“คุณปานอย่านั่งเงียบสิครับ บอกทางด้วย” คนคิดเพลินสะดุ้งราวถูกจับผิดได้ รีบปรับสีหน้าแล้วบอกทางเขาไป
“เลี้ยวซ้ายข้างหน้าค่ะ”
“อ้าว เฮ้ย อะไรวะ” กวีวัธน์ชะลอรถเมื่อรู้สึกได้ว่าล้อรถของเขาไม่ปกติ
“รถเป็นอะไรไปคะวัธน์” สุรมณถามคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดด้านข้าง
“ผมลงไปดูก่อนนะครับ” ชายหนุ่มเปิดประตูออกไปยืนมองล้อรถของตัวเอง ซึ่งมันค่อยๆ แฟบลงอย่างน่าสงสัยทั้งสี่ล้อ เห็นแล้วก็ต้องทุบตัวรถอย่างโมโหก่อนจะเดินกลับขึ้นมาบอกสองสาวให้รับรู้
“ใครเล่นพิเรนทร์ก็ไม่รู้ครับ ถูกโรยตะปูไว้บนถนน”
‘พี่ปาล์ม!’ เชิญขวัญหันไปมองหน้าสุรมณแบบไม่ต้องนัดหมายกัน เป็นอันว่าสองสาวรู้ตัวคนทำแบบเงียบๆ
“คุณปาน”
“คะ” คนถูกเรียกสะดุ้งแล้วสะดุ้งอีก มองเขาแบบยิ้มอ่อนๆ
“คุณโทรให้รถที่บ้านมารับเราหน่อยดีไหม”
“เอ่อ ค่ะ” หญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาพี่ชายในทันที
“บอกไปว่ารถไม่ว่าง” เชิญภพกรอกเสียงใส่โทรศัพท์พร้อมรอยยิ้ม เมื่อคนของเขาทำงานสำเร็จ
“หา”
“ไม่ต้องมาหา เดี๋ยวให้รถของตาช่วยแล่นผ่านไปทางนั้นแล้วปานก็ทำเหมือนโบกรถกลับบ้านเข้าใจไหม พี่จะได้ให้คนเก็บตะปูออกจากถนนด้วย”
“อ่าค่ะ” เชิญขวัญกดวางสายแล้วหันมายิ้มให้คนทั้งคู่
“รถที่บ้านไม่ว่างแล้วค่ะ พี่ปาล์มเอาออกไปทำงานคนของปานก็ให้คนเอาไปเช็กสภาพที่ศูนย์เมื่อเช้า”
“อ้าว แล้วเรื่องหย่าล่ะคุณปาน” กวีวัธน์หน้ามุ่ยทันที
“ใจเย็นๆ ค่ะวัธน์ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น เรากลับบ้านก่อนดีไหมคะร้อนแดดด้วย ส่วนเรื่องหย่าเอาไว้พรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ คุณปานเองก็ไม่ได้ไปไหนก็อยู่บ้านตลอดนี่คะ” สุรมณช่วยพูดให้เขาใจเย็นขึ้น
“เสียเวลาหมดเลย แล้วนี่เราจะกลับบ้านกันยังไงคุณปาน” กวีวัธน์เคาะพวงมาลัยเร็วๆ เพราะขับมาตลอดทางแทบไม่เห็นรถแล่นสวนกันสักเท่าไหร่เลย
“เอ่อ คือคงต้องโบกรถค่ะ” เชิญขวัญบอกเสียงอ่อยแล้วเปิดประตูลงมายืนข้างตัวรถ ตามด้วยกวีวัธน์กับสุรมณ
ไม่เกินสามนาทีรถอีแต๋นขนผักของตาช่วยคนงานอีกคนของเชิญภพก็แล่นเอื่อยๆ มาบนถนนตามคำสั่งของเจ้านาย เชิญขวัญก็เล่นตามบทบาทรีบยกมือขึ้นโบก
“อ้าว หนูปานรถเป็นอะไรไปครับนั่น” ตาช่วยก็เข้าใจเล่นบทสมทบได้ดีเยี่ยม เชิญขวัญกลอกตาใส่แบบรู้กัน
“รถเหยียบตะปูหมาแถวนี้ที่มันแอบมาโรยไว้น่ะตาช่วย”
“หมาเหรอครับ แฮะๆ” คนโรยตะปูตัวจริงกระอักเล็กๆ
“ปานขอติดรถตาช่วยไปลงที่บ้านหน่อยสิ มีเพื่อนด้วยสองคน”
“ตามสบายเลยหนูปาน จะนั่งหน้าหรือหลังดีล่ะ”
“คุณสุนั่งหน้านะคะ เดี๋ยวปานกับคุณวัธน์นั่งหลังเอง” เชิญขวัญมองที่นั่งข้างคนขับแล้วคงจะแคบเกินไปสำหรับสองคน อีกอย่างจะให้เธอนั่งแล้วให้กวีวัธน์กับสุรมณไปขึ้นด้านหลังก็กลัวจะลำบากฝ่ายหญิง
“ได้ค่ะคุณปาน”
กวีวัธน์ช่วยจับเอวของคนรักยกขึ้นนั่งด้านหน้า ส่วนตัวเขากับเชิญขวัญก็ไปขึ้นด้านหลัง เศษผักยังมีหล่นเกลื่อนอยู่ให้เห็น พื้นก็ยังเปียกชื้นอยู่จนนั่งไม่ได้ ทั้งคู่เลยจำต้องยืนไปตลอดทาง
ลมพัดเย็นๆ คนขับก็ไม่เร่งรีบ เชิญขวัญเกิดความรู้สึกสงสารชายหนุ่มที่ยืนพิงหลังกับข้างกระบะไม้ เพื่อความรักของพี่ชายถือเสียว่าเขาคือคนอื่นก็แล้วกัน หญิงสาวพยายามคิดปลอบใจตัวเอง
“คุณปานแล้วรถของผมล่ะจะมีคนเอาไปเข้าอู่ให้ไหม” เขาถามแต่อีกคนก็เงียบประหนึ่งกำลังเล่นเอ็มวีท้าสายลม
“คุณปาน!”
“ค...คะ” คนถูกตะโกนใส่หันมามองเขาแบบงงๆ
“ผมถามว่ารถของผมจะมีคนเอาไปเข้าอู่ให้ไหม” กวีวัธน์เพิ่มความดังของเสียงเพราะถูกเสียงเครื่องยนต์กับสายลมกลบจะแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“มีค่ะ เดี๋ยวปานจะโทรบอกคนให้ไปเอารถคุณเข้าซ่อมเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ขืนบอกว่าพี่ชายจัดการแล้วก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ หญิงสาวเลยแกล้งกดโทรศัพท์หาพี่ชายแทน
“น้าอ๋องนี่ปานเองนะ ไปเอารถของแขกปานที่จอดยางแบนตรงทางสามแยกเข้าอู่ซ่อมให้หน่อยนะคะ” คำพูดแรกที่พูดทำเชิญภพนิ่วหน้า ก่อนจะเข้าใจได้ในประโยคถัดมา
“ค่ะ พอดีปานโบกรถตาช่วยพาเพื่อนกลับบ้าน น้าอ๋องอย่าลืมไปเอารถเข้าอู่นะคะ”
“เออ น้าอ๋องออกไปแล้วเมื่อกี้นี้ยัยปาน” คนเป็นพี่ชายขำเล็กน้อยคิดว่าน้องสาวคงไม่ได้อยู่เพียงลำพังอย่างแน่นอน
“ค่ะขอบคุณค่ะน้าอ๋อง” กดวางสายแล้วหันไปยิ้มจืดๆ ให้เขา
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณวัธน์”
“อืม อากาศที่นี่ดีเหมือนกันนะ ต้นไม้เยอะดีดูร่มรื่น”
“ค่ะ ปานชอบที่นี่มาก พี่ปาล์มก็ชอบแซวบ่อยๆ ว่าถ้าแต่งงานไปแล้วจะกล้าย้ายไปอยู่กับสามีเหรอ เพราะบ้านเราน่าอยู่ขนาดนี้” เส้นผมของคนพูดปลิวว่อนตามแรงลม ใบหน้าอันสดใสแหงนมองท้องฟ้าสีคราม เบื้องหลังคือภาพซ้อนของต้นไม้ที่ออกจะเบลอไปตามความเร็วของรถ
กวีวัธน์เพิ่งมีโอกาสมองหญิงสาวในอีกมุมหนึ่ง เขาอมยิ้มนิดๆ ที่เชิญขวัญมองท้องฟ้ากับวิวรอบข้างอย่างสบายอารมณ์ ผู้หญิงคนนี้ไม่แต่งหน้าใส่เสื้อยืดสีขาวคอกลมกับกางเกงยีนหนึ่งตัว รองเท้าผ้าใบสีกรม สะพายกระเป๋าข้างงานฝีมือขนาดกะทัดรัด ทุกอย่างเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์แบบน่าสนใจ มือที่จับขอบกระบะไม้เลื่อนมากอดอกแล้วลอบมองคนตรงหน้าอยู่เป็นระยะ
ส่วนคนถูกแอบมองนั่นใช่ว่าเธอกำลังจะมีความสุขกับสายลมและทิวทัศน์ แต่เธอกำลังนึกถึงเหตุการณ์กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่ได้ ทำให้ไม่อาจมองสบสายตากับกวีวัธน์ได้โดยตรงจึงแสร้งมองโน่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งรถแล่นมาจอดอยู่หน้าบ้านที่เงียบจนผิดปกติ
“ขอบคุณตาช่วยมากนะที่มาส่งปานกับเพื่อน”
“ไม่เป็นไรครับหนูปาน” ตาช่วยยักคิ้วให้อย่างรู้กัน ก่อนจะขับรถอีแต๋นของแกกลับออกไป
“งั้นสุขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะวัธน์ ร้อนแดด” สาวกรุงอย่างสุรมณรีบปลีกตัวเพราะมีบางเรื่องให้น่าเป็นห่วงกว่า
“สุเป็นอะไรดูซึมๆ ว่าไหมคุณปาน”
“ไม่รู้สิ” เชิญขวัญตอบแล้วก็มองไปรอบๆ เพื่อหาตัวต้นเหตุของเรื่อง พี่ชายเธอทำได้แนบเนียนมาก แม้แต่รถของเธอก็ไม่จอดอยู่ในบ้าน ตึ๊ง! เสียงข้อความไลน์ดังขึ้นหญิงสาวรีบกดโทรศัพท์มือถือดู
‘พี่จะเข้าไปพาสุออกทางหลังบ้าน ปานช่วยทำยังไงก็ได้อย่าให้คุณวัธน์เข้าบ้านตอนนี้’
‘งานเข้าปานตลอด’ หญิงสาวพิมพ์ข้อความแล้วส่งกลับไป