วันต่อมา อริสาไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านในช่วงสาย ผลปรากฏออกมาว่าเธอตั้งครรภ์ได้สี่สัปดาห์จริงตามที่คาดเอาไว้ หญิงสาวจึงตัดสินใจฝากครรภ์ที่นั่นเพราะสะดวกในการเดินทาง หลังจากพูดคุยกับแพทย์ และรับยาบำรุงครรภ์เรียบร้อยแล้ว เธอจึงขับรถกลับคอนโดฯ
ในเมื่อตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อริสาจึงคิดว่าระหว่างที่กำลังตกงานทั้งยังท้องไส้อยู่แบบนี้ คงหางานใหม่ได้ยาก ทางเดียวที่จะทำให้ตนมีรายได้เข้ากระเป๋าบ้าง ก็คงต้องทำงานฟรีแลนซ์ไปพลาง ๆ ก่อน
ก่อนหน้านี้อริสาทำงานในบริษัทเกี่ยวกับชิปปิง ตำแหน่งที่หญิงสาวทำอยู่คือติดต่อประสานงานระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ แต่เพราะเกิดโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลก จึงทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อให้บริษัทอยู่รอด ผู้บริหารจึงต้องลดจำนวนพนักงานลง และอริสาเป็นหนึ่งในนั้น
แม้ว่าเงินชดเชยที่ได้มาจะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้เธอสามารถอยู่ได้ทั้งปี ทว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เธอไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้ว เธอยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู ฉะนั้นช่วงนี้จึงต้องพยายามหาอาชีพเสริมที่สามารถทำอยู่ที่บ้านได้ไปก่อน อย่างน้อยก็สักประมาณสองหรือสามปีจนกว่าลูกจะโตพอจนเข้าโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กเล็กได้
เสียงข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์ดังขึ้น เป็นเวลาเดียวกับที่รถติดไฟแดงพอดี อริสาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอ่าน
Kram : กินข้าวยัง
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ หัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์
“ถามทำไมวะ” แม้ปากจะบ่น แต่มือก็ยังพิมพ์ตอบกลับไปสั้น ๆ
aRiSa : กินแล้ว
อริสาปิดไลน์แล้วเสียบโทรศัพท์ไว้บนแท่นชาร์จตรงคอนโซลหน้ารถ หญิงสาวมองหน้าจอโทรศัพท์ เห็นว่ามีข้อความเข้ามาอีกหลายข้อความ แต่ไม่รู้ว่าเป็นข้อความอะไรบ้างเพราะระบบไม่ได้โชว์ให้เห็น และเธอก็ไม่คิดจะเปิดอ่าน จึงปล่อยมันไว้อย่างนั้น หญิงสาวละสายตาจากหน้าจอไปมองถนนเบื้องหน้าแทน เมื่อไฟเขียวแล้วจึงเคลื่อนรถขับไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อหาซื้อของกินมาตุนไว้ในห้อง
ชลธีนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ แม้เสียงจากภาพยนตร์จะดังลั่นห้อง แต่เขากลับไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับมันเท่าไรนัก เพราะสายตาคอยแต่จะมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่เรื่อย
นับเวลาจากข้อความล่าสุดที่เขาส่งไปหาอดีตแฟนสาว จนถึงตอนนี้ก็ร่วมหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่อริสาก็ยังไม่อ่านข้อความของเขาเลย ราวกับว่าเธอต้องการตัดขาดเขาออกไปจากชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
“ก็ไหนว่ายังเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกันได้ไง”
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่ว รู้สึกยอมแพ้ให้กับความเด็ดขาดของผู้หญิงคนนี้อยู่ไม่น้อย เขาอยากรู้เหลือเกินว่า เมื่อคืนเธอนอนหลับสบายดีหรือไม่ หรือว่าจะหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืนเหมือนเขา
ได้ยินเสียงสั่นครืดคราดของโทรศัพท์ ชลธีจึงเหลือบตามองชื่อผู้ที่โทร. เข้ามา ครั้นพอเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าเบื่อหน่ายพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
เขาเอื้อมมือไปหยิบมันมากดรับแล้วกรอกเสียงลงไปอย่างหงุดหงิด
“มึงโทร. มาทำเชี่ยไรไอ้ภัทร”
“ไม่โทร. ได้ไงวะ น้องเจนโทร. มาวีนใส่กูเมื่อกี้ บอกว่าเมื่อคืนมึงน่ะแทบจะไล่เขาลงจากรถ ไรว้า...กูก็นึกว่าจะเรียบร้อยกันไปแล้วซะอีก”
“เรียบร้อยอะไรของมึง กูบอกแล้วว่ากูไม่เอา มึงจะบ้าเหรอวะไอ้ภัทร น้องมันก็ทำงานที่เดียวกับพวกเรานะเว้ย มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบคบคนในที่ทำงานเดียวกัน แล้วคราวนี้มันจะมองหน้ากันติดเหรอวะ” ชลธีบ่นอย่างหัวเสีย
“จะเป็นไรไปวะ ไม่ได้ทำอยู่ชั้นเดียวกันสักหน่อย” ภัทรพลยังหัวเราะได้หน้าตาเฉย
“ถึงจะไม่ได้ทำอยู่ชั้นเดียวกัน แต่มันก็ต้องมีสักวันที่ต้องเจอหน้ากันบ้างนั่นแหละวะ มึงนี่หาเรื่องให้กูจนได้นะ”
ชลธีรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงปัญหาที่รออยู่เบื้องหน้า เขากับภัทรพล อรรถวิทย์ และรัฐภูมิ รวมถึงเจนสุดาทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ที่เดียวกัน เขากับเพื่อนอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสด้านการลงทุน ส่วนหญิงสาวทำอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่กองทุนทั่วไป บริษัทของเขากินพื้นที่ถึงห้าชั้นในอาคารสำนักงานย่านใจกลางเมือง แม้จะทำคนละแผนก จึงอยู่คนละชั้นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถหลบหลีกกันได้ตลอดไป
และที่สำคัญ บริษัทที่อริสาทำงานอยู่ ก็อยู่ในอาคารสำนักงานถัดไปนี่เอง ห่างกันแค่ถนนกั้น ถึงแม้ตอนนี้จะเลิกรากันไปแล้ว แต่หากเธอเห็นว่าเขาควงสาวคนใหม่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาไม่อยากให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าที่เขาเลิกกับเธอเพราะมีคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีใครเลย
เขาก็แค่เห็นว่าพักหลังมานี้ต่างคนต่างเฉยชาต่อกัน ฉะนั้น ขณะที่เขากับเธอยังพูดจากันด้วยดีอยู่ ก็ควรจะเอ่ยปากคุยกันให้รู้เรื่องไป ดีกว่าจะต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันทีหลังแล้วจบแบบไม่สวย
“อะไรของมึงวะไอ้คราม มึงทำอย่างกับไม่ได้เลิกกับแฟนอย่างนั้นแหละ ตกลงนี่มึงเลิกกันจริงรึเปล่าวะ ถ้าจริงแล้วทำไมมึงยังกลัวน้องทรายจะรู้เรื่องนี้”
“ไอ้ภัทร! มึงนี่แม่ง...”
ไอ้เพื่อนเวรนี่ก็เหลือเกิน พูดเหมือนมานั่งอยู่กลางใจเขาอย่างไรอย่างนั้น แต่บีบให้ตายเขาก็ไม่ยอมรับหรอกว่าเขากลัวอริสาจะเห็นเข้าจริง ๆ
“กูไม่ได้กลัวโว้ย เลิกกันแล้วทำไมกูต้องกลัววะ”
ชลธีลุกขึ้นนั่ง หยิบรีโมตมาเบาเสียงโทรทัศน์ลง
“โถ...ไอ้ควาย ปากแข็งตลอดนะมึงเนี่ย ไอ้ครามเอ๊ยไอ้คราม กูจะบอกอะไรให้นะ มึงไม่ต้องกลัวน้องทรายจะรู้หรอกเพราะน้องเขาไม่ได้ทำงานที่ไออีชิปปิงแล้ว”
“มึงว่าไงนะไอ้ภัทร! เดี๋ยว ๆ นี่มึงไปรู้มาจากไหนว่าทรายไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว มึงรู้ได้ไง ใครบอกมึง”
เขาตกใจมากที่ได้ยินเรื่องนี้ เพราะอริสาไม่เคยปริปากเล่าให้ฟังเลยว่ามีปัญหาอะไรอยู่...บ้าชะมัด!
“กูนึกแล้วว่ามึงต้องไม่รู้เรื่องนี้ นี่ดีนะที่กูไปเจอน้องหลิวโดยบังเอิญ”
หญิงสาวชื่อหลิวที่อีกฝ่ายพูดถึง เป็นเพื่อนร่วมงานของอริสา ทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของอริสาด้วย
“มึงก็รีบเล่ามาสิวะ จะลีลาเพื่อ?”
ชลธีหงุดหงิดจนหัวคิ้วแทบชนกัน แต่เขาก็ไม่คิดจะระเบิดอารมณ์ใส่เพื่อนเพราะรู้นิสัยของภัทรพลดีว่าอีกฝ่ายขี้เล่น และชอบแกล้งแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
หลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากภัทรพลแล้ว เขาก็รีบโทร. ไปหาอริสาทันที
ทว่าเธอกลับไม่รับสายเขาเลย
หลังจากซื้อของเสร็จเรียบร้อย อริสาจึงนำของที่ซื้อมาใส่ท้ายรถ เมื่อขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัย หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก่อนเป็นอย่างแรกเพราะเธอลืมมันไว้ในรถ ไม่ได้นำติดตัวไปด้วย แต่แล้วเธอก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าคนที่โทร. เข้ามาเกือบสิบสายคือชลธี ไม่นับรวมกับข้อความทางแชตไลน์ที่เขากระหน่ำส่งเข้ามาอีก
Kram : ทรายรับสายพี่หน่อย
Kram : ขอร้องล่ะ ทำไรอยู่เนี่ย
Kram : ............
Kram : พี่เพิ่งรู้เมื่อกี้ว่าทรายถูกเลย์ออฟ
Kram : ทำไมทรายไม่บอกพี่ ไม่เล่าให้พี่ฟังบ้าง
Kram : คนอื่นรู้กันหมด มีแต่พี่ที่ไม่รู้
Kram : ทราย
Kram : ไหนบอกว่าถึงจะเลิกกัน แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ไง
Kram : ทรายโกรธเกลียดพี่ขนาดนี้เลยเหรอ