ตอนที่ 10 สบายดีนะครับ
“วันนี้แล้วเหรอเนี่ย”
แสงจากดวงอาทิตย์ที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างโลมเลียตามกรอบหน้า ปลุกให้ฉันต้องตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน ความหนักอึ้งที่เกาะกุมบริเวณเปลือกตายังคงไม่จางหาย ฉันพยายามลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ฉันมีนัดเสนองานให้กับใครบางคน เมื่อใบหน้าของเขาคนนั้นชัดเจนอยู่ในหัวความง่วงงันก็พลันสลายหายไปทันที
ฉันรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงได้แล้ว ความรู้สึกหนึบหน่วงหัวใจก็เข้ามาเล่นงาน แม้ว่าในก้นบึ้งจะรู้สึกไม่อยากไปพบหน้ากับอีกฝ่าย เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่เข้าถาโถมและยังติดค้างในใจ เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันเผลอไปมีสัมพันธ์ด้วย มากไปกว่านั้นยังเป็นแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิท แค่เริ่มต้นก็รับรู้ได้แล้วว่าเขาคนนั้นมีแต่ป้ายคำเตือนขึ้นเต็มไปหมดว่าไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่เสี้ยว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธชะตากรรมนี้ได้อยู่ดี
เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายแต่มีสไตล์ดูไม่หรูหราและทางการเกินไปถูกฉันหยิบมาสวมใส่เพื่อปกปิดร่างกายเปลือยเปล่า ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงไม่ค่อยเป็นทรงตอนนี้ถูกม้วนให้เป็นลอน ก่อนจะแต่งแต้มใบหน้าซีดสดให้มีสีสันขึ้นมานิดหน่อย
“เฮ้อ...โอเคอยู่เนอะ”
ฉันพูดกับเงาที่สะท้อนกลับมาในกระจก รอยยิ้มขี้เล่นฉายกลับมาเพื่อเรียกความมั่นใจ การไปเสนอโปรเจคงานเครื่องมือทางการแพทย์ให้คุณวาคิมในวันนี้เกิดขึ้นด้วยความฉุกละหุก ไม่มีเวลาให้เตรียมการมากนัก ไม่มีกระทั่งสคริปต์และข้อมูล รวมถึงเวลาที่จะใช้เตรียมใจด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไม เมื่อนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่ายขนก็ลุกซู่ขึ้นมาทันทีจนรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกทั้ง ๆ ที่วันนี้ท้องฟ้าเปิดแถมแดดเปรี้ยงแท้ ๆ
เมื่อฝ่าฟันรถติดและความแออัดของเมืองหลวงมาได้ ด่านถัดไปก่อนฉันจะได้ไปเจอความหายนะอย่างแท้จริงก็คือประตูกระจกของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ขวางฉันไว้อยู่ตรงหน้า ที่นี่เป็นสถานที่ที่นัดหมายไว้ ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมา หัวใจเต้นระส่ำ อาจจะเพราะว่าความตื่นเต้นที่ฉันจะได้ทำโปรเจคใหญ่ หรือเป็นเพราะว่าเบื้องหลังระหว่างฉันกับเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน ฉันพยายามยืนสงบสติอารมณ์ไม่ให้มันแตกตื่นไปมากกว่านี้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในที่แห่งนั้น
“ขอโทษนะคะ ดิฉันมาขอพบกับนายแพทย์วาคิมค่ะ”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานกับพนักงานต้อนรับด้านหน้าที่กำลังส่งยิ้มทักทายกลับมา พร้อมกับยื่นการ์ดนามบัตรที่ชายหนุ่มได้เคยมอบมันเอาไว้ให้กับฉัน ทันทีที่หญิงสาวตรงหน้าเห็นหน้าฉันหล่อนก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที
“คุณอันนาใช่ไหมคะ เชิญเลยค่ะ ท่านรอพบคุณอยู่?”
ความจริงฉันก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เพราะการที่ฉันได้พบกับผู้บริหารโรงพยาบาลที่ขึ้นชื่อว่านัดพบได้ยากที่สุดแบบนี้ แต่สำหรับฉันกลับเข้ามาพบเขาได้ง่าย ๆ และการต้อนรับอย่างดีแบบนี้ ทำราวกับว่ามันคือเรื่องสำคัญมากขนาดนั้นเลย แต่ว่าอาจจะเป็นเพราะว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทของไอด้าก็ได้ เขาจึงดูเตรียมการเพื่อรอต้อนรับฉันไว้อย่างดิบดี
ฉันคิดหาเหตุผลมารองรับ เพราะไม่อยากจะเข้าข้างตัวเอง
“ใช่ค่ะ”
ฉันตอบรับพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานๆ ไปให้เธอ
“คุณหมอกำลังอยู่ในห้องพอดีเลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะพาขึ้นไปนะคะ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาพลางผายมือไปอีกทาง ท่าทางกิริยานอบน้อมสมกับที่เป็นพนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลเอกชนสุดหรูขนาดนี้ พนักงานต้อนรับคนสวยเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ของตนเอง ก่อนจะเดินนำฉันไปยังลิฟต์ ส่วนฉันก็ได้แต่เดินตามอย่างไม่รับรู้ชะตากรรมที่กำลังรอฉันอยู่เบื้องหน้า
ปุ่มลิฟต์ถูกกดไปที่ชั้นบนสุด ซึ่งน่าจะเป็นห้องทำงานของผู้บริหารสูงสุดของโรงพยาบาลแห่งนี้อย่างนายแพทย์วาคิม ที่นี่สวยงามหรูหราไปทุกกระเบียดนิ้วมีความรู้สึกเหมือนไม่ต่างจากโรงแรมหรู ๆ เลย แค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าชีวิตของฉันนั้นมันแตกต่างจากคนเหล่านี้มากขนาดไหน เอาง่าย ๆ คือฉันแทบจะเปรียบเป็นระดับรากหญ้าเลยเมื่อเทียบกับบุคคลเหล่านี้
ตัวลิฟต์เลื่อนขึ้นไปอย่างนุ่มนวลก่อนที่มันจะเปิดออกแล้วเผยให้เห็นห้องทำงานและห้องประชุมมากมายที่ถูกแบ่งสันและตกแต่งอย่างสวยงาม ดูแทบไม่ออกเลยว่าที่นี่คือโรงพยาบาล อารมณ์มันเหมือนกับได้มาภัตตาหารดี ๆ หรู ๆ มากกว่า ที่นี่มีทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายรวมถึงโซนที่เอาไว้ให้ใช้นั่งพักผ่อน ดูสะอาดและสบายตาต่างจากที่ทำงานของฉันอย่างลิบลับ
ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ขณะที่เดินตามหลังพนักงานคนสวยไปตามทางเดิน แอร์เย็นฉ่ำและวิวสวยงามจากมุมตึกสูงที่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนราวกับกำลังเดินอยู่บนฟ้องฟ้า ไม่นานอีกฝ่ายก็เดินนำฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่งของสุดโถงทางเดิน เป็นห้องที่มีการตกแต่งดูเป็นส่วนตัวมากที่สุด มันจึงเดาได้ไม่ยากว่านี่น่าจะเป็นห้องทำงานส่วนตัวของนายแพทย์วาคิม
มือบางเลื่อนไปเคาะประตูก่อนที่คนข้างในห้องทำงานจะส่งเสียงตอบกลับมาผ่านเครื่องขยายเสียงหน้าประตูสุดไฮเทค
“ครับ เชิญเข้ามาได้เลย”
จากนั้นพนักงานสาวต้อนรับถึงจะเปิดประตูให้พร้อมหันมายิ้มให้ฉันด้วยใบหน้าแสนเป็นมิตรพลางผายมือออกเพื่อเชิญให้ฉันได้เข้าไปด้านใน
บอกตามตรงว่ายิ่งเห็นบรรยากาศข้างในห้องฉันก็ยิ่งรู้สึกหนาวจนตัวเย็นไปหมด ไม่อยากจะเข้าไปเลย อยากจะกอดขาหญิงสาวคนสวยตรงหน้าเอาไว้ไม่ปล่อยไปไหน ฉันยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริงว่าอีกฝ่ายคือคนที่พรากความบริสุทธิ์ของฉันไป แถมยังถูกชะตาฟ้าบันดาลให้ต้องมาเสนองานโปรเจคใหญ่ให้กับอีกฝ่ายในวันนี้ด้วย
รอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้าของฉันอย่างฝืนใจเพื่อขอบคุณพนักงานสาวตรงหน้า ปากบอกไหว แต่ข้างในไม่โอเคสุดๆ ก่อนที่ฉันจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
อีกฝ่ายกำลังนั่งมองมาที่ฉันอยู่แล้ว พร้อมกับส่งรอยยิ้มแสนเป็นมิตรมาให้ฉัน ส่วนฉันก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับไป แม้ในใจจะไม่รู้สึกยินดีที่ได้พบกับอีกฝ่ายเลยก็ตาม
เขาอยู่ในชุดเสื้อกาวน์เป็นทางการ ท่าทางและลุคของเขาแตกต่างจากที่ฉันเจอเมื่อไม่กี่วันก่อนมาก ทรงผมถูกเสยขึ้นเผยกรอบหน้าที่ชัดเจนให้ความรู้สึกถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำ ต่างจากวันนั้นที่เขามากับไอด้าในสไตล์ที่ดูสบาย ๆ เหมือนลูกนักธุรกิจหนุ่มทั่วไป และในตอนนี้เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายฉันก่อน
“สวัสดีครับคุณอันนา”
“สวัสดีค่ะ”
แม้ว่าตอนนี้ฉันจะไม่ได้รู้สึกอึดอัดกดดันมากขนาดนั้น แต่ก็ยังรู้สึกหวั่น ๆ อย่างบอกไม่ถูกอยู่ดี ฉันพยายามบังคับท่าทางสีหน้าให้เป็นปกติและไร้ซึ่งความเป็นพิรุธเท่าที่จะสามารถทำได้ นายแพทย์วาคิมก็ได้แต่มองมาด้วยรอยยิ้มพลางบอกให้ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขาทันที
“รอนานหรือเปล่าคะ”
เพื่อให้ตัวฉันเองรู้สึกไม่เกร็งจนทำอะไรไม่ได้ ฉันจึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน อย่างน้อยก็ช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง แม้จะนิดหน่อยก็ตามที
“ไม่นานครับ สบายดีนะครับ”
ชายหนุ่มตรงหน้าเองก็ยังสามารถต่อบทสนทนาของฉันได้อย่างลื่นไหลเช่นกัน ดูเหมือนจะมีแต่ฉันที่ยังทำตัวเหมือนวัวสันหลังหวะสินะ
“สบายดีค่ะ เอ่อ…”
ฉันตอบกลับอีกฝ่าย ก่อนที่จะเริ่มเข้าประเด็นทันที
รีบ ๆ เสนองานจะได้รีบจบ ๆ ไป ฉันยื่นเอกสารเครื่องมือแพทย์ส่งให้เขาโดยที่ไม่ยอมเงยหน้าไปมองอีกฝ่ายเลย แต่เมื่อเขาไม่รับเอกสารจากมือฉันไว้ ทำให้ฉันต้องละสายตาขึ้นไปมองที่ใบหน้าคมคายของนายแพทย์วาคิมที่กำลังมองทุกการกระทำของฉันอยู่
“เอกสารเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ล่าสุดค่ะ”
รอยยิ้มแสนปลอมเปลือกฉายขึ้นบนใบหน้าของฉัน แน่อยู่แล้ว เพราะฉันไม่ได้อยากจะทำงานนี้ตั้งแต่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแล้ว
“ครับ”