คนร้ายที่ถูกรวบตัวได้ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปฝากขังและสอบปากคำ ซึ่งก็ได้ความว่าเป็นกลุ่มโจรที่ตระเวนปล้นไปทั่วในหลายๆ จังหวัด และมีหมายจับจากพื้นที่อื่นอยู่หลายคดีส่วนอีกคนที่โดนแทนยิงตกน้ำพบว่าเสียชีวิตแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็งมศพขึ้นมาในคืนนั้น ชายหนุ่มไม่มีความผิดเพราะเป็นการป้องกันตัวและช่วยเหลือตัวประกัน การดูแลความปลอดภัยในไร่จึงเข้มงวดขึ้น เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว การกระทำอันอุกอาจเช่นนี้ ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนในไร่ด้วย
และที่น่าเป็นห่วงที่สุดกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือสภาพจิตใจของเนื้อทอง เด็กหญิงที่ถูกลักพาตัวไปเป็นตัวประกันจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
“พรุ่งนี้ฉันจะมาดูอีกทีนะคะ ช่วงที่หมอพงศ์ไม่อยู่ ถ้าอาการแย่กว่านี้ก็ต้องรีบส่งโรงพยาบาล ดูเหมือนแกจะยังมีอาการหวาดกลัว อาจต้องให้คนดูแลใกล้ชิด ตามร่างกายก็มีแต่รอยฟกช้ำรอยไม้ข่วน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ”
“...”
หล่อนมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มร่างใหญ่ ที่นั่งอยู่บนขอนไม้แห้งหักจากต้นพาดเป็นสะพานโค้ง ส่วนปลายตั้งขนาบไปกับพื้นรับน้ำหนักให้ไม้ใหญ่ทรงตัวมั่นคง จากระยะห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวหล่อนมั่นใจว่าเขาได้ยิน แต่กลับคีบบุหรี่ดูดเฉยไม่สนใจอาการของเนื้อทองที่หล่อนกำลังบอกกล่าว
“เนื้อทองยังเป็นเด็ก อายุไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำฉันคิดว่าคุณควรพาแกไปพบจิตแพทย์นะคะ ต้องเยียวยาจิตใจแก แพทย์เฉพาะทางจะมีวิธี น่าเสียดายที่หมอพงศ์ติดงานแพทย์ชุมชน ไม่อย่างนั้นจะได้มีหมอคอยเช็คอาการตลอดเวลา” หมอพงศ์ที่กล่าวถึงคือหมอประจำที่ไร่แห่งนี้ ซึ่งแทนจ้างให้มาดูแลคนงาน ในกรณีเจ็บป่วยทั่วไป หรือตรวจอาการเบื้องต้น แต่ตอนนี้หมอมีธุระต้องเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ อีกหลายเดือนกว่าจะกลับ ระหว่างนี้สถานีอนามัย และโรงพยาบาลใกล้ๆ จึงเป็นที่พึ่งพาของทุกคน
และหล่อนก็เป็นพยาบาลที่แทนจ้างมาช่วยดูเนื้อทอง เป็นกรณีพิเศษ
หญิงสาวถอนหายใจเมื่ออีกฝ่ายยิ่งนิ่งเฉยไม่เจรจาด้วยทั้งที่สั่งคนให้พาหล่อนมาพบเพื่อรายงานอาการของเนื้อทองอย่างละเอียด
“ฉันขอตัว...” น้ำเสียงทิ้งท้ายของหล่อนบ่งบอกถึงความระอาใจ หญิงสาวส่ายหน้า ใจเริ่มขุ่นเคืองกับทีท่าของเจ้าถิ่นไม่ได้ไยดีต่อวาจาของหล่อน ร่างเล็กในชุดสีขาวสะอาดถือกระเป๋าพยาบาลหันหลังให้กับบุรุษหนุ่ม
“เดี๋ยว...” ฝีเท้าก้าวเร็วหยาบๆ เหยียบลงพื้น และถึงตัวหล่อนก่อนที่น้ำเสียงทุ้มนั้นจะเอ่ยห้ามเสียด้วยซ้ำ หญิงสาวชะงัก และก้าวถอยหลังจากร่างสูงใหญ่ซึ่งมาอยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้ตั้งตัว เขาจ้องใบหน้าหวานเกลี้ยงเกลาชั่วขณะแล้วก็เอื้อมมือไปจับกระเป๋ายาชิงมาถือไว้เสียเอง
“ผมไปส่ง...”
“ฉันเอารถมา”
“ก็ไปส่งที่รถ” เจ้าของไร่ตอบกลับเรียบเฉยแล้วหันหลังเดินนำหน้าไป ไม่รอให้หล่อนตัดสินใจตอบรับหรือปฏิเสธ
“ดูคุณจะไม่ค่อยสนใจเนื้อทองเลยนะคะ ทั้งที่เด็กคนนั้นต้องมาเจ็บตัวในไร่คุณแท้ๆ” เจ้าหล่อนลอบถอนหายใจ สองเท้าเดินตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง พลางกล่าวถึงผู้บาดเจ็บเพราะรู้สึกไม่สบายใจ สภาพของเนื้อทองที่หล่อนเห็นช่างน่าสงสารนัก ทั้งยังมีเพียงบิดาซึ่งเป็นผู้ชายเป็นผู้ปกครอง ขาดแม่ ขาดความอบอุ่นทางใจโดยสมบูรณ์แบบ
“เดี๋ยวก็หายวิ่งเล่นได้เหมือนเดิมแล้ว ไอ้เนื้อทองมันแข็งแกร่งเหมือนพ่อของมัน”
“เด็กก็คือเด็ก...แกไม่มีแม่ด้วย น่าสงสาร” น้ำเสียงอ่อนลงด้วยความเอ็นดูจับใจ
“ไม่มีแม่ก็มีพ่อ ทุกคนในไร่ก็รักมันดี” เขาคุยตอบในขณะที่ยังก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนา
“เด็กผู้หญิงนะคุณ...จะเลี้ยงให้ทโมนเป็นลิงเป็นค่างมันจะไม่งาม ไม่คิดถึงอนาคตของเด็กกันบ้างเหรอ”
“หึ คุณนี่ใจดีจริงนะ”
“คนที่มีมนุษยธรรมก็ควรคิดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“...” ร่างใหญ่ชะงักชั่วครู่ แล้วแสยะยิ้มก่อนจะย่างเท้าเดินต่อ
“คนใจดำ หึ...” เสียงเล็กกัดฟันก่นบ่นเบาๆ เหลือบตาเขม่นมองแผ่นหลังกว้างที่สวมทับด้วยเสื้อยืดสีขาวแล้วแบะปากสะบัดหน้าไม่อยากให้เขามาอยู่ในสายตา หล่อนคงออกความเห็นอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะเป็นแค่พยาบาลที่มาดูแลคนไข้ แม้จะนึกเห็นใจและเวทนาในชะตากรรมของเด็กหญิงมากเท่าใดก็ตาม
“เนื้อทองไม่มีแม่ เราก็เลี้ยงกันตามมีตามเกิดถ้าคุณถูกชะตากับมันก็มาทำหน้าที่แม่ให้มันสิผมอนุญาต”
“จะบ้าเหรอ”
“อ้าว...จะได้เลิกบ่นเลิกด่าผมเสียที” ชายหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะ หล่อนคงคิดว่าเขาไม่ได้ยินคำบ่นเมื่อสักครู่ แต่ตัวเขาเองถึงแม้จะหันหลังให้และเดินห่างกันไม่น้อยแต่ก็ใจจดใจจ่ออยู่กับคนข้างหลังจนรู้แม้กระทั่งฝีก้าวของหล่อนด้วยซ้ำ
“ฉันต้องทำงานจะให้มาเฝ้าเด็กในไร่คุณได้ยังไงกันล่ะ”
“ก็มาทำงานที่นี่เสียสิผมให้เงินเดือนมากว่าสองเท่า สนไหม...”
“...” หล่อนเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ
“มาอยู่แบบไม่ต้องทำงานก็ได้นะ ยินดีต้อนรับ”
เขาหยุดเดินและเปิดประตูรถพร้อมเอากระเป๋าของหล่อนโยนเข้าไปไว้บนเบาะที่นั่ง หญิงสาวจึงได้กระจ่างใจว่าหล่อนเดินมาผิดทาง...นี่ไม่ใช่รถของหล่อน
“หมายความว่ายังไง”
“ผมไปส่ง ยังไงพรุ่งนี้คุณก็ต้องมาอีก”
“แล้วฉันจะมายังไงล่ะ ก็รถจอดอยู่ที่นี่ จะทำให้มันวุ่นวายทำไม”
“ผมก็ไปรับสิ...ไปกันเถอะฝนจะตกแล้วคุณคงไม่ชินทางในไร่เท่าไหร่ เราไม่มีถนนคอนกรีตหรอกนะ” เขาผายมือเชื้อเชิญให้หล่อนขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งคนขับ
“ฉันอยากกลับเอง”
“ผมมีเรื่องเนื้อทองอยากคุยกับคุณตั้งเยอะตั้งแยะ” อีกฝ่ายเริ่มหาจุดดึงดูดความสนใจ ซึ่งได้ผล เขาเห็นหล่อนทำท่าลังเลใจ
“ทำไมคุณต้องทำแบบนี้ด้วย” หล่อนแสดงอาการหงุดหงิดเมื่อถูกละเมิดสิทธิ์ เมื่อสักครู่หล่อนพยายามคุยกับเขาเรื่องของเนื้อทอง แต่ชายหนุ่มกลับทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้ เขากลับฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เบี่ยงเบนความสนใจของหล่อนให้คล้อยตามเขา
“นี่ไม่รู้จริงๆ เหรอ” แทนเลอบยิ้มพลางเลียริมฝีปากแล้วเม้มขำ
“รู้อะไร”
“ผมอยากให้คุณมาอยู่ที่นี่”
“ฉันมีงานต้องทำ แล้วฉันก็ไม่ชอบงานในไร่ด้วยต่อให้เงินเดือนสูงแค่ไหนก็ตาม”
“ก็ไม่ต้องทำงาน...แค่ให้มาเป็นแม่นายของทุกคนมาอยู่เป็นเพื่อนเนื้อทอง...”
“...” สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินทำให้ร่างเล็กของนางพยาบาลคนสวยนิ่งอึ้งราวกับถูกสาป หล่อนมองเขาแล้วความรู้สึกร้อนผ่าวก็ลุกลามไปทั่วใบหน้า
“ได้ไหมหม่อน...”
“คุณพูดเรื่องอะไร” หล่อนขมวดคิ้ว ใบหน้าแดงซ่านซับสีเลือด
“ก็...มาที่นี่บ่อยๆ ก็ได้ คุณจะได้ชิน เผื่อจะชอบแล้วอยากมาอยู่ถาวร” ชายหนุ่มกล่าวสั้นแล้วยิ้มให้ เขาเปิดประตูรถด้านข้างขนขับ ยักคิ้วเชื้อเชิญให้หล่อนเข้าไปนั่ง ซึ่งหม่อนดูจะไม่มีทางเลือกอื่น อีกประการก็ไม่อยากตอแยยืดเยื้อ เพราะถึงอย่างไรแทนก็คงไม่ยอมอยู่ดี
เจ้าของไร่วัยสามสิบเศษแอบยิ้มมุมปากเมื่อทุกอย่างเป็นไปดั่งใจเขา มือใหญ่จับบานประตูด้านข้างคนขับปิดอย่างเบามือ แล้ววิ่งอ้อมไปยังอีกด้านเพื่อทำหน้าที่พลขับ วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษที่มีแขกคนสำคัญนั่งหน้างออยู่ข้างๆ ถึงแม้หล่อนจะไม่สบอารมณ์กับวิธีการของเขา แต่ก็ยังทำให้หัวใจของหนุ่มชาวไร่กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ดี
และดูเหมือนบ้านของเขาจะมีบางอย่างดึงดูดใจหล่อนให้นิ่งนอนใจไม่ได้ มันทำให้เขาเริ่มคิดหาทางให้พยาบาลสาวสวยผู้อ่อนโยนแวะเวียนมาที่นี่ได้บ่อยๆ ต่อไปในภายภาคหน้า...ไร่ทับตะวันแห่งนี้คงมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย
ไอ้เนื้อทองเด็กแสบ...ยังพอทำประโยชน์ตอบแทนเขาได้บ้างแล้ว
“หนาวจัง...”
“อ้าว...ตื่นแล้วรึเนื้อทอง” ณปราชเงยหน้าขึ้น สองมือทีค้ำประสานรองรับหน้าผากเอาไว้ก่อนหน้าคลายออกจากกัน กุลีกุจอลูบไปตามแขนของบุตรสาวคนเดียวเพื่อสำรวจอาการ
“พ่อ...” น้ำเสียงของเนื้อทองแห้งแหบ ใบหน้าซีดเซียวจ้องบิดาอย่างครุ่นคิด จู่ๆ ดวงตากลมดุจไข่ห่านก็แดงก่ำระรื่นคลอหน่วยน้ำตา
“เออ...ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ยังเจ็บตรงไหนไหมลูก”
“พ่อจ๋า พ่อ...” เด็กสาวตวัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วยันกายโผเข้ากอดบิดาแนบแน่น อิงแอบซึมซับความอบอุ่นให้ช่วยชโลมขับไล่ความเจ็บปวดหวาดกลัวที่หล่อนได้เผชิญมา ณปราชกอดตอบลูกสาวแล้วลูบไล้แผ่นหลังเป็นการปลอบโยน เขาเป็นผู้ชาย เรื่องความละเอียดอ่อนเยี่ยงผู้หญิงนั้นไม่มี แต่หัวใจรักในฐานะพ่อที่พร้อมจะกางปีกคุ้มครองลูกนั้นเขาไม่เคยขาดเหลือ
ความเจ็บปวดใดๆ ของเนื้อทอง ก็เปรียบเหมือนหัวใจของเขานั้นระทมทุกข์เสียยิ่งกว่า
“ปลอดภัยแล้ว ปลอดภัยแล้วไม่ต้องร้อง...”
“พ่อจ๋าเนื้อทองไม่ได้ฝันใช่ไหม เนื้อทองยังไม่ตาย” หล่อนถามเสียงสะอื้น น้ำตาหยดแหมะลงบนหัวไหล่ของบิดา ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความกลัวที่ยังแฝงเร้นอยู่ในจิตสำนึก
“ตายบ้าตายบออะไรกันเล่า ก็เอ็งกอดพ่ออยู่เนี่ย” ผู้เป็นพ่อกล่าว ลอบถอนหายใจแล้วส่ายหน้า รู้สึกสงสารลูกจับใจ แต่ก็พยายามใช้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มข่มเอาไว้ กระนั้นแววตาที่เศร้าสร้อยก็ไม่อาจปรับให้เป็นปกติได้อยู่ดี เขาผละเนื้อทองออกห่างเล็กน้อย วางมือลงกลางกระหม่อมแล้วตบเบาๆ ส่วนมืออีกข้างก็จับต้นแขนของหล่อนเอาไว้
“เนื้อทองเอ๋ย เจ้ามันซนนัก...คราวหลังอย่าไปเล่นพิเรนทร์แบบนั้นอีก ดีว่าคุณแทนช่วยเอาไว้ แต่จะโชคดีทุกครั้งมันเป็นไปไม่ได้หรอกนะลูก”
“เนื้อทองไม่รู้นี่จ๊ะพ่อ...เนื้อทองแค่ไปแอบนาย ก็นายจะตีเนื้อทอง”
“แอบไปแอบมาถึงได้โดนพวกโจรมันฉุดเกือบไม่รอด...” ณปราชส่ายหน้า วางมือจากบุตรสาว อันที่จริงหากไม่ได้เนื้อทองป่านนี้ไร่คงได้รับความเสียหายมากกว่านี้ แต่มันก็ไม่คุ้มเอาเสียเลยกับการต้องเอาชีวิตหนึ่งไปเสี่ยง
“ใครจะไปคิด...ก็เนื้อทองไปเล่นแถวนั้นบ่อยๆ”
“ยังจะเถียงอีก”
“...” หล่อนนิ่ง หลบสายตาดุดันของผู้ให้กำเนิด ยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาที่หยดแหมะไม่หยุด จากความตกใจ ขลาดกลัว กลายมาเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อถูกตำหนิ หล่อนผิดก็จริง แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าเรื่องมันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้
“นอนพักเสียให้หายดี แล้วอย่าแอบออกไปเล่นแผลงๆ อีกล่ะ คุณแทนเขาจะตัดคอเอ็งเอา รู้ไหม...”
“นาย...นายไม่อยู่เหรอจ๊ะพ่อ”
“คุยกับคุณหม่อนโน่น...เมื่อกี้คุณหม่อนเขามาดูแลเอ็ง พรุ่งนี้ก็คงมาอีก”
“พ่อ...” หล่อนเม้มริมฝีปากแล้วเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มลวกๆ จับแขนของบิดาแล้วเขย่าแรงๆ
“อะไร...”
“ถ้านายแทนถาม พ่ออย่าบอกนะว่าเนื้อทองฟื้นแล้ว บอกว่า...ว่า เนื้อทองเจ็บไปทั้งตัว ลุกไม่ไหว ตื่นมาแป๊บนึงก็สลบไปอีก บอกแบบนี้นะพ่อ” เสียงแหบเล็กกล่าวพลางเหลือบตาขบคิด
“หึ...ถ้าเขาโง่เชื่อเด็กเมื่อวานซืนอย่างเอ็ง เขาจะคุมคนงานเป็นร้อยได้เหรอวะนังเนื้อทอง”
“โธ่พ่อ...แค่ครั้งเดียว ให้นายแทนหายโกรธก่อน เดี๋ยวนายแทนก็ลืมไปเอง” หล่อนยังเซ้าซี้ด้วยกลัวความผิดที่เป็นชนักปักหลังหลายต่อหลายคดี หากโดนทบต้นทบดอกมีหวังเจ้านายป่าเถื่อนคงตีหล่อนจนหลังลายเป็นแน่แท้ เขาดุยิ่งกว่าพ่อของหล่อนเสียอีก
“ยังไม่ทันไร แหกตาขึ้นมาก็หาเรื่องอีกแล้ว...กินข้าวกินยาแล้วนอนไปซะเดี๋ยวนังฟักแฟงคงเอาเข้ามาให้ พ่อจะไปทำงาน” เมื่อเห็นว่าบุตรสาวฟื้นตัวได้เร็ว จึงวางใจ เพราะโดยปกติแล้ว เนื้อทองก็ไม่ใช่เด็กเหยาะแหยะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อีกไม่ช้าเนื้อทองคงหายเป็นปกติ หากแต่จิตใจนั้นคงต้องค่อยๆ ดูแลเยียวยากันต่อไป
“พ่อ...เนื้อทองไม่ได้ปดนะ เจ็บไปหมดทั้งตัวจริงๆ พ่อดูนี่รอยช้ำรอยแผลเต็มตัว” หล่อนเซ้าซี้ แต่ณปราชโบกมือแล้วส่ายหน้า เนื้อทองกลัวแทนยิ่งกว่าใครๆ ในไร่ทุกคนต่างรู้ดี แต่หล่อนก็หาเรื่องให้ต้องปวดหัวได้ทุกวี่ทุกวันไม่เคยหลาบจำ หากอาการดีขึ้นกว่านี้อย่างไรเสียก็ต้องถูกเรียกตัวไปอบรมกันบ้าง
ตัวเขาถึงแม้เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดแต่ก็ต้องเคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน เมื่อทำผิดก็ต้องได้รับโทษ ต้องได้รับการตักเตือน ซึ่งก็เพราะความปรารถนาดีต่อตัวหล่อนทั้งนั้น
“ถ้าคุณแทนเขาอยากให้เอ็งตาย...เขาคงไม่เสี่ยงตายลงไปช่วยเอ็งในบึงนั้นหรอกเนื้อทอง ทั้งมืดทั้งอันตรายเขายังไม่ยอมปล่อยให้เอ็งเป็นอะไร ถ้าเอ็งคิดดีทำดีทำตัวเป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องกลัวคุณเขาหรอกพ่อไปล่ะ”
“พ่อจ๋า...” เด็กหญิงบุ้ยปากปาดน้ำตาซ้ำอีกครั้งเมื่อบิดาไม่ยอมฟังหล่อน ร่างเล็กผอมบางทิ้งตัวลงแล้วพลิกตะแคงข้าง หันหน้ามองไปด้านนอกบานหน้าต่างซึ่งเปิดรับลมที่พัดต้องผ้าม่านสะบัดปลิวอยู่ไหวๆ อาการปวดร้าวตามตัวยังกำเริบอยู่เนืองๆ หล่อนทอดถอนใจให้กับความอ้างว้างของตัวเอง
“ถ้าแม่ยังอยู่...แม่คงนอนกอดเนื้อทองจนกว่าจะหายใช่ไหมจ๊ะ” หล่อนพึมพำกับตัวเอง ปล่อยสายตาทอดมองออกไปด้วยความรู้สึกโหวงเหวงเศร้าซึม หล่อนเพิ่งผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมาหมาดๆ ด้วยวัยยังเยาว์นักย่อมต้องการความรักและการปลอบโยนที่ใกล้ชิดเต็มเปี่ยม แม้พ่อจะไม่เคยทอดทิ้ง แต่หัวใจของหล่อนก็ยังเหว่ว้าขาดหายบางอย่างอยู่ดี
“อ้าวเนื้อทอง...ตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง”
“พี่แฟง...” หล่อนหันไปตามเสียงเรียกทัก รีบปาดน้ำตาที่กำลังเอ่อไหลเป็นทำนบอีกหน ใบหน้าเศร้าหันมองหญิงวัยยี่สิบห้าชื่อฟักแฟง ผู้มีหน้าที่เป็นแม่บ้านให้แทน ฟักแฟงสนิทกับหล่อนเหมือนกับทุกๆ คนในไร่แห่งนี้ และเอ็นดูหล่อนเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากปมด้อยที่เป็นกำพร้า
“พี่ทำข้าวต้มมาให้...เนื้อตัวเขียวไปหมดเนื้อทองเอ๊ย...ลุกไหวไหมเนี่ยหืม...” แม่บ้านร่างอวบผิวขาวเดินเข้ามานั่งบนเตียงข้างๆ กับเนื้อทอง แล้วจับแขนขึ้นมาพิจารณา ลอบถอนหายใจด้วยอดสงสารไม่ได้
“ไหวจ้ะ แต่เจ็บไปหมด ที่คอด้วย พวกมันบีบคอเนื้อทอง” หล่อนตอบน้ำเสียงแหบแค่นแค้น
“งั้นก็กินข้าวซะหน่อยนะ จะได้กินยา”
“พี่แฟง...เห็นนายแทนอยู่แถวๆ นี้บ้างไหม” เด็กหญิงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไปส่งคุณหม่อนโน่น...”
“จริงเหรอจ๊ะพี่แฟง นี่พี่แฟง ถ้านายกลับมาแล้วถามถึงเนื้อทอง บอกไปว่าเนื้อทองยังไม่ตื่นนะ”
“อ้าว...ทำไมล่ะนายเขาเป็นห่วงเรานะเนื้อทอง เขาเป็นเจ้าของที่นี่ คนในปกครองเป็นตายร้ายดียังไงนายก็ต้องรับรู้ถึงจะถูก” ฟังแฟงอธิบาย
“ถ้าเนื้อทองหาย นายต้องตีเนื้อทองซ้ำได้ลุกจากเตียงไม่ขึ้นอีกยาวเลย”
“ก็เรามันซน...ใครใช้ให้ไปเล่นในโกดังนั่นเล่า”
“ไม่ได้ไปเล่นสักหน่อย ไปแอบนายต่างหาก”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ นั่นมันเขตหวงห้าม”
“ก็เพราะหวงห้ามนายจะได้หาไม่เจอ”
“เถียงคำไม่ตกฟากแบบนี้แหละเนื้อทองเอ๊ย...นายถึงได้โกรธนักหนา” ฟักแฟงเอ็ดแล้วถอนหายใจหนัก เนื้อทองหัวรั้นเหลือเกิน ต่อให้หล่อนรักและเอ็นดูเพียงใดแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความซุกซนของเด็กหญิงชักจะเกินขอบเขตเข้าไปทุกที
“ไม่มีใครอยากช่วยเนื้อทองเลยเหรอ” เนื้อทองเสียงหงอย หลุบตาต่ำโศกเศร้า
“นายเขาไม่ทำอะไรเราหรอก ก็ได้รับบทเรียนแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ผลมันจะเป็นยังไง”
“เนื้อทองไม่รู้นี่ว่าพวกมันจะไปแอบขโมยของ” หล่อนกล่าว ซึ่งหากทบทวนให้ดีแล้วหากไม่ใช่เพราะหล่อน ป่านนี้พวกโจรกระจอกนั่นคงได้ของที่เก็บไว้ทำการเกษตรไปหมดแล้ว
“กินข้าวกินยาซะ...นายน่ะ เขามีงานสำคัญกว่ามานั่งจับผิดเราตั้งเยอะ ทั้งความปลอดภัยในไร่ ทั้งต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะคดีไอ้พวกหัวขโมยนั่น”
“พี่ฟักแฟงคิดอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงของหล่อนฟังดูสดใสขึ้นทันควัน
“เออ...มาๆ กินข้าวดีกว่า”
“จ้ะ...” เด็กสาวยิ้มแล้วพยุงตัวลุกนั่งโดยมีฟักแฟงคอยช่วยเหลือ จากความกังวลต่างๆ นานา ว่าต้องถูกลงโทษเป็นแน่แท้ก็ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาเมื่อคิดตามความเห็นของฟักแฟง