บทที่ ๑ อุ้งมือมัจจุราช(๑)
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมา พร้อมกับเม็ดฝนเทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง บ้านขนาดสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่หลังกะทัดรัด ทาฉาบด้วยสีขาวซึ่งตอนนี้กลายเป็นสีเทาขุ่น มีอาณาเขตกินพื้นที่ร่วมสองงาน ถูกพายุร้ายตีวนรอบๆ จนต้นไม้น้อยใหญ่เอนไหวลูบลู่ไปตามกระแสลม แสงสว่างแล่บแปลบปลาบที่เกิดขึ้น ทำให้แสงไฟฟ้าอันเคยสว่างไสวทั่วบ้านดับมืดขึ้นทันตา
ร่างสะโอดสะองในชุดเสื้อแขนตุ๊กตาและกระโปรงยาวคลุมเข่า ถลาวิ่งไปปิดบานหน้าต่างซึ่งถูกลมตีจนเปียกปอน ก่อนร่างบางจะนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง มือน้อยทั้งสองข้างยกปิดหน้าปิดหู เพราะหวาดหวั่นต่อเสียงคำรามของท้องฟ้ายามดึกสงัด ใบหน้าเล็ก ซบลงระหว่างเข่ามนทั้งสองข้าง ขณะที่ปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบลงมา
“ฮือ...คุณพ่อขา...ช่วยลูกหว้าด้วย ลูกหว้ากลัว”
เสียงแหบเครือดังจากปากอิ่มสีซีดของสลิลลา อัศวมนตรี สาวน้อยผู้น่าสงสาร
ร่างอรชรสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะสะดุ้งโหยง ในทุกคราที่สายฟ้าพิโรธลงมา โชคร้ายของเธอเหลือเกิน เพราะต้องอยู่ท่ามกลางบ้านหลังนี้เพียงลำพัง สิ้นไร้ซึ่งบุพการีอันเป็นที่รัก คุณพ่อและคุณแม่ ท่านประสบอุบัติเหตุ จากไปพร้อมๆ กันเมื่อสามปีก่อน บ้านเคยอบอุ่นมันเหลือทิ้งไว้เพียงความเดียวดายและอ้างว้าง เธอกำลังจะเรียนจบปริญาตรีในอีกสองปีข้างหน้า ก็ต้องหยุดเรียนกะทันหัน เพราะชีวิตคุณหนูผู้เลอค่าเคยมีทุกอย่าง ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นคน
มือน้อยยกปัดป้ายคราบน้ำตาทิ้ง ค่อยๆ ลืมตามองรอบกายด้วยดวงตาหม่นแสง ร่วมปีที่ต้องอยู่ลำพัง ร่วมหนึ่งปีที่ต้องแบกรับความอดสู มันเกินกำลังของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะแบกรับไหว
ปลายจมูกเล็กแดงก่ำ สูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ดวงตาสีดำสนิทหันไปมองหน้าต่างของบ้าน ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความมืดมิดรอบกาย ทำให้ดวงตาต้องเพ่งมองทาง แม้จะคุ้นชิน แต่เธอก็พลาดเดินเตะโต๊ะ จนเลือดซึมไหลบริเวณปลายเท้า หากความเจ็บนั้นก็ถูกข่มเอาไว้ พยายามนำพาตัวเองไปจนถึงหน้าต่างแล้วผลักมันให้เปิดกว้าง
สายฝนยังสาดลงมาต่อเนื่อง แรงลมกรรโชกหนัก พัดเม็ดฝนมาปะทะดวงหน้าจนเปียกปอน แพขนตาชื้นฉ่ำกะพริบถี่ๆ แล้วชะโงกหน้าลงไปมองเบื้องล่าง แม้จะสลัวรางหากเธอก็จำได้ขึ้นใจ ว่าตรงนี้มีท่อนไม้ขนาดใหญ่ตั้งเรียงเป็นเก้าอี้ให้นั่ง หากตกลงไป เธอจะพบกับความสบายตัว โลกทั้งโลกจะเงียบสงบ และเธอต้องการแบบนั้น
ฆ่าตัวตาย!
ปลายเท้าเปลือยเปล่า ขยับขึ้นเก้าอี้ที่คว้าได้ การเปียกชื้นของหนังบุนวม ทำให้เธอลื่นไถลเกือบตกบ่อยครั้ง แต่มือน้อยก็ยึดกรอบหน้าต่างไว้แน่น ฝืนตัวยืนให้นิ่ง แล้วขยับเท้าเตรียมก้าวขึ้นไป อีกนิดเธอจะก้าวข้ามความทรมานที่มันทำให้เจ็บปวด อีกนิดเธอจะเป็นอิสระ เธอจะบินไปในดินแดนไกลแสนไกล
น้ำตาเม็ดโต ไหลปนกับสายฝน แปลกหรือเปล่าที่ม่านตาพร่าเลือนนั้น มองเห็นความสว่างขาวโพลนเบื้องหน้า เธอพยายามไขว่คว้ามัน แต่สิ่งสว่างไสวกลับอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ เธอหลับตา และเตรียมทิ้งตัวลง
เพล้ง!
เสียงแตกละเอียดของกระจกดังหล่นระพื้น ทั้งห้องส่องสลัวด้วยฤทธิ์ของสายฟ้าฟาดลงมา มันทำให้เธอตกใจจนเอนตัวกลับมาล้มฟุบอยู่กับพื้น เศษกระจกบาดปลายเท้าเป็นทางยาว เจ็บเสียจนต้องกดรอยแผลนั้นไว้ ปล่อยให้น้ำตามันหยดไหล แต่เธอคงไม่เจ็บและทุรนทุรายได้เท่ากับที่ อุ้งมือใหญ่ของใครบางคนกระชากบานประตูให้เปิดออก แล้วยืนเหยียดยิ้มน่าสะพรึงกลัว
“ลูกหว้า! ฉันเรียกตั้งนาน ทำไมไม่เปิดประตูฮ้า!”
ภีรภพ สินันทราดล ตะเบ็งก้องถาม ใบหน้าผ่านแสงวาบๆ ถมึงทึง ดวงตาสีนิลกราดมองทั่วห้อง แล้วถลึงตาใส่ร่างน้อยนั่งลู่อยู่กับพื้นเฉียบเย็น “นี่เธอเป็นบ้าหรือไง ถึงเปิดประตูให้ฝนสาดเข้ามาแบบนี้ ไม่มีสมองคิดหรือโง่กันแน่ ถึงได้นั่งซื่อบื้ออยู่ได้” กล่าวด้วยดวงตาเครียดขรึม แล้วเดินเร็วๆ เข้ามาใกล้ พร้อมๆ กับไฟฟ้าสว่างขึ้นพึ่บพั่บ
ภาพตรงหน้า ทำให้ปลายเท้าแข็งแรงชะงักไปชั่วครู่ เลือดสีแดงฉาน ผสมปนเปกับสายฝน จนมันเปื้อนเปรอะไปกับพื้น หน้าต่างแตกไปหนึ่งบาน พร้อมกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่กองผสมกับเศษเล็กเศษน้อยของกระจก ขณะที่ใบหน้าเล็กเจ่อนองไปด้วยน้ำตา ร่างทั้งร่างสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มสูดหายใจแรงๆ เข้าปอดลึก แล้วถลาไปช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นแนบอก
“ถ้าเธอดิ้น ฉันจะโยนเธอทิ้ง!”
ข่มขู่เสียงเครียด เพราะร่างอรชรทำท่าจะดื้อพยศ ชายหนุ่มจึงทำหน้าตึงๆ เสียจนน่าขนลุกขนพอง
"ปล่อยลูกหว้า" กลีบปากสีซีดอ้อมแอ้มบอกเขา
"ฉันบอกให้เธอเลิกดื้อด้าน ไม่เข้าใจหรือไงฮ้า!" อาการกระโชกโฮกฮาก มาพร้อมกับร่างแน่งน้อยลอยหวือออกจากอกกว้าง เรือนกายเบาราวปุยน่นหล่นแอ้งแม้งจมอยู่บนกลางเตียง
สลิลลาหน้านิ่ว เจ็บเจียนน้ำตาเล็ด จุกจนพูดไม่ออก ได้แต่โน้มตัวเลื่อนปลายนิ้วไปบีบฝ่าเท้า ซึ่งเจ็บจากการเหยียบเศษแก้ว กดแรงๆ ห้ามเลือดเอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้ผลเลยสักนิด เพราะเลือดสีแดงฉาน ยังอาบไหลรินรดที่นอนจนเปื้อนเปรอะ
ด้านคนตัวโต ยืนกวาดสายตาดุดันมองด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนช่วงขาแข็งแรง จะก้าวฉับๆ ออกจากห้อง ร่วมสิบนาที ปลายเท้าหนักๆ ถึงได้ก้าวเข้ามา พร้อมกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็ก เดินอีกไม่กี่ก้าว ร่างสูงก็สามารถทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียงได้โดยพลัน
การยวบยุบของที่นอนนุ่ม ทำให้สลิลลามีท่าทีตื่นกลัว ร่างบางกระถดกายหนี ตวัดดวงตากลมชื้นฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา มองเสี้ยวหน้าคมคร้ามด้วยความไม่ไว้วางใจ และยิ่งตัวสั่นงันงกเป็นเท่าตัว เมื่อความร้อนผ่านทาบทับเข้าบริเวณข้อเท้าอย่างแรง
"อย่า..." เธอรีบห้ามด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไม่ทราบว่าจะกลัวผัวตัวเอง ทำไมกันนักกันหนาฮ้า!"
ใบหน้าของคนพูดดูถมึงทึง ปลายนิ้วหนาใหญ่ลงแรงบีบจนอีกฝ่ายน้ำตาไหลพราก ยึดเท้าเล็กไว้ได้ ภีรภพก็จัดการเปิดกล่องปฐมพยาบาลอย่างเร่งรีบ คว้ายาใส่แผลได้ก็จัดการราดรด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บแสบเพียงใด
"ลูกหว้าเจ็บ..." กลีบปากบางครวญทั้งน้ำตา