“พี่ธันวา? คู่หมั้นที่ไม่ได้เจอกันนะเหรอ” ลักษณ์นาราทำเป็นจำไม่ได้
“จะมาตอกย้ำกันทำไมนะ” ดารัณค้อนขวับเข้าให้ เธอหันไปดูเวลาจากนาฬิกาวินเทจในร้านแล้วก็ต้องอุทานเพราะต้องรีบเดินทางได้แล้ว แต่เมื่อลุกขึ้นจากเก้าอี้ก็อดก้มมองสภาพตัวเองไม่ได้
“ฉันดูเป็นไงบ้าง”
ลักษณ์นารามองเพื่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผมยาวสลวยดัดเป็นลอนอ่อนรับใบหน้ารูปไข่ ใบหน้าแต้มแต่งพอเหมาะน่ามอง ชุดเดรสผ้าฝ้ายย้อมครามที่สวมก็เรียบหรูดูดีไม่สั้นจนเกินไปเหมาะกับการเข้าพบผู้ใหญ่ แต่ท่าทางตื่นเต้นกังวลของเพื่อนเธอนะซิทำให้อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“หัวเราะทำไม?”
“สวยแล้ว” ลักษณ์นาราบอก “ก็อย่างที่บอกไง ถ้าแบบนี้ผู้ชายคนไหนไม่ชอบก็แสดงว่าเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันแล้วล่ะ”
“พูดอะไรไม่ให้กำลังใจเลย” ดารัณส่ายหน้าไปมาแล้วหยิบกระเป๋าของตนเองขึ้นคล้องไหล่ “ฉันไปก่อนนะ กลัวรถติดนะกว่าจะไปถึงแล้วจะทำให้ผู้ใหญ่รอนานคงดูไม่ดี”
“จ๋า” ลักษณ์ณาราโบกมือไปมา “รีบไปเถอะ คู่หมั้นรอนานจะไม่ดี”
“ยัยหนิง!”
ดารัณค้อนเพื่อนเข้าให้วงใหญ่ ลักษณ์นาราโบกมือไล่เพื่อนซี้ ดารัณรีบเดินไปที่ลานจอดรถแล้วขับรถเก๋งคันเล็กของตนไปปลายทางที่คุ้นเคย แม้รถจะไม่ติดมากอย่างที่เธอคิดแต่ทุกนาทีที่ผ่านไปหัวใจเธอร้อนรน ไม่ได้เจอหน้าคู่หมั้นเกือบปีแต่ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เจอกันก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง เขามีสีหน้าเคร่งขรึมเสมอและแทบไม่มีอะไรคุยกับเธอเลยสักนิด กี่ปีแล้วนะที่เขามีเพียงความเย็นชามอบให้ ไม่ตอบรับแต่ไม่ปฏิเสธ หากเขาไม่ยินดีกับการหมั้นหมายก็น่าจะบอกกันตามตรง เขายอมสวมแหวนหมั้นแต่กลับทำเย็นชากับเธอ คุณหญิงเพ็ญแขมารดาของพี่ธันวาให้กำลังใจเธอเสมอ ท่านรักและเอ็นดูเธอราวกับลูกสาวคนหนึ่งเลยทีเดียว ดารัณหมั้นกับธันวาในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ปีนั้นแม่ของเธอป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ด้วยมีเธอเป็นลูกสาวคนเดียวจึงปรารถนาจะเห็นเธอมีคู่ชีวิตที่ดีที่รักและจะดูแลเธอได้ทั้งชีวิต คุณแม่ของเธอกับคุณหญิงเพ็ญแขเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนประจำ ตั้งแต่เธอจำความได้ก็ได้ยินแม่กับคุณหญิงพูดกันเรื่องให้เธอเป็นลูกสาวอีกคนของ ตระกูลกมลฉัตร
หญิงสาวยังจดจำความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้ใส่ชุดสวยและนั่งพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่โดยมีเจ้าของร่างสูงนั่งอยู่เคียงข้าง เขาสวมแหวนหมั้นให้เธอและเธอก็สวมให้เขา ทว่านับตั้งแต่วันนั้นเธอแทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มจากเขาอีกเลย หญิงสาวคิดเสมอว่าอาจเป็นเพราะอายุที่ห่างกันและเขาเป็นถึงนายแพทย์หนุ่มคงไม่ค่อยมีเวลามาเล่นหัวกับใครเท่าไหร่ ทว่านับถึงวันนี้เธอรู้ดีว่าเขาห่างเหินและเย็นชากับเธอ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ เธอเคยคิดว่าความรักและซื่อสัตย์ที่เธอมีให้เขามาตลอดจะเปิดใจของเขาได้ แต่มันกลับมาได้เพียงแค่ความว่างเปล่า
เมื่อไหร่เขาจะยิ้มให้เธออีก ยิ้มอ่อนโยนและลูบผมเธอเบาๆ เขาจะจำได้ไหมว่าเขาเคยทำแบบนั้นกับเธอมาก่อน ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กหญิงผมเปียสวมกระโปรงยาวลายสก็อต
“เป็นอะไรไปเด็กน้อย” ชายหนุ่มสวมแว่นสายตายิ้มอ่อนโยนแล้วลงนั่งข้างๆ “เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
เด็กหญิงวัยสิบสามจ้องมองชายหนุ่มร่างสูงโปรง ร่างของเขาช่วยบังแสงอาทิตย์ยามเย็น เธอมาแอบนั่งหลังต้นไม้ใหญ่ซ่อนเสียงร้องไห้ไม่ให้ใครได้ยิน ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยนแล้วลูบผมของเธอเบาๆ ความอบอุ่นที่เขามอบให้ทำให้เธออุ่นในใจขึ้นมาอย่างประหลาด ดวงตากลมโตจ้องมองคนที่มาใหม่อย่างแปลกใจ
“น้องมิ้นต์ใช่ไหมครับ” เขาถามยิ้มๆ เหมือนไม่ต้องการคำตอบ “มาเล่นซ่อนแอบคนเดียวแบบนี้ไม่ดีนะครับ ผู้ใหญ่หาไม่เจอเขาเป็นห่วงน้องมิ้นต์กัน”
“มิ้นต์ไม่กล้าเข้าบ้าน” เด็กหญิงเริ่มสะอึกสะอื้น “มิ้นต์กลัวคุณพ่อดุ มิ้นต์ทำแจกันของคุณพ่อแตก”
“เด็กน้อย” ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้เด็กหญิง “ไม่มีใครโกรธเด็กน่ารักๆ ได้ลงหรอกครับ โดยเฉพาะเด็กที่กล้ายอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำผิด ถ้ามิ้นต์ขอโทษคุณพ่อ พี่เชื่อว่าท่านต้องให้อภัย”
“จริงหรือคะ” เด็กหญิงจ้องมองทั้งน้ำตา
“จริงซิครับ เอาอย่างนี้พี่ไปส่งนะ พี่จะอยู่เป็นเพื่อนละกัน”
เด็กหญิงพยักหน้ารับแต่เมื่อเธอยืนขึ้นก็รู้สึกหมดแรงอาจเพราะกลัวพ่อจะดุจนแข็งขาอ่อนก็เป็นได้ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ หันหลังแล้วลงไปนั่งบนส้นเท้า
“มาซิ ขึ้นหลังมา พี่พาไปส่ง”
“จะดีหรือคะ มิ้นต์อ้วนนะคะ” เด็กหญิงเขินจนหน้าแดงแต่เพราะเขาหันหลังจึงไม่เห็นสีหน้าแดงจัดของเด็กหญิง
“มาเถอะครับ ขี่หลังพี่ดีกว่า ไปนะ”
เด็กหญิงไม่มีทางเลือกอื่น เธอขึ้นหลังเขา มือใหญ่จับมือเล็กของเธอให้คล้องคอเขาก่อนจึงลุกขึ้นเดิน เขาเดินสบายๆ เหมือนเธอเป็นตุ๊กตา
“พี่ชายใจดีจังค่ะ”
“ถ้าไม่รู้จักกันก็อย่าไปไหนกับคนแปลกหน้าง่ายๆ นะครับ”
“อ้าว! มิ้นต์ไม่รู้จักพี่ชายนี่ค่ะ”
“ยกเว้นพี่แล้วกัน”
“ทำไมละคะ”
“เพราะคุณพ่อกับแม่ให้พี่ออกมาตามหาน้องมิ้นต์ไงล่ะครับ” ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง “พี่ชื่อธันวา เอาเป็นว่าเรารู้จักกันแล้วนะ”
“ค่ะ...พี่ธันวา”
เด็กหญิงรู้สึกใจเต้นแรง เธอเป็นลูกสาวคนเดียวไม่เคยรู้ว่าการมี ‘พี่ชาย’ แบบในหนังจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เขาให้เธอขี่หลังจนกลับถึงบ้าน เธอโดนพ่อดุนิดหน่อยแต่ไม่ใช่ที่ทำแจกันแต่เพราะเธอหายไปจนใครๆ หาไม่เจอ เด็กหญิงได้แต่ฟังคำดุของพ่อและคำปลอบโยนจากแม่ และเมื่อหันไปมองก็เห็นเจ้าของร่างสูงที่ยิ้มให้เธอ
นั้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เธอหลงรักเขามาตลอด ดารัณหัวเราะให้กับความทรงจำของตัวเองจะเรียกว่าแก่แดดหรือเปล่านะ เขาเป็นรักแรกของเธอในวัยเพียงแค่สิบสามเท่านั้น หลังจากนั้นเธอได้พบเขาอยู่หลายครั้งและเขาก็มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนเสมอ จนถึงวันที่ได้สวมแหวนหมั้นรอยยิ้มจึงเลื่อนหายไปบนใบหน้า เธอไม่รู้ว่าเธอทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเขามีคนในหัวใจหรือเปล่า เธออยากจะถามเขา เคยนึกอยากถอดแหวนหมั้นคืนอิสระให้เขาทว่ามันกลับเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนียวจิตใจเธอไว้
จะว่าเธอเห็นแก่ตัวก็ได้ แม้จะรักเพียงข้างเดียวก็ยังขอครอบครองเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่สองมือเธอจะรั้งเขาได้ก็พอ.