หลังจากที่ติดต่อกับมีอาได้ โคลินก็หันมามองหน้าวิญญาณชายหนุ่มที่กำลังเดินตามเขามา เงยหน้าขึ้นสบตากับวิญญาณที่ตัวสูงกว่า
“ยมทูตบอกว่าระเบียนวิญญาณถูกทำลายไปหลายส่วนตอนช่วงคาบเกี่ยว คงจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะหาข้อมูลสำรองเจอ” โคลินอธิบายให้เขาฟังตามที่มีอาบอกมา “คุณคงต้องอยู่บ้านผมไปสักพัก แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะช่วยคุณตามหาร่างจริงให้เร็วที่สุดเลย”
“อื้ม” วิญญาณชายหนุ่มพยักหน้า ไม่มีท่าทีกังวลใด ๆ
“แต่อย่างน้อยคุณน่าจะจำชื่อตัวเองให้ได้นะ” เขามองวิญญาณตรงหน้าดี ๆคิดในใจ รูปร่างสูง ผมสีดำ ดวงตาสีเทา การแต่งกายชุดแบรนด์เนมรึป่าวนะ ทั้งเสื้อผ้า นาฬิกา ทรงผม
ดูเหมือนว่าโคลินจะจ้องเขานานเกินไป ร่างสูงจึงโน้มตัวลงมาหาเขา “มีอะไรไหมครับ”
“อื้ม ฐานะของคุณคงจะดีมากเลยนะครับ ดูเสื้อผ้าแต่ละตัวที่คุณใส่สิ ของแบรนด์เนมทั้งนั้นเลย ถ้าคุณจำอะไรได้บ้างแล้วรีบบอกผมด้วยนะครับ เผื่อจะช่วยให้หาร่างของคุณเจอเร็วขึ้น” โคลินสีหน้าจริงจังคิดว่าถ้ารู้ชื่อนามสกุลของวิญญาณชายคนนี้ เขาจะเริ่มตามหารายชื่อคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชนดัง ๆ ละแวกนี้ก่อน
“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ
“ผมชื่อโคลิน คุณอยากให้ผมเรียกคุณว่าอะไร อย่างน้อยก็จนกว่าคุณจะจำชื่อตัวเองได้”
“แล้วแต่คุณ” ร่างสูงมีสีหน้าเฉยชาราวกับว่าไม่สนใจนัก
“คุณแน่ใจเหรอ ผมเป็นคนตั้งชื่อได้แย่มากนะ” โคลินขมวดคิ้ว พยายามนึกว่าคนข้างหน้าควรจะใช้ชื่ออะไรที่เหมาะกับเขา
“อะไรก็ได้ทั้งนั้น” เขายังคงยืนยันคำเดิม
“เฌโรม พอจะได้ไหม” โคลินพูดจบแล้วก็เอียงคอรอดูท่าทีของอีกฝ่าย “แค่ใช้จนกว่าคุณจะจำชื่อจริงได้”
“ผมชอบชื่อนี้” เขาสบตากับโคลิน ก้มหน้ามาหาราวกับจะมองดูคนตรงหน้าใกล้ ๆ
โคลินดันหน้าเขาออกไป แล้วบอกว่า “ใกล้เกินไปแล้ว”
ทว่า เขากลับทำหน้าเศร้าสร้อยราวกับผิดหวัง “ขอโทษ ผมแค่อยากมองเห็นคุณให้ชัด แต่ตอนนี้ผมเห็นภาพคุณราง ๆ”
อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นจึงเอื้อมมือไปจับศีรษะของเฌโรมโน้มลงมาหา แล้วตั้งใจตรวจดวงตาสีเทาของเขาอย่างละเอียด
“คุณมองไม่เห็นเหรอ” โคลินแปลกใจ ต่อให้ร่างจริงจะตาบอดหรือมองไม่เห็นแต่อย่างน้อยร่างวิญญาณควรจะมองเห็นได้ปกติ เคสของเฌโรมนี้กลับมีหลายอย่างที่แปลกไปจริง ๆ
“ราง ๆ” เฌโรมบอกเขา
“ในเมื่อคุณเห็นผมราง ๆ ทำไมคุณถึงเดินตามผมมา แล้วรู้ได้ไงว่าผมมองเห็นคุณ”
“ผมไม่รู้ว่าคุณมองเห็นวิญญาณแบบผมได้ แต่ผมมองไม่เห็นใครเลยนอกจากคุณ” เฌโรมสารภาพเรื่องที่เดินตามเขามาตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดิน “แล้วก็ที่ตัวคุณมีกลิ่นกำยานกับกุหลาบขาว”
โคลินจึงนึกขึ้นได้ว่าพกถุงเครื่องรางติดตัวตลอดเวลา วิญญาณอย่างเขาเลยได้กลิ่นไปด้วย ส่วนเรื่องที่มองเห็นเขาคนเดียวคงจะเป็นเพราะว่าเห็นร่างวิญญาณที่เป็นการ์เดี้ยนมากกว่า
“รีบกลับบ้านก่อนที่ใครจะมาเห็นดีกว่า” เขาเอ่ยปากแล้วจะเดินนำหน้าแต่เฌโรมยังยืนนิ่งอยู่
“คุณบอกว่ารีบ แต่ผมมองไม่ค่อยเห็น ขอจับมือคุณได้ไหม” สีหน้าของเจ้าตัวดูกังวล ยื่นมือของตัวเองออกไป
โคลินจึงได้แต่เปลี่ยนมาใช้ร่างวิญญาณของตัวเองเอื้อมมือมาหาเขา แล้วทั้งสองคนก็เดินจับมือกันตลอดทางจนถึงบ้าน
ครั้นมาถึงหน้าบ้าน โคลินจึงใช้ร่างจริงเพื่อทักทายพ่อกับแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดร้านดอกไม้ชั้นหนึ่งของบ้าน
“กลับมาแล้วครับ” เขาเอ่ยปากทักทายตามปกติ “วันนี้มีแขกนะครับ คงจะต้องอยู่กับเราไปอีกสักพักเลยล่ะ”
กัสปาร์และเลน่ามองรอบตัวของลูกชาย เมื่อไม่เห็นใครก็เข้าใจได้ในทันที
“ผมจะให้เขาอยู่แต่ข้างในห้องผม เพราะฉะนั้นทำตัวตามสบายเถอะครับ”
“อื้ม แล้วแต่เลย พ่อกับแม่จะไม่ยุ่ง” กัสปาร์บอกลูกชายของตน ส่วนเลน่าเอ่ยปากถามเพราะรู้ว่าคงจะเป็นวิญญาณหลุดจากร่างเหมือนคนก่อนหน้าที่โคลินเคยพามาที่บ้าน “เหมือนนีโอใช่ไหมลูก”
“ครับ แต่คนนี้ค่อนข้างพิเศษ” โคลินตอบไปไม่ได้คิดอะไรมากมายเพราะเคสของเฌโรมพิเศษกว่าคนอื่นจริง ๆ
“พิเศษแบบไหนลูก” กัสปาร์ที่เคยบอกว่าพ่อกับแม่จะไม่ยุ่งเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา ต่อให้เคยช่วยวิญญาณมามากมายก็ไม่เคยเห็นว่าลูกชายจะบอกว่าใครพิเศษ รอยยิ้มมุมปากของคนเป็นพ่อทำให้โคลินเริ่มเอะใจ
“พ่อหยุดคิดแบบนั้นเลยนะ” เขาส่งสายตาห้ามปราม
“รู้ได้ไงว่าพ่อคิดอะไร” กัสปาร์เฉไฉหันไปหาเลน่า “แม่รู้ไหมพ่อคิดอะไร”
“เลิกแกล้งลูกได้แล้ว” เลน่าดึงหูของสามีไปหนึ่งที แล้วบอกลูกชายว่า “เดี๋ยวถ้าลูกอยากบอกก็คงบอกเอง ใช่ไหมโคลิน” เลน่ากล่าวทิ้งท้าย
“ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่เลยครับแม่ เดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังดีกว่า” โคลินพูดจบแล้วขอตัวพาเฌโรมขึ้นมาพักที่ห้องดาดฟ้า ก่อนจะหาเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นของตัวเองมาไว้ที่ห้องว่างชั้นสอง
“คุณอยู่แต่ในห้องดาดฟ้านะ ห้ามออกไปไหน” เขากำชับแล้วว่าถุงเครื่องรางไว้สี่ทิศรอบห้องเพื่อกันไม่ให้วิญญาณชายหนุ่มเร่ร่อนออกไปที่ไหน
“อื้ม” เฌโรมพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“คุณมีอะไรจะถามผมอีกไหม”
“คุณเคยเจอวิญญาณแบบผมมาก่อนไหม” เฌโรมถามเพราะได้ยินสิ่งที่เลน่าพูด
“เท่าที่ผมพามาที่บ้านก็มีนีโอ”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนแล้ว”
“กลับร่างจริงไปแล้ว พักอยู่ในโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ คุณไม่ต้องห่วงนะ ผมช่วยคุณได้อยู่แล้ว แค่ต้องใช้เวลาสักหน่อย” โคลินคิดว่าคนตรงหน้าคงจะกังวลเลยพูดปลอบใจไป
“ครับ” เฌโรมยิ้มให้เขา พลางถามต่อ “คุณจะไม่นอนห้องนี้เหรอ”
“ผมอยู่ห้องข้างล่าง” โคลินตอบเขาก่อนจะเดินไปที่ประตู
“แล้วผมจะไปพบคุณตอนไหนได้บ้าง” ร่างสูงเดินมาหาเจ้าของบ้านที่ประตูพลางก้มลงมองถุงเครื่องรางที่วางเอาไว้
ทันทีที่เดินมาใกล้ก็เหมือนชนเข้ากับกระจกใสบาง ๆ ไม่อาจก้าวข้ามออกไปได้
“คุณบอกว่าวิญญาณร้ายกับพวกปีศาจเป็นอันตรายกับผม แล้วจะปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวเหรอ” เสียงทุ้มต่ำของเขาถามโคลินที่ตอนนี้กำลังนึกภาพตาม
ตอนนีโอมาบ้าน เขาเคยถามอะไรแบบนี้ไหมนะ โคลินหรี่ตามองร่างสูงที่ขยับเข้ามาใกล้
“คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก ถ้ามีใครเข้ามาใกล้คุณ ไม่สิ เข้ามาในเขตสิบสาม ผมก็รู้ตัวแล้ว อีกอย่างผมอยู่ข้างล่าง ต่อให้มีอะไรผมก็มาทัน” ไม่รู้ว่าเสียงที่โคลินอธิบายไปจะเข้าหูของเฌโรมบ้างหรือไม่ เพราะสายตาของอีกฝ่ายดูเลื่อนลอยว่างเปล่ามากจนเกินไป
“ถ้างั้น ผมจะเจอคุณได้ก็ต่อเมื่อคุณมาหาผมเท่านั้นเหรอ”
“ใกล้เกินไปแล้วครับ จำเป็นต้องมองผมใกล้ ๆ ด้วยเหรอหรือว่าหูคุณก็มีปัญหาด้วย” โคลินดันหน้าของเฌโรมออกไปแล้วเดินถอยหลังสามก้าว
“คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะ” วิญญาณหนุ่มรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ รอยยิ้มมุมปากปรากฏบนใบหน้าได้รูป
ยิ้มแล้วดูดีขนาดนี้ แต่ทำไมหน้าตาดูเจ้าเล่ห์ยังไงไม่รู้ โคลินคิดในใจก่อนจะพูดกับเขา “คุณรู้ชื่อผมแล้วใช่ไหม”
“...” เฌโรมพยักหน้า
“นึกถึงชื่อผม แล้วลองเรียกด้วยจิตวิญญาณดูสิครับ” โคลินไม่พูดเปล่า แต่ทำเป็นตัวอย่างให้ดู
“เข้าใจแล้ว” รอยยิ้มกว้างของเฌโรมทำให้ใจของโคลินวูบไหวเล็กน้อย
โอ๊ย! ใจฉัน ใจเย็น ๆ ก่อน สงบจิตสงบใจเข้าไว้ โคลินตบหน้าตัวเองเบา ๆ สองสามครั้งเรียกสติ ก่อนจะบอกว่า “ถ้ามีอะไรก็ทำแบบนี้
แหละครับ ผมไปก่อนนะ” แล้วเขาก็รีบวิ่งหายไปชั้นสองทันที