SOMEBODY 22
*****************************
“...”
ฉันที่ดิ้นเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของชินต์นั้นก็หยุดดิ้นทันทีเมื่อเขาก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างฉันเบาๆ มันใกล้มากจนริมฝีปากของเขาโดนใบหูฉันเล็กน้อย
ฉันรีบผลักเขาออกทันทีเพราะไม่อยากเข้าใกล้เขาแล้วทำให้ตัวเองรู้สึกวูบวาบแบบนี้ เราสองคนไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต้องมาเข้าใกล้กันมากขนาดนี้
อย่าลืมนะว่าเขามองฉันเป็นลูกของเจ้านายเพราะงั้นเขาไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับลูกเจ้านาย
“ไปขึ้นรถเหอะเดี๋ยวไปส่ง” ชินต์ชี้ไปที่รถตู้คันสีดำเงา ถ้าฉันไม่ยอมไปยังไงเขาก็ต้องให้ฉันไปให้ได้
ฉันรู้นิสัยของชินต์ดี เขาเป็นคนที่ถ้าได้รับคำสั่งอะไรแล้วก็จะทำหน้าที่นั้นได้เป็นอย่างดี อีกอย่างฉันก็ไม่อยากให้เขามีปัญหากับพ่อด้วย
ต่อให้จะโกรธเขาเรื่องที่เขาเมินฉันมาหลายปีก็เถอะแต่ฉันก็ไม่อยากเห็นเขาถูกพ่อต่อว่าหรอกนะ ฉันถอนหายใจก่อนจะยอมเดินขึ้นรถไปกับชินต์อย่างจำใจ
ฃสุดท้ายก็ต้องยอมให้เขาอีกตามเคย นี่ก็งงเหมือนกันนะว่าทำไมลูกน้องถึงกล้ามาสั่งลูกเจ้านายแบบนี้ได้
แต่ฉันก็ยอมให้แค่ชินต์เท่านั้นแหละ เพราะลูกน้องของพ่อคนอื่นไม่กล้ามาออกคำสั่งกับฉันหรอก
ชินต์เปิดประตูรถให้ฉันแล้วโค้งคำนับให้เล็กน้อย ฉันมองหน้าเขาก็เห็นว่าเขาอมยิ้มออกมาที่มุมปากเหมือนดีใจที่ฉันยอมขึ้นรถมากับเขาดีๆ
ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะยอมเขาหรอกนะ แต่ถ้าไม่ทำยังไงแล้วเขาก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้ฉันขึ้นรถมากับเขาให้ได้อยู่ดี ฉันจะยอมเขาก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ
แต่ก็อดยอมรับไม่ได้เหมือนกันนะว่าการที่ชินต์กลับมาทำตัวเหมือนเดิมกับฉันมันทำให้ฉันดีใจมากเลยล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำเย็นชากับฉันตอนไหนเหมือนกัน
“จอดหน้ามหาลัยนะไม่ต้องขับไปส่งที่หน้าคณะ”
ฃฉันบอกก่อนที่คนขับรถจะเลี้ยวเข้ามหาลัย ชินต์หันหน้ามามองฉันแล้วหันไปพูดกับคนขับรถทำให้คนขับเลี้ยวรถเข้าไปในมหาลัยฉันทันที
นี่ไม่ฟังคำสั่งที่ฉันพูดไปเลยเหรอ อีกอย่างชินต์เป็นแค่ลูกน้องพ่อเหมือนกันทำไมต้องเชื่อฟังเขาทุกอย่างแบบนี้ด้วย ก็ถ้าจะทำกันแบบนี้ก็ให้ฉันก้มหัวให้เลยมั้ย
“ไม่ได้ยินที่ฉันบอกเหรอว่าให้จอดที่หน้ามหาลัยน่ะ?”
“ได้ยินแต่ไม่ทำตาม” ชินต์หัวเราะอย่างชอบใจที่ได้แกล้งฉัน
เมื่อก่อนไม่เห็นอยากเข้าใกล้หรืออยากยุ่งกับฉันเลยนี่แล้วทำไมตอนนี้ถึงอยากแกล้งฉันล่ะ
ยอมรับเลยนะว่าการที่เจอชินต์แบบนี้มันทำให้ฉันดีใจมากเพราะฉันอยากให้เขามาหาฉันแต่เขาเหมือนหลบหน้าฉันตลอดเวลาเลย
เวลาที่ฉันกลับบ้านเขาก็จะไม่มาให้ฉันเจอแบบนี้มันน่าน้อยใจมั้ยล่ะทั้งที่เคยสนิทกันมาก่อนแต่กลับกลายเป็นคนที่ห่างไกลกันซะอย่างนั้น
รถมาจอดที่หน้าคณะทำให้ฉันถอนหายใจที่ชินต์ไม่ยอมฟังฉันเลย เขาชอบออกคำสั่งกับฉันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ฉันกำลังจะรถจากรถแต่เขาก็เดินลงไปก่อน ทำให้ฉันขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความงุนงงว่าเขาจะลงจากรถทำไม
ชินต์เปิดประตูรถให้ฉันแล้วก็แย่งกระเป๋าในมือฉันไปถือเอาไว้อย่างถือวิสาสะ อะไรของเขาทำแบบนี้ทำไมมาส่งแล้วก็กลับไปสิ
ฉันกำลังจะร้องห้ามแต่ก็ทำไม่ได้เพราะที่นี่คนเต็มไปหมด ฉันจำใจยอมเดินตามชินต์ที่เดินไปส่งฉันที่ห้องเรียนเงียบๆ
ฉันมองแผ่นหลังของเขาที่เดินนำหน้าฉันไปแล้วก็เผลอยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ชินต์หยุดเดินกะทันหันทำให้หัวฉันทิ่มบนหลังเขาจนเกือบหงายหลังล้มไปแต่ชินต์ก็คว้ามือฉันเอาไว้ได้ทัน
พอเรามองสบตากันแบบนี้มันก็ทำให้เรื่องราวต่างๆ ของเราสองคนที่เคยมีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันผุดขึ้นมา พอได้สติฉันก็ดึงมือตัวเองออกจากมือของคนตรงหน้าไม่อยากนึกถึงวันเก่าๆ ที่มันผ่านมาแล้ว
“หยุดเดินทำไมไม่บอก”
ฉันต่อว่าที่เขาหยุดเดินเอาดื้อๆ แบบนี้ ชินต์ยื่นกระเป๋าส่งคืนให้ฉันเมื่อถึงหน้าห้องแล้ว เขารู้ได้ยังไงว่าฉันเรียนอยู่ที่ห้องไหน
ฉันรับกระเป๋ามาจากมือเขาแล้วเดินเข้าห้อง แต่ก่อนจะเดินเข้าห้องชินต์ก็จับมือฉันเอาไว้ก่อนทำให้ฉันต้องหันไปมองหน้าเขาที่มองหน้าฉันอยู่ก่อนแล้ว
“เลิกเรียนเดี๋ยวมารับ”
ชินต์ยิ้มบางให้ฉันแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายออกห่างจากฉันไปเอง
ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรเหมือนกันต้องการอะไรจากฉันด้วย หรือพ่อส่งเขาให้มาป่วนฉันเหรอ
“ไม่ต้องหรอกฉันกลับเองได้” ฉันบอกปฏิเสธไม่อยากให้ชินต์เข้ามายุ่งกับชีวิตส่วนตัวของฉันมากเกินไป
ตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปแล้ว เขาจะกลับมาหาฉันตอนนี้มันก็คงไม่ทันแล้วล่ะ เพราะในใจฉันไม่ได้มีเขาแล้ว
ตอนที่ฉันต้องการเขาเขากลับหายไปปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ตอนนั้นน่ะเขาใจร้ายกับฉันมากเลยนะ พออยากจะกลับมาก็กลับงี้เหรอตลกไปป่ะ แค่ฉันยอมคุยกับเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว
“ก็บอกว่าจะมารับ” พูดจบเขาก็ปล่อยมือฉันแล้วเดินออกไปด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
ไม่ชอบเลยไอ้นิสัยที่ชอบออกคำสั่งกับฉันแบบนี้อ่ะ ฉันเดินหน้าบึ้งเข้ามาในห้องก็เห็นตุ๊กตากับแม็กนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว พอเห็นว่าฉันอารมณ์ไม่ดีก็ทักขึ้นมาทันที
“ทะเลาะกับพี่คิณณ์มาเหรอ?” ตุ๊กตาเป็นคนพูดเปิดประเด็น
ทำไมจะต้องคิดว่าฉันทะเลาะกับพี่คิณณ์ด้วยล่ะ หรือว่าเรื่องที่ทำให้ฉันอารมณ์ไม่ดีได้จะต้องมีแต่เรื่องของพี่คิณณ์อย่างเดียวเหรอ
ที่จริงเรื่องพี่คิณณ์ก็มีส่วนเหมือนกัน แต่เรื่องของชินต์มีส่วนมากกว่า เขาก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งแต่เขาก็ชอบที่จะออกคำสั่งกับฉันและไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ฉันต้องทำตามที่เขาบอกทุกอย่างเลย
แต่ก็อดยอมรับไม่ได้เหมือนกันนะว่าที่ฉันยอมทำตามที่เขาบอกเป็นเพราะฉันเชื่อใจเขา ฉันมันเป็นคนที่เชื่อใจคนง่ายและให้ใจคนง่ายเหมือนกัน
แต่สุดท้ายความไว้ใจและความเชื่อใจก็ถูกทำลายตลอด ไม่ว่าใครที่เข้ามาหาฉันก็มีแต่ทำให้ฉันต้องเสียใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชินต์หรือพี่คิณณ์
“พี่ลิซคะ”
ฉันที่นั่งฟุบหน้าลงที่โต๊ะเพราะไม่อยากตอบคำถามของเพื่อนก็เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นจัสมินที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน เธอใช้หน้ากากอนามัยปิดหน้าเหมือนว่าเธอไม่สบาย
จริงสิเมื่อวานเธอบอกเพื่อนให้มาบอกนี่ว่าลาป่วย และไม่ได้เข้าซ้อมหลีดด้วย ฉันมองที่ข้อมือของเธอที่ตอนนี้มีผ้าพันแผลพันเอาไว้อยู่ เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นกับเธออย่างนั้นเหรอ
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” ฉันถามอย่างเป็นห่วง
เมื่อวานฉันก็โทรหาเธอนะเห็นเธอบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็เลยไม่ได้โทรไปถามอีก แต่ดูจากสภาพของเธอตอนนี้ดูแย่ยังไงไม่รู้
ถ้ายังไม่หายก็ไม่น่าจะมาเรียนนะลาไปก่อนก็ได้นี่ ฉันก้มมองข้อมือของเธอที่มีผ้าพันแผลเอาไว้แผลแบบนี้มันทำให้เข้าใจไม่ยากหรอกว่าไปโดนอะไรมา
“นั่งก่อน” ฉันลุกจากเก้าอี้ให้จัสมินนั่งเหมือนเธอจะยืนไม่ไหว
“ขอบคุณค่ะ”
“สำออย” ตุ๊กตาพูดจิกกัดจัสมินเหมือนยัยนี่ไม่ชอบหน้าน้องยังไงไม่รู้
ฉันก็งงนะว่าจัสมินไปทำอะไรให้มันไม่ชอบหรือเปล่าเพราะดูมันจะมีอคติกับน้องมากเลยนะ รุ่นน้องคนอื่นก็ไม่เห็นว่ามันจะอะไรเลยก็มีแต่จัสมินนี่แหละที่มันตั้งแง่กับน้องอยู่ได้
ฉันส่ายหัวให้เพื่อนแล้วหันมาพูดกับจัสมินที่ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้ามองหน้าตุ๊กตา
“แล้วนี่อาการไม่ดีขึ้นจะมาเรียนทำไม”
จัสมินตาแดงน้ำตาคลอเหมือนจะร้องไห้ ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรทำไมถึงต้องร้องไห้ออกมาแบบนี้ ฉันมองหน้าแม็กกับมองหน้าตุ๊กตาก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“หนูรู้สึกผิดค่ะ” จัสมินเริ่มสะอื้นร้องไห้ออกมา นั่นยิ่งทำให้พวกฉันงงหนักเข้าไปอีกว่าเธอเป็นอะไรแล้วรู้สึกผิดอะไร
“รู้สึกผิดอะไรของเธอ?”
ตุ๊กตาที่เห็นว่าจัสมินร้องไห้ออกมาแบบนี้มันก็ทำหน้าหงุดหงิดแล้วกระแทกเสียงถาม ก็เห็นว่าน้องร้องไห้ยังจะทำหน้าตาชวนหาเรื่องอีก เพื่อนฉันคนนี้มันยังไงนะทำไมเป็นรุ่นพี่ที่น่ากลัวแบบนี้
“ถ้าหนูบอกพี่ลิซสัญญากับหนูได้มั้ยคะว่าจะไม่โกรธหนู?”
ทำไมฉันจะต้องโกรธด้วย อีกอย่างเราสองคนก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่จะมามีความลับกันไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ฉันไม่โกรธหรอกเพราะฉันขี้เกียจที่จะต้องมาจำเรื่องงี่เง่าด้วย
“ลองบอกมาก่อนสิ”
“หนูกับพี่คะ...”
ครืด!!!
เสียงมือถือฉันดังขึ้นมาซะก่อนที่จัสมินจะได้พูดอะไร ฉันเดินออกมาก่อนจะกดรับสายจากพี่คิณณ์ที่โทรเข้ามาพอดี เลยทำให้ไม่รู้เลยว่าเมื่อกี้จัสมินกำลังจะพูดอะไร
“มีอะไรคะพี่คิณณ์?”
“เลิกแล้วพี่ไปรับนะ”
เสียงลมกระแทกเข้ามาในสายทำให้รู้ว่าตอนนี้พี่คิณณ์กำลังขับรถอยู่ และดูท่าว่าเขาน่าจะกำลังมาหาฉันอยู่แน่ๆ อะไรของเขาเนี่ยอยากจะมาก็มา ไม่อยากมาก็หายไปดื้อๆ เลย
ตอนที่ฉันต้องการเขาเขากลับไม่อยู่ให้ฉันต้องการ แต่พอทำเป็นไม่สนใจก็อยากจะมาเอาใจฉันซะอย่างนั้น
“ไม่ทำงานแล้วเหรอคะ?”
ฉันถามเพราะเห็นว่าปกติแล้วเขาเลือกงานมากกว่าฉันอยู่แล้ว แต่ทำไมวันนี้ถึงอยากเลือกฉันขึ้นมา หรือเป็นเพราะว่าอยากไถ่โทษเรื่องเมื่อวานที่ไม่ได้มารับฉันเพราะมัวดูแลคนอื่นอยู่
ที่จริงก็อยากจะพูดประชดอยู่หรอกแต่ก็เลือกที่จะไม่ทำเพราะขี้เกียจมานั่งทะเลาะด้วย แค่นี้ฉันก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว
“พอดีวันนี้เลิกเร็วเอาไว้เจอกันที่เดิมนะ”
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไรพี่คิณณ์ก็กดตัดสายไปแล้ว ฉันเดินมาหาจัสมินเพื่อจะถามว่าเมื่อกี้เธอกำลังจะบอกอะไรฉัน แต่แล้วเธอก็ปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้บอกว่าไม่มีอะไร
เธอแค่คิดมากไปเองมันไม่ได้มีอะไรสำคัญหรอก ฉันก็งงน่ะสิ กะว่าจะถามต่อแต่ก็ไม่กล้าก็เลยพยักหน้าอย่างเดียว
“หนูคิดมากไปเองค่ะ ที่หนูบอกว่ารู้สึกผิดเพราะว่าเมื่อวานหนูไม่ได้มาซ้อมกับเพื่อนๆ กลัวจะทำออกมาไม่ดี”
ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าเธอจะหมายถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อกี้เหมือนเธอกำลังจะพูดถึงพี่คิณณ์แต่พี่คิณณ์ดันโทรเข้ามาซะก่อน อยากจะถามเหมือนกันว่าพี่คิณณ์ไปทำอะไรให้เธอ
ฉันคิดว่าฉันควรจะไปถามพี่คิณณ์เองดีกว่า ต่อให้จะได้คำตอบที่โกหกแต่มันก็ยังได้ยินจากปากของแฟนเราไม่ใช่เหรอ
“หนูขอตัวก่อนนะคะเย็นนี้เจอกันนะคะพี่ลิซ”
“โทษทีที่ต้องทำให้เธอผิดหวังวันนี้ลิซไม่ได้อยู่ดูเธอซ้อมหรอกนะ”
ตุ๊กตาพูดแทนฉันขึ้นมา เพราะเมื่อวานฉันอยู่ดูน้องๆ ซ้อมแล้ว วันนี้ก็เลยไม่ต้องอยู่เพราะจะมีเพื่อนอีกกลุ่มมาดูแลน้องแทน
“พอดีพี่คิณณ์จะมารับลิซจ๊ะ”
“พี่คิณณ์เหรอคะ?”