ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องธรรมดาหากคนคบกันจะคบอีกคนหนึ่งไปด้วยในฐานะกิ๊ก คู่นอน หรืออะไรก็ตามแต่ เธอไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก
[แล้วทีปริมล่ะ? ปริมจะหมั้นกับคนของแม่ปริม ปริมไม่บอกพี่สักคำ คุณอานนท์ นักธุรกิจคนดัง พ่อพี่ก็รู้จัก]
“ปริมไม่หมั้นกับใครทั้งนั้น ปริมไม่สน จะแม่หรือใครก็บังคับปริมไม่ได้” ถ้อยคำหนักแน่นบอกว่าเธอไม่มีวันยอมให้แม่มาคลุมถุงชน! ธามไทเองก็น่าจะรู้ว่าเธอมีนิสัยยังไง ความขุ่นเคืองใจของเขาจึงเบาบางลง
[แล้วนี่... ปริมอยู่ไหนอ่ะ พี่ไปหาได้ไหม?]
“ห้องพุด กำลังจะทำงานหญิงแย้มให้เสร็จ พุดมันดองงานมานานละ ปริมจะรีบทำรีบส่งไปสักที”
[ให้พี่ช่วยเปล่า?]
“ก็มาสิ แต่เจอกันข้างนอกนะคะ เกรงใจ ห้องเพื่อน”
[ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่โทรบอกพุทราเอง]
ปลายสายวางไปไม่ทันให้เธอได้พูดอะไร นัชชาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “จริง ๆ เลยนะพี่ธามนี่ เก็บกดจากยัยพุดมาหรือไง”
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่คบหากันแม้ว่าเขาจะจบการศึกษาไปก่อนแล้วนั้น ธามไทเป็นผู้ชายรุกหนักกว่าตอนคบหากับปรายลดาเป็นเท่าตัว เธอไม่ได้บอกหรือเล่าให้ใครฟัง...
นัชชาได้รับสายอีกทีคือไม่ถึงสิบนาทีถัดมาว่าเขาจะมาหาถึงที่! ด้วยความหวังดีของเพื่อนที่คงอยากให้เธอคืนดีกับแฟน
การอยู่ลำพังสองต่อสองกับผู้ชายมันคงไม่ดีนัก แม่ยังสั่งเอาไว้ว่าห้ามทำเป็นอันขาด ซึ่งเธอก็ขัดมันไปแล้วครั้งหนึ่งตอนอยู่กับเลขานุการหนุ่มหลายวัน
“ยัยพุดนี่มันยังไงเนี่ย” บ่นพลางส่ายหน้าไปมา จากนั้นเธอก็ตอบกลับไปว่าจะออกไปเอง พอโทรศัพท์ดังถี่ ๆ ก็สลับหน้าจอไปตอบข้อความของคนอื่นทั้งแม่ แบร์นาร์ด ปรายลดา ยังมีคุณอลันด้วยอีกคน
ถึงบ้านหรือยัง ทำไมไม่โทรบอก?
“แค่เนี้ยเนี่ยนะ ยังอุตส่าห์ไลน์มา คนอะไรจุกจิกจริง” ไม่รู้ว่ากลายเป็นพวกพูดบ่นกับตัวเองได้ตั้งแต่เมื่อไร รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนวงหน้าหวาน แตะโทรศัพท์ไว้ที่คางด้วยด้วยท่าทางครุ่นคิด
สรุปว่าเขาห่วงเธอ... หรือว่ายังไง...?
ความคิดหลายอย่างวิ่งเข้ามาในหัวสมอง ยังมีความรู้สึกดีใจไร้เหตุผลอยู่เล็กน้อย หญิงสาวตรงไปหยิบเสื้อยืดเข้ารูปสบาย ๆ กางเกงยีนสีซีดมาสวมอย่างอารมณ์ดี ตบแป้งทาลิปสติกมันวาว ในสภาพสวยพร้อม จึงรีบหยิบเอกสารรายงาน และโน้ตบุ๊คออกจากห้อง
ธามไทดื้อดึงจะมาหาที่คอนโดมิเนียมให้ได้ โดยที่เธอไม่ทันได้ออกไปไหนไกลกว่าคอฟฟี่ช็อปใต้ตึก เป็นไปได้ว่าเขาอาจอยู่ละแวกนี้แต่ทีแรก
“ปริมบอกว่าไม่อยากให้มาหาที่ห้องพุด พี่ธามพูดไม่รู้เรื่องเลยนะ” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าไม่พอใจ มือดึงเก้าอี้บาร์ตัวสูงยกตัวขึ้นนั่ง วางโน้ตบุ๊คและเอกสารที่กอดแนบอกอยู่ลงบนโต๊ะ ข้างกาแฟร้อนและเย็นทั้งสองแก้ว
ร่างสูงในเชิ้ตสีครีม กางเกงสแล็คสไตล์คนวัยทำงาน ไม่ได้แต่งตัวเสื้อผ้างานแบรนด์เนมเซ็ตผมหล่อ ๆ อย่างคนดูแลตัวเองให้ดูดีในสายตาสาว ๆ เสมอมักทำ นัชชาคิดว่าเขาเพิ่งเลิกงานแล้วตรงมาหาเธอเลยด้วยซ้ำ
“พี่คิดถึงปริมไง... ปริมไม่โทรหาพี่เลย” พูดพลางส่งยิ้มหวาน ใบหน้าสดสวยมองขวับขมวดคิ้วมุ่นมองคนข้างกาย ก่อนที่เธอจะแค่นหัวเราะออกมา
“ไม่ได้คิดถึงอีนั่นเหรอ? ได้กันไปกี่ทีแล้วล่ะ”
“พูดอะไรไม่น่ารักเลยนะ ปริม” เสียงเข้มดุว่า นิสัยของนัชชาคือเอาแต่ใจไปสักหน่อย
แต่ด้วยความสวยโฉบเฉี่ยวที่แฝงความเปรี้ยวอมหวานไว้ในคนคนเดียว ย้อมผมตามแฟชั่นบางครั้งก็ใส่คอนแทคเลนส์สีตามอารมณ์ แต่งหน้าอ่อน ๆ จนเหมือนว่าจะออกไปทางลูกครึ่ง นัชชายังเป็นคนเอวบางร่างน้อย แค่ว่าเธอใส่กางเกงยีนขาสั้นธรรมดา โชว์ผิวขาวเนียนละเอียดไม่มีแม้รอยแผลกับเสื้อยืดอยู่บ้าน ไปไหนมาไหนหนุ่ม ๆ มีต้องมองทุกคน
ธามไทที่ชอบปรายลดามาก่อน สุดท้ายก็ทนความน่ารักของดาวเดือนคณะบริหารธุรกิจอีกคนไม่ไหว หากไม่ติดเรื่องที่เธอเป็นคนคิดอะไรก็พูดออกมาเลย
“ก็เป็นแบบนี้ป่ะ ไม่น่ารักแล้วมาคบทำไม? จีบพุทราไม่ติดก็จีบเพื่อนต่องั้นเหรอ ฮึ!”
ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา เขาแน่ใจว่าถูกเข้าใจผิดเรื่องเพื่อนร่วมงานที่แค่หยอกล้อกันเล่นเท่านั้น
“ปริมพูดกับพี่ดี ๆ ได้ไหม? พี่ไม่ได้จะมาทะเลาะนะ”
“ปริมว่าเราเลิกกัน...” เร็วพอ ๆ กับอีกคนที่ยื่นหน้ามาฉกแก้มไปไว ๆ มือเรียวยกขึ้นลูบแก้มแดงฉ่ำ ตวาดว่า
“พี่ธาม...!”
“พี่ไม่เลิกกับปริมเด็ดขาด สาว ๆ มาเกาะติดพี่เองจะให้พี่ทำไงล่ะ? เขาก็แค่เล่น ๆ กัน เข้าใจพี่หน่อย” พอรู้ว่าแฟนโกรธก็ยิ่งอ้อน ร่างสูงกระเถิบเก้าอี้ที่นั่งไปใกล้ขึ้นอีก ไม่แคร์สายตาใครในร้านกาแฟในช่วงเย็นที่มีผู้คนประปราย
“ถึงได้บอกว่าให้เป็นพี่น้องดีกว่า อืม... ปริมจะมานั่งทำงาน อยากนั่งก็นั่งไปนะ แต่ถ้ามาหอมอีกทีโดนชกหน้าแหกแน่ ไม่เตือนซ้ำ”
“ปริมขู่พี่ไปงั้นป่ะ... ไหนมา... งานของหญิงแย้มเหรอ? พี่ดูให้”
คนได้ยินทำท่าลังเลใจอยู่ แต่ในเมื่อเธอมีแต่ได้ถ้ารุ่นพี่รหัสหัวกะทิอย่างธามไทยื่นมือมาช่วย ก็ไม่ควรจะขัด...
“รับรองได้เต็ม พี่จัดให้ แต่ว่ามีค่าจ้างนะ”
ธามไทมั่นอกมั่นใจในวิชานี้ งานนิทรรศการการตลาดการอาหารที่ออกบูธล่าสุด เขาเป็นคนจัดการทุกอย่างให้อาจารย์และรุ่นน้องปีสาม มันเป็นจุดเริ่มต้นของเขากับนัชชา ได้อยู่ด้วยกันบ่อยขึ้นจนเขาเอ่ยปากขอคบหากับเธอที่ตอบแค่ ‘เออ...’
ความเป็นคนพูดจาห้วน ไม่ไพเราะ เขาแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่านัชชาเป็นคนดีและจริงใจกว่าใคร
“โอเค ไม่มีปัญหา” เธอตอบทว่าพอชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะริมฝีปากหนาหยักได้รูป ยกยิ้มกรุ้มกริ่ม
“จูบนะ”
แทนที่เธอจะตกใจสักหน่อย หญิงสาวแค่เบือนหน้าไปอีกทาง เปิดโน้ตบุ๊คขึ้นอย่างเฉยชากับข้อเสนอที่ไม่น่าสนใจเท่าไร เธออาจจะทำมันด้วยตัวเองก็ได้
“ไม่เห็นว่ามันจะยากอะไร งานแค่นี้หมู ๆ”
“ไม่หมู เชื่อพี่ งานหญิงแย้มน่ะ โหดทุกงาน”
นัชชาไหวไหล่ “ก็ไม่แน่”
สำหรับคนที่มีเวลาเรียนหนังสือเต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานพิเศษอะไรหลังเลิกเรียน เรื่องไลฟ์เสื้อผ้าขายหรืองานบริษัทแม่ก็ไม่ได้รบกวนเวลามากมาย ผลการเรียนของนัชชาแทบดีที่สุดในคลาส
“ออ... พี่ลืมไป ได้ข่าวว่าปริมเรียนเก่งนี่”
“เพิ่งรู้รึไง? ฝีมือระดับนี้” นัชชาได้ทีโอ้อวดตัวเองสักหน่อย เปิดไฟล์งาน วางเอกสารให้เป็นที่ทางก่อนที่เธอจะเริ่มเพ่งสายตาหน้าจอสี่เหลี่ยมอย่างเคร่งเครียด
“ตกลงปริมหายโกรธพี่แล้วใช่ไหม?”
“ไม่ได้โกรธ พูดจริง เป็นพี่น้องกันเหอะ ปริมไม่ได้คิดอะไรกับพี่” น้ำเสียงเนือย ๆ ของเธอดูไม่เป็นความจริงกับเขาที่ปฏิเสธเสียงแข็ง
“ก็เห็นอยู่ว่าปริมหึงพี่ ปริมจะไม่คิดได้ไง”
“ปริมแค่อิจฉาเพื่อน แค่บางครั้งนะ... ใคร ๆ เอาแต่เอาใจนางไปหมด แต่ว่าตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้วล่ะ ปริมว่าปริมไม่ได้ชอบพี่ขนาดนั้น” ในที่สุดเธอจำต้องพูดไปตรง ๆ โดยไม่ได้หันไปมองใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือด
สาเหตุการคบ ๆ เลิก ๆ ของนัชชาก็เพราะแบบนี้ รวมไปถึงธามไทที่เธอแค่รู้สึกดีด้วยระดับหนึ่ง ไม่ได้โหยหาเหมือนว่าขาดเขาไม่ได้ เธอยังได้ยินจากบรรดาสาว ๆ ที่มหา’ลัยมาอีกด้วยว่าผู้ชายแสนดีที่เพื่อนว่าแท้จริงแล้วก็นักล่าแต้มดี ๆ
มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธามไทถึงมีดาวเดือนคณะเป็นเป้าหมาย
“ปริมครับ... งั้นเราเริ่มต้นกันใหม่นะ... พี่จีบปริมใหม่ก็ได้ อาทิตย์หน้าไปล่องเรือดินเนอร์กัน พ่อพี่เพิ่งถอยเรือใหม่มา ไปด้วยกันนะ พี่พาไป”
นัชชาทำหน้ายุ่งมองกลับไปอย่างไม่เข้าใจว่าเขาเห็นเธอเป็นคนซื่อเหมือนปรายลดาหรือยังไง ใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนผุดรอยยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“อืม... เรือดินเนอร์ในไทยยังไม่เคยไปแฮะ ท่าทางน่าสนุก”
“ปริมรับปากพี่แล้วนะ ห้ามเบี้ยวล่ะ” บอกแล้วก็ยิ้มหวานกว้างเต็มวงหน้าอย่างดีอกดีใจ เลื่อนมือขึ้นไปกุมมือเล็กไว้อย่างแผ่วเบา โดยไม่ได้ล่วงรู้ว่าคนอย่างนัชชาอาจมีแผนการบางอย่างในการไปเดทครั้งนี้