"กรี๊ดๆๆๆ"
ยิ่งอีกฝ่ายร้องกรี๊ดเสียงดังขึ้นเท่าไร เมลินก็ยิ่งหัวเราะชอบใจขึ้นเท่านั้น
แต่แล้วก็มีผู้ชายตัวโตท่าทางเหมือนนักเลง ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราเดินเข้ามาหาแหม่มผมทองทั้งสองคน ซึ่งคงจะเป็นคนรักของใครคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะทั้งสองคน
"เกิดอะไรขึ้นครับที่รัก" ชายคนนั้นเอ่ยถามพลางโอบเอวสาวผมทองคนที่สวมชุดเดรสสั้น มือถือกระเป๋าหนังจระเข้
เธอคนนั้นรีบชี้นิ้วใส่เมลินแล้วหันไปทำเสียงออดอ้อนใส่คนรัก "ก็ขอทานสกปรกคนนี้น่ะสิคะมาด่าพวกเราสองคน ที่รักจะต้องจัดการให้เรานะคะ"
"คนนี้น่ะเหรอ?" ชายคนดังกล่าวหันมามองเมลินด้วยสายตาเหยียดเยาะไม่ต่างจากคู่รักของเขา
"เดี๋ยวผมเรียกการ์ดมาลากตัวออกไปก็จบปัญหาแล้ว ที่รักอย่าอารมณ์เสียไปเลยนะครับ และเห็นทีผมคงต้องคุยคุณโรมาโนสักหน่อยแล้ว ว่าทำไมการ์ดถึงทำงานชุ่ยปล่อยให้ขอทานเข้ามาในนี้ได้" ชายหนุ่มพยายามจะโอ้อวดว่าตนสนิทกับลูก้า โรมาโน เจ้าของอาณาจักรเวิลด์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งพอสาวผมทองอีกคนได้ยินก็รีบถามขึ้นทันทีด้วยดวงตาเป็นประกายลุกวาว
"แสดงว่าคุณแอนเดรียสสนิทกับคุณโรมาโน เจ้าของที่นี่จริงเหรอคะ แหม...ไม่เห็นแนะนำให้นีน่ารู้จักบ้างเลย" เธอว่าอย่างออดอ้อนพลางเกาะแขนคนรักของเพื่อน
ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วตอบเสียงอึกๆ อักๆ
"อะ...เอ่อ...เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันครับ"
แต่อีกฝ่ายก็สวนกลับทันที "จะต้องรอคราวหน้าทำไมละคะ ไหนๆ ตอนนี้คุณก็จะเข้าไปคุยกับคุณโรมาโนอยู่แล้ว ก็ถือโอกาสแนะนำซะตอนนี้เลยก็ได้นี่คะ"
"นั่นสิคะที่รัก ฮันนี่ก็อยากเจอคุณโรมาโนตัวเป็นๆ เหมือนกัน"
สองสาวรุมเขย่าแขนชายหนุ่มตัวโตคนละข้าง เมลินเห็นก็ส่ายหน้าแล้วเดินหนีออกมา แต่ก้าวออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ชะงัก เมื่อเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นทางด้านหลัง
"ได้ยินว่าใครมีธุระอะไรจะคุยกับผม แล้วใครอยากเจอผมตัวเป็นๆ ไม่ทราบ"
ตายห่า! ถ้าอีตาฝรั่งยักษ์รู้ว่าเราแอบออกมาจากห้องต้องตายแน่ๆ อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย!
แต่พอจะหนีก็ถูกบอดี้การ์ดของเขาเข้ามาขวางทางไว้ คนถูกจับได้ได้แต่ฝืนหัวเราะแห้งๆ "แหะๆ"
"ผมบอกให้อยู่แต่ในห้อง แล้วคุณลงมาทำไมครับ"
ผิดคาดแฮะ!
เมลินรู้สึกโล่งขึ้นมาหน่อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มๆ แทนที่จะเป็นเสียงดุๆ จึงค่อยๆ หมุนตัวกลับไป แต่แล้วก็คิดว่าไม่น่าตกหลุมพรางน้ำเสียงนุ่มๆ นั้นเลยเมื่อเห็นแววตากำลังเดือดปุดๆ กำลังจ้องมองมาอย่างคาดคั้น
"เอ่อ...ฉันกินข้าวอิ่มแล้วก็เลยออกมาเดินยืดเส้นยืดสายซะหน่อย กำลังจะกลับพอดี เชิญคุณคุยธุระกับเพื่อนคุณเถอะ"
แต่บอดี้การ์ดของเขาก็ยังเข้ามาดักหน้าเธอไว้อีก จึงจำใจต้องเดินตัวลีบกลับไปหาร่างสูงที่ยืนรออยู่ พอเดินไปถึงเขาก็ถอดเสื้อโค้ตออกมาคลุมให้แล้วเอื้อมแขนมาโอบรอบด้านหลังไว้กันไม่ให้หนี
"เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ เพื่อนผมงั้นเหรอ" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
"ก็นั่นไง เขาบอกว่าเป็นเพื่อนคุณแล้วยังจะเรียกการ์ดมาลากตัวฉันออกไปอีกด้วย" เมลินแกล้งตีสีหน้าและตอบน้ำเสียงเศร้าๆ พลางปรายตาไปมองคู่กรณีทั้งสามคนที่เริ่มเหงื่อตก โดยเฉพาะคนที่อ้างตัวว่าสนิทกับเจ้าของเวิลด์ คอมเพล็กซ์
ลูก้าละสายตาจากสาวน้อยข้างกายขึ้นมองคู่กรณีของเธอ หนำซ้ำยังแอบอ้างว่ารู้จักกับเขาอีก แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือจะให้การ์ดมาลากตัวคนที่เขาเฝ้ามองไม่ละสายตาออกไปอีก
"คะ...คุณโรมาโน" คนที่อ้างตัวว่าสนิทกับมาเฟียหนุ่มถึงกับอึกอัก ส่วนสองสาวถึงกับถึงอ้าปากค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้าดุจพระเจ้าบรรจงสร้างขึ้นมา
"หล่อ...หล่อสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะคุณโรมาโน"
"หล่อนมีแฟนแล้วนะยะ แล้วแฟนหล่อนก็ยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ แหม...น้ำลายยืดถึงพื้นแล้วนั่น" เมลินบ่นพึมพำเป็นภาษาไทย แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอของคนข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้นมอง "ขำอะไรไม่ทราบ"
"ก็ขำคุณไง" เขาไม่ว่าเปล่าแต่โน้มตัวลงมาให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเธอ ยิ่งทำให้แหม่มผมทองทั้งสองคนรู้สึกร้อนรุ่มด้วยว่าริษยา
"ขำฉัน? รู้เรื่องหรือไงว่าฉันพูดอะไร"
"ผมรู้แล้วกัน ไม่ใช่แค่เรื่องนี้นะ แต่ทุกเรื่องเลยต่างหาก" แม้น้ำเสียงจะนุ่มนวล แต่เมลินก็สัมผัสได้ถึงรังสีร้อนแรงที่พุ่งออกมาจากดวงตาของเขา
"เดี๋ยวเรื่องของคุณเอาไว้จัดการทีหลัง เซฟ! พาคุณผู้หญิงกลับห้องเดี๋ยวนี้!" ลูก้ากระซิบเบาๆ กับหญิงสาว ก่อนจะหันไปสั่งเลขาฯ คนสนิทด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ครับผม เชิญครับคุณผู้หญิง"
หมดหนทางขัดขืน เมลินจึงเดินคอตกตามโยเซฟเข้าไปในลิฟต์ แต่ไปได้แค่ชั้นที่สามสิบแปดเท่านั้น
"เชิญนั่งรอตรงนี้ก่อน อีกสิบนาทีนายจะตามขึ้นมา" โยเซฟพูดจบก็ออกไปรอเจ้านายอยู่หน้าประตู หญิงสาวจึงค่อยรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย
และพอครบสิบนาทีไม่ขาดไม่เกิน ร่างสูงของลูก้า โรมาโนก็ก้าวผ่านประตูเข้ามาราวตั้งโปรแกรมไว้ เมลินที่กำลังจะหลับเพราะหนังตาตึง หนังตาก็เริ่มหย่อนถึงกับสะดุ้งรีบลุกขึ้นยืนทันที
"เสร็จธุระของคุณแล้วเหรอ" เธอกลั้นใจถามออกไป แต่นอกจากเขาไม่ตอบแล้วยังย้อนถามกลับอีกต่างหาก
"ผมจะทำยังไงกับคุณดี"
"ทำอะไร? ไม่ต้องทำอะไรกับฉันเลย คุณมีงานก็ทำงานของคุณไปเถอะ" คนมีความผิดติดตัวตอบพลางเหลือบสายตาขึ้นมองเพดานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"คุณนี่...ดื้อไม่เข้าท่าจริงๆ" เขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาว่า เพราะเมื่อมองนัยน์ตาหวานปนเศร้าของเธอทีไรก็ใจอ่อนยวบทุกที
"คุณว่าฉันดื้อเหรอ เหอะ! ว่าไปเถอะ ไม่ระคายความรู้สึกของฉันหรอก เพราะยายด่าว่าฉันดื้อจนมีภูมิคุ้มกันแล้วล่ะ"
"เฮ้อ! เอาล่ะ ผมยอมแพ้แล้ว แต่ขอร้องล่ะอย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมเพื่อความปลอดภัยของคุณเอง วันหนึ่งมีคนเข้าคนออกคอมเพล็กซ์เป็นพันเป็นหมื่น ผมไม่สามารถการันตีได้ว่าจะกันพวกที่ตามล่าคุณไม่ให้เข้ามาได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง คุณจะต้องทำตามคำสั่งของผมโดยไม่มีข้อยกเว้น"
"โอเคๆ เรื่องวันนี้ฉันขอโทษ ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว" หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่ายพลางกะพริบตาปริบๆ พร้อมกับพนมมือขึ้นมา ซึ่งเป็นไม้ตายที่ใช้กับยายแก้วบ่อยๆ และได้ผลทุกครั้ง
"ก็ดี" เสียงทุ้มเอ่ยตอบสั้นๆ
"เห็นไหมล่ะว่าใครก็ต้องยอมให้กับท่าไม้ตายของเรา หึหึ" เมลินขยับปากพึมพำกับตัวเองเป็นภาษาบ้านเกิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามคนตัวสูง แต่ทว่าต้องชะงักไปเมื่อเห็นสายตาของเขาที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว
"เอ่อ...หน้าฉันมีอะไรติดงั้นเหรอ" เธอถามพลางลูบใบหน้าตัวเอง แต่เขาก็ยื่นมือมาจับมือบางของเธอไว้
"ไม่มีหรอก"
"ไม่มีแล้วมองทำไมเล่า"
"ก็แค่อยากมอง" ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย โดยเฉพาะดวงตางดงามราวดวงตากวาง คล้ายกับใครบางคนที่เขาเคยพบเจอ และยังหวังในใจลึกๆ ว่าจะได้พบคนคนนั้นอีกแม้จะผ่านมาสิบสามปีแล้วก็ตาม
"ฉันว่า...ฉันกลับห้องก่อนดีกว่า จะได้ไปเอาข้อมูลของแม่มาให้คุณ" เมลินรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นช่างอันตรายจริงๆ โดยเฉพาะกับหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอ ยิ่งถูกมองก็ยิ่งรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง จึงรีบหาทางหนีไปตั้งหลัก