อากาศในโรงเรือนนั้นร้อนอบอ้าวน้อยลงทุกที หลี่ซินเหมยมิทันได้สังเกตว่าตนเองนั้นทำงานล่วงเวลามาได้สักพักแล้ว ดวงตะวันที่เคยแผดเผาเนื้อนวลคล้อยต่ำลง และอีกไม่นานก็คงจะเหลือเพียงแค่ความมืดมิด และดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี
“คิดอะไรอยู่หรือซินเหมย”
อาเหยียนเอ่ยทัก เขายืนจ้องมองหลี่ซินเหมยอยู่บริเวณประตูมาได้สักพักแล้ว แต่นางกลับจมอยู่ในความคิดของตน จนมิทันสังเกตว่าเขายืนอยู่มิห่างนัก
“คิดถึงเรื่องในอดีต”
นางมัดปากถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์อย่างแน่นหนา ก่อนจะยกขึ้นเก็บบนชั้นไม้ตามเดิม
“บางเรื่องก็ไม่ควรคิด” อาเหยียนเอ่ยเตือน แม้จะมิทราบความเป็นมาของนางและครอบครัว แต่ก็พอจะเดาว่าสาวน้อยกำลังรู้สึกมิค่อยสบายใจนัก
“ซินเหมยทราบดี แต่บางครั้งก็อดระลึกถึงมิได้”
นางฝืนยิ้มให้กับอาเหยียน หลายวันมานี้เขาพิสูจน์แล้วว่าเป็นบุรุษที่ไว้ใจได้ หลี่ซินเหมยจึงลดกำแพงความรู้สึกและเริ่มมอบไมตรีตอบกลับตามสมควร
“เลยเวลาเลิกงานมาได้สักพักแล้ว แต่ข้าเดาว่าเสียงระฆังบอกเวลาคงมิดังมาถึงในโรงเรือน จึงรีบแวะเวียนมาบอกเจ้าให้เตรียมตัวกลับบ้าน”
รูปร่างสูงใหญ่โผล่เข้ามาในโรงเรือนเพียงครึ่งตัว ท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า และสำนึกได้ว่าไม่สมควรเข้าใกล้สาวงามให้มากจนเกินความเหมาะสม
“อีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว ข้าทำงานเพลินไปจริง ๆ” หลี่ซินเหมยบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น และนั่นทำเอาบุรุษอารมณ์ดีอย่างอาเหยียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ล้างหน้าล้างตาแล้วไปรอที่ศาลา ข้าต้องตรวจสอบงานอีกนิดหน่อย แล้วจึงจะไปส่งเจ้าได้”
อาเหยียนไม่ยอมให้โฉมงามหนึ่งเดียวของแปลงผักหลวงปฏิเสธ เขาบอกว่าหากมิอนุญาตให้ไปส่งกันในฐานะสหาย ก็ขอใช้สิทธิ์หัวหน้าคนสวน ในการทำหน้าที่ดูแลลูกน้องให้ปลอดภัยดี
อาเหยียนทันได้เห็นสายตาโศกเศร้าของคุณชายที่เพิ่งจะเดินมาถึงโรงเรือน ทว่าแค่ชั่วพริบตาเดียว คุณชายสกุลโจวก็กลับมาร่าเริง มีลักษณะคล้ายกับคุณชายชอบแกล้งผู้อื่นดังเดิม
“วันนี้เสร็จงานช้า พี่เหยียนเหนื่อยหรือไม่”
โจวเล่อเทียนยิ้มกว้างสอบถาม เพิ่มความสงสัยให้กับเหล่าคนสวนที่มาใหม่ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณชายและหัวหน้าคนสวนเป็นอย่างไรแน่
“ไม่เหนื่อยขอรับ” อาเหยียนยิ้มตอบ รักษาน้ำใจของคุณชายที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสหายต่างวัย
บิดาของอาเหยียนคือหัวหน้าคนสวนรุ่นก่อน เขากับคุณชายโจวอายุห่างกันถึงสี่ปี ทว่าได้รับคำสั่งให้อยู่เล่นเป็นเพื่อนคุณชายมาโดยตลอด ทั้งคู่จึงนับถือกันเป็นพี่น้องมากกว่าคุณชายและลูกของคนสวน จนกระทั่งเวลาและเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน
“ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน พี่เหยียนไม่ต้องทำตัวห่างเหินนักก็ได้”
คุณชายโจวเล่อเทียนใช้ผ้าสะอาดซับเหงื่อหยดเล็ก ๆ บริเวณลำคอ ขณะเดินตามบุรุษรูปร่างกำยำที่เปลือยกายท่อนบนตรงไปยังแปลงผัก
โจวเล่อเทียนอิจฉาและอยากจะมีรูปร่างเช่นนั้นบ้าง...
“ไม่ได้หรอกขอรับ คุณชายคือเจ้านาย ข้าเป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา ให้ทำตัวตีเสมอนายคงจะไม่เหมาะสมนัก” อาเหยียนหันมากล่าวพร้อมกับยิ้มจาง ๆ
“แต่พี่เหยียนเป็นสหายคนเดียวของข้า” โจวเล่อเทียนรีบแย้ง แม้จะห่างหายกันนานกว่าหกปี แต่เขาก็ยังถือว่าอาเหยียนนั้นเป็นสหายมิต่างจากเดิม
“ข้าทำให้คุณชายเกือบต้องตายเมื่อหลายปีก่อน อาเหยียนคงไม่กล้านับท่านเป็นสหายอีก”
เขาเร่งตะโกนออกคำสั่งคนงานให้จัดการเก็บเครื่องมือ โดยเฉพาะของมีคม การลดความเสี่ยงในการทำงานก็เป็นอีกเรื่องที่หัวหน้าคนสวนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก
“นั่นเพราะข้าดื้อดึงและเอาแต่ใจจนเกิดเรื่องต่างหาก”
โจวเล่อเทียนฝากให้อดีตสหายยามยังเยาว์ ช่วยดูแลหลี่ซินเหมยจนกว่าแผลที่มือจะหายดี ก่อนจะรีบกลับเข้าบ้าน ไม่อยู่รบกวนหัวหน้าคนสวนให้ต้องลำบากใจอีก
คุณชายโจวเล่อเทียนอายุได้เพียงห้าขวบก็เริ่มมีการป่วยกระเสาะกระแสะ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก เขามักจะถูกขังให้อยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัด
ทว่าบ่ายวันหนึ่งคุณชายโจวที่เพิ่งจะอายุย่างเข้าสิบสองปีดี กลับขอร้องแกมบังคับอาเหยียน ลูกชายหัวหน้าคนสวนวัยสิบหกปีให้พาหนีไปเที่ยวในเมือง ยามนั้นคนหนึ่งยังเยาว์และอีกคนหนุ่มแน่นคึกคะนอง จึงไม่รู้ว่าเรื่องใดสมควรหรือไม่สมควรกระทำ
จนกระทั่งคุณชายโจวเป็นลมล้มพับหน้าร้านขายยาในเมืองเฉินหยาง
โจวเล่อเทียนอาการหนักจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ทว่ายังโชคดีที่ได้เจ้าของร้านขายสมุนไพรช่วยเหลือเอาไว้ ยามนั้นเขาป่วยหนัก นอนติดเตียงนานเกือบสองเดือน พอฟื้นคืนสติก็พบว่าทั้งอาเหยียนและบิดาก็ถูกย้ายไปประจำสวนของสกุลโจวที่อยู่อีกเมืองแล้ว
คุณชายโจวต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
“คุณชายดู...อยากจะสนิทสนมกับหัวหน้าคนสวนมากเป็นพิเศษ” หนึ่งในสามคนสวนที่มาใหม่กระซิบเบา ๆ ทว่าก็ไม่เบามากพอที่รอดพ้นจากหูของอาเหยียน
“หากได้ยินพวกเจ้าพูดถึงคุณชายในแง่ร้ายอีกครั้ง ข้าจะไล่พวกเจ้าออก” อาเหยียนชักสีหน้า บอกชัดว่าจะไม่ยอมรับฟังเรื่องไร้สาระระคายหูอีก
“เจ้ามันก็แค่หัวหน้าคนสวน มีสิทธิ์อันใดมาข่มขู่พวกข้า”
“พวกเจ้าก็รู้ดีมิใช่หรือว่านายท่านรักคุณชายมากเพียงใด หากข้ากล่าวเล่าเรื่องที่พวกเจ้าใส่ร้ายคุณชายให้นายท่านฟังสักสองสามประโยค คิดหรือไม่ว่าพวกเจ้าอาจจะไม่มีงานทำ และหางานทำที่ใดมิได้อีก”
“ไอ้คนชอบเล่าเรื่อง! ไอ้ขี้ฟ้อง!” หนึ่งในสามหนุ่มตะโกนด่า ตัวของมันเล็กที่สุดในหมู่เพื่อน ทว่าปากดีกว่าทุกคน
“ข้าแค่เอ่ยเตือนให้พวกเจ้าฟัง แต่หากยังไม่เลิกพูดจากเหลวไหล เรื่องพวกนี้คงไม่ต้องถึงมือนายท่านหรอก” อาเหยียนยิ้มเย็น ก่อนจะบิดตัวซ้ายขวาสองครั้ง เผยมัดกล้ามแน่นหนา สีหน้าเอาเรื่องไม่ยอมใคร
“เจ้าคนเดียว สู้พวกข้าสามคนไม่ได้แน่” คนสวนปากสุนัขยังคงพล่ามมิหยุด ส่วนเพื่อนอีกสองคน ถอยห่างไปเสียตั้งนานแล้ว
“เหตุใดจึงมั่นใจว่าข้าจะสู้ไม่ได้”
อาเหยียนจริงจังกับการทำงานอย่างมาก แต่เวลาพัก เขาก็มักจะพูดคุยหยอกเล่นและหัวเราะน้อย ๆ กับเหล่าคนสวน ไม่ได้ทำหน้าเข้มตลอดเวลา อย่างที่หลายคนเข้าใจในตอนแรก
ทว่าบุรุษที่วางตัวได้ดีอยู่เสมอ วันนี้ดูคล้ายจะหลุดจากการควบคุมไปบ้าง
“พี่เหยียน คุณชายบอกให้ท่านมาตามข้าไปทำบัญชีให้อีกแล้วหรือ” เสียงระฆังช่วยชีวิตของสามคนงานชะตาเกือบขาดดังขึ้น อาเหยียนจึงได้สติ มิเผลอตัวลงมือกับลูกจ้างปากเปราะให้เปลืองกำลัง ยิ่งพอเห็นนางขยิบตาคล้ายต้องการส่งสัญญาณ คนมองก็ถึงกับร้องรับคำอยู่ในใจ
ที่แท้หลี่ซินเหมยต้องการช่วยแก้ไขชื่อเสียงของคุณชายโจว
“คุณชายบอกว่าให้ดูแลแผลที่มือเจ้าให้ดี และช่วงนี้อย่าเพิ่งทำงานหนักมากนัก”
“ย้ำกันเสียตั้งหลายรอบ ข้าคงกระทำการขัดใจคุณชายไม่ได้แล้วกระมัง” หลี่ซินเหมยแสร้งทำเป็นบ่นต่อไปว่าคุณชายชอบเรียกเข้าไปในบ้านอยู่เรื่อย พร้อมทั้งชอบออกคำสั่งให้ช่วยทำบัญชี และลงบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืชผัก
“ความจริงข้าก็อยากจะอยู่ช่วยงานในสวน แต่ว่า”
นางหงายมือยื่นไปตรงหน้าและแสร้งทำเป็นถอนหายใจ ทั้งยังทำหน้าราวกับเจ็บปวดเสียเต็มประดา
“มือไม้พองไปหมดแล้ว ดูท่าน้องสาวคงจะเจ็บมาก ควรจะงดทำงานหนักในสวน และไปช่วยงานคุณชายโจวสักพัก” คนสวนตัวเล็กปากร้ายรีบเสนอ ราวกับเป็นหัวหน้าคนสวนเสียเอง ก่อนจะรีบออกคำสั่งให้เพื่อน ๆ พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนั้น
“ถ้าข้าไป ใครจะช่วยงานในสวนกันเล่า” หลี่ซินเหมยเผยสีหน้าลำบากใจ ทว่าข้างในกลับมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าชายหนุ่มทั้งสาม ใจอ่อนกับสตรีอยู่เสมอ
“ข้าทำเอง!” อู๋ฮวนรีบเสนอตัว
“ข้าทำ ข้าจะทำทั้งหมด!” หูเฉินแจ้งความประสงค์เช่นกัน
สองสหายที่เงียบมาตลอด แข่งกันขันอาสาต่อหน้าสาวงาม และเมื่อเจ้าปากร้ายบอกว่าให้คอยช่วยกันโดยมิต้องแย่ง ทั้งสองจึงค่อยสงบลงไปได้บ้าง
“ตัวเล็กปากสุนัข ตัวโตสมองทึ่ม พูดจาไม่รู้จักคิด”
อาเหยียนด่าส่งทันทีที่คนสวนทั้งสามเดินหายลับสายตา เขามิชอบแสดงความขุ่นเคืองใจให้ผู้ใดเห็น แต่การได้ยินเรื่องบ้า ๆ ซ้ำหลายครั้งก็ทำให้หลุดการควบคุมได้อยู่เหมือนกัน
“สามคนนั้นปากพล่อยบ่อยครั้งก็จริง แต่รอสักหน่อยก็คงเบื่อจะพูดเรื่องส่วนตัวของคุณชาย และเปลี่ยนหัวข้อไปสนทนาเรื่องอื่นแทน พี่เหยียนอย่าได้วิตกกังวลมากจนเกินสมควร” หลี่ซินเหมยเปลี่ยนคำเรียกขาน เอาใจบุรุษที่มิเคยทำหน้าบึ้งให้นางเห็นมาก่อน
“เห็นแก่ที่ซินเหมยยอมเรียกข้าว่าพี่เหยียน จึงจะยอมละวางความโกรธลงสักครั้ง” อาเหยียนหยิบเอาเสื้อที่พาดอยู่บนรั้วแถวแปลงผักมาสวมลงบนผิวกายสีน้ำตาลเข้ม หลังจากปล่อยให้มันถูกแดดโลมเลียมาตลอดทั้งวัน
“เช่นนั้นข้าจะเรียกท่านว่าพี่เหยียนบ่อย ๆ จะได้อารมณ์ดีไม่คิดต่อยตีผู้ใดอีก ส่วนเรื่องทำตัวนักเลงไม่รู้จักคิดนั้น ให้ซินเหมยลงมือกระทำคนเดียวก็พอแล้ว”
“ไร้สาระ เป็นสตรีริจะหัดก่อเรื่อง!”
อาเหยียนดุนางขณะพากันเดินออกจากแปลงผักหลวง หลังจากตรวจตราทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว
“พูดเล่นเท่านั้น ไยพี่เหยียนต้องจริงจังจนน่ากลัว”
หลี่ซินเหมยรีบแก้
“แล้วนี่เจ้าถูกเรียกให้ไปช่วยทำบัญชีจริงหรือ”
“เดิมทีก็ไม่ค่อยอยากจะไปนัก แผลเล็กน้อยที่มือนั่นก็ยังพอจะทนได้ แต่คุณชายดูเหงาและ...” หลี่ซินเหมยมิกล้าเฉลยความคิดของตน
“ต้องการเพื่อนใช่หรือไม่” อาเหยียนชิงสอบถาม
“ความจริงเรื่องของเจ้านาย ลูกจ้างไม่ควรสอด”
“อยากสอดก็สอดเถิด คุณชายเหงามากจริงๆ นอกจากข้าแล้ว เขาก็ไม่มีใครอีก”
“พี่เหยียนพูดเหมือนรู้จักมักคุ้นกันมานาน”
“ยามยังเยาว์สนิทกันมาก แต่ข้ากลับสร้างเรื่องมิน่าให้อภัย และยังรู้สึกผิดจวบจนทุกวันนี้”
อาเหยียนเล่าเรื่องที่เขายอมใจอ่อน พาคุณชายลอบหนีไปเที่ยวในเมือง รู้ตัวอีกสหายผู้ควบตำแหน่งบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้านายบิดาก็สิ้นสติ ใบหน้าแดงก่ำราวกับผลพุทราเชื่อมแนบชิดลงไปบนพื้นถนนสกปรกแล้ว
อาเหยียนในยามนั้นตกใจจนไม่กล้าขยับตัว
“พี่เหยียนกล่าวว่าคุณชายเป็นผู้บังคับให้พาออกไปเที่ยว หากจะโทษผู้ใด ก็ควรเป็นผู้ที่ออกความคิด วางแผนการมิใช่หรือ” หลี่ซินเหมยรีบค้าน พลางนึกโกรธที่คุณชายไม่รู้จักรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตน ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย
“เจ้าไม่เข้าใจ หน้าที่ข้ายามนั้นคืออยู่เล่นเป็นเพื่อนคุณชาย แต่คุณชายกลับวิ่งไม่ได้ ออกกำลังไม่ได้ บางครั้งเขาก็ป่วยเสียหลายวัน และนั่นยิ่งทำให้ข้าโมโห พอถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านมากเข้าก็เริ่มเบื่อ งอแงอยากจะหนีไปเที่ยวซุกซนในเมืองตามประสา อยากคบหาเพื่อนใหม่ที่บุกป่าลุยน้ำได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะป่วย”
“ยามนั้นพี่เหยียนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว ย่อมต้องอยากจะคบหาเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน จึงไม่สมควรกล่าวโทษตนเอง”
“ซินเหมย คุณชายออกคำสั่งให้ข้าพาหนีเที่ยว เพราะต้องการเอาใจสหายที่ไม่ได้เรื่องอย่างข้าต่างหากเล่า” อาเหยียนเฉลยต่อไปอีกว่า ยามนั้นหากคุณชายมิได้ยืนยันว่าตนเป็นผู้ออกคำสั่งบังคับ ทั้งเขาและบิดาคงจะถูกไล่ออกจากแปลงผัก แทนการย้ายไปประจำการที่ต่างเมืองแล้ว
“แล้วเรื่องของเสี่ยวถิงเล่า เหตุใดนางจึงเกลียดหน้าข้านัก”
“นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องสนทนากันยาว แต่ในเมื่อเรามีเวลาไม่มาก ข้าก็จะสรุปให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เรื่องที่ได้รับฟังจากปากของหัวหน้าคนสวน ทำให้หลี่ซินเหมยใจอ่อนกับคุณชายเจ้าสำอางอยู่หลายส่วน เดิมทีตั้งใจแล้วว่าจะไม่ผูกสัมพันธ์กับผู้ใดและใช้ชีวิตให้เรียบง่าย เพราะไม่ต้องการทนกับความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
แต่ในเมื่อนางหาญกล้าเปิดใจให้อาเหยียน จนถึงขั้นเรียกขานนับถือกันว่าเป็นพี่ชายน้องสาวแล้ว การยอมลดกำแพงและรับคุณชายขี้เหงาเข้ามาเป็นสหายด้วยอีกคน คงมิใช่ปัญหาใหญ่กระมัง