวพูดเจื้อยแจ่ว พร้อมกับใช้นิ้วรั้งสร้อยห้อยคอให้หลิวหงเหินเห็นถนัดชัดตา
สร้อยที่ห้อยคอนางผูกร้อยไว้ด้วยถุงผ้าเล็กๆสามถุง คล้ายเป็นถุงใส่ขนมของเด็กน้อย
" มารดาท่านไหว้วานให้ท่านแจกจ่ายขนมให้ข้าศึกอย่างนั้นรึ ? " หลิวหงเหินกล่าวด้วยรอยยิ้มยียวน โดยสายตาเหลือบไปเห็นประกายโลหะวับวาว เคลื่อนขบวนขึ้นมาจากเนินผา
" เจ้าคิดก่อกวนข้าหรือไร ! มารดาข้าจะแจกจ่ายขนมให้พวกมันทำไม ...มารดาให้ข้าพเจ้ากระทำสามเรื่องราวต่างหาก สำเร็จหนึ่งก็ได้ลิ้มรสลูกกวาดเชื่อมน้ำตาลหนึ่งเม็ด !... เจ้าเข้าใจหรือไม่ "
" อ้อ... "
หลิวหงเหินแย้มยิ้มอารมณ์ดี เมื่อเห็นเด็กสาวทำท่าเง้าหงอนขุ่นเคืองอารมณ์
แต่แล้วรอยยิ้มมันต้องสลายหายลงพลัน เมื่อเหล่าทหารสวมเกราะนับสิบนายต่างกรูวิ่งจากเนินผา ในมือแกว่งดาบด้ามใหญ่ อีกมือถือโล่ห์โลหะทรงกลมเป็นเงามัน
" เจ้าเป็นชาวยุทธจากค่ายสำนักใด รีบวางอาวุธ มอบตัวแก่ข้าโดยไว " หนึ่งในทหารหน้าเหี้ยมแผดเสียงสั่ง ราวฟ้าคำราม
" พวกเจ้าช่างมีตาหามีแววไม่ พบเจอปักษาสุรา ยังไม่รีบมาน้อมกายคารวะอีก " เด็กสาวกล่าวฉะฉาน ก่อนจะกระโดดขึ้นยอดไม้สูง เหมือนจะลอยตัวพ้นผ่านความขัดแย้งที่กำลังก่อตัว เพราะวาจาไม่กี่คำของนาง
" ปักษาสุรา !....หลิวหงเหิน ....เจ้าคือกบฏหลิวหงเหินอย่างนั้นรึ ?....รีบล้อมจับมันไว้ ! "...
เสียงคำรามก้องไปพร้อมเหล่าทหารชุดเกราะเงินตวัดดาบวิ่งเข้ามาร่ายล้อมหลิวหงเหินไว้
โดยชายหนุ่มได้แต่ส่ายหัวอับจนปัญญา
" หลับใหลไปเพียงตื่นเดียว ต้องกลับกลายเป็นกบฏเสียแล้ว " ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง ขณะพลิ้วกายหลบดาบแรกที่ฟันเข้าใส่
จากนั้นหลิวหงเหินพลันต้องใช้ท่าร่างบุปผาลอยลม หลบเลี่ยงดาบแล้วดาบเล่าที่ถาโถมมา มันเคลื่อนไหวราวลมโชยพัด จนคมดาบได้แต่ฟาดฟันอากาศดัง วืดๆ วาดๆ
ชั่วพริบตา หลิวหงเหินได้เคลื่อนตัวเข้าประชิดชายที่เหมือนจะเป็นหัวหน้ากอง โดยใช้วิชาคว้าจับกุญชร ตะบบมือเข้ากับข้อแขนขวาของนายกอง แล้วบิดข้อจนดาบมันปลิวกระเด็นไป
" ท่านหัวหน้ากอง ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ข้าพเจ้าพลัดหลงในเกาะนี้มาเนินนาน ไหนเลยจะคิดก่อการกบฏได้ "
หลิวหงเหินคิดใช้การเจรจราคลี่คลายสถานการณ์
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับ คือความกราดเกรี้ยวของนายกอง ที่ใช้โล่ห์คมกริบ ตรงเข้าตวัดฟันมือขวามันขาดกระเด็น
หลิวหงเหินแตกตื่นราวพบภูตผี มองมือขวาที่ติดมือมันมาอย่างไม่เชื่อสายตา
ขณะเดียวกับที่นายกองเกลือกกลิ้งตัว หลบจากการจับกุม โดยปากยังตะโกนคำสั่งลั่น
" รีบลงมือ จับตายในทันที ! "...
ปฏิกิริยาของเหล่าทหารว่องไวนัก พวกมันต่างยกโล่ห์ ควงดาบ แล้ววิ่งเข้าใส่ชายหนุ่ม
ทว่าพวกมันยังเชื่องช้ากว่าเด็กสาวไปครึ่งก้าว เพราะนางพลันกระโจนจากต้นไม้ แล้วลอยพลิ้วโดยใช้ขลุ่ยหยกขาวสะบัดจี้สะกัดจุดสองนายทหารให้แน่นิ่งไป
" เจ้ายังไม่รีบลงมืออีกเจ้าคนโฉด ! หรือจะให้มันตัดแขนให้ท่านทุกคน ! "
หลิวหงเหินเข้าใจโดยทันที ว่าเด็กสาวคิดหยุดการนองเลือดด้วยวิชาสะกัดจุด ....ชายหนุ่มจีงเร่งกระบวนท่าส่งดัชนีเข้าใส่นายทหาร่างแล้วร่างเล่า จนทั่วทุกคนต้องแน่นิ่งเป็นหินผาไป
" เจ้ายังไม่รีบช่วยข้า เปลื้องชุดเกราะมันอีก " เด็กสาวหันมากล่าวกับหลิวหงเหินด้วยรอยยิ้มทะเล้น
" ท่านคิดจะทำอะไรแม่นางน้อย ? "
เด็กสาวฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางควงขลุ่ยกล่าวอย่างซุกซนยิ่ง
" สภาพการณ์เช่นนี้ ท่านว่าเราสมควรใช้พิชัยยุทธใดดี...เจ้าคนโฉด ! "
หลิวหงเหินเบิกตามองชุดเกราะเหล่านายทหารด้วยประกายวับวาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นเสียงผสานเดียวกับเด็กสาวเป็นคำดียวกัน
" กลยุทธ กร่อนทำลายจากภายใน ! "...