“เช่นนั้นเจ้าช่วยไปบอกนางหน่อยได้หรือไม่ว่าข้ามาถึงแล้ว อยากจะทักทายนางเสียหน่อย ช่วยไปปลุกนางที”
หญิงสาวรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีมารยาทนัก แต่พี่สะใภ้ของนางเองก็หาได้มีมารยาทเช่นกัน นางให้คนมาส่งข่าวตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้วว่านางจะมา พี่สะใภ้ย่อมรู้ดีว่าวันนี้จะมีแขก แล้วเหตุใดถึงได้นอนหลับอุตุไม่สนใจฟ้าดินกัน
พ่อบ้านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ยืนนิ่งไม่ไปไหน ทำให้หลินซานซานต้องเลิกคิ้วสูง
“มีอะไรหรือ”
“คือว่า...”
เขาทำท่าเหมือนจะพูดแล้วก็ไม่พูด หลินซานซานเลยต้องถามซ้ำ
“คือว่าอะไร”
“นายหญิงมักอารมณ์ฉุนเฉียวหากถูกรบกวนตอนนอนน่ะขอรับคุณหนู”
อ๋อ เพราะเหตุนี้นี่เอง พ่อบ้านถึงมีท่าทางอึกอัก เมื่อหรี่ตาพิจารณาจากท่าทางเขาแล้ว สงสัยพี่สะใภ้ของนางคงจะอารมณ์ร้ายพอตัวเสียกระมัง อีกฝ่ายถึงได้มีท่าทีหวาดเกรงถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปลุกนาง อีกเดี๋ยวก็ตะวันตรงหัวแล้ว จะให้นางซึ่งเป็นแขกนั่งรอทักทายกับผู้เป็นเจ้าของจวนด้วยเหตุผลว่าเจ้าของจวนไม่ยอมตื่นได้อย่างไรกัน
“ไม่เป็นไร ไปตามนางเถิด หากนางจะตีเจ้าก็ให้รีบวิ่งมาหาข้าก็แล้วกัน ข้าช่วยเจ้าเอง”
หลินซานซานอ้างตัว อย่างน้อยนางก็เป็นคุณหนูของสกุลหลิน เป็นถึงหลานสาวคนโปรดของท่านเสนาบดีและเป็นญาติผู้น้องของผู้ตรวจการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกรงใจนางกันบ้างล่ะ
พ่อบ้านไร้ซึ่งทางเลือก แม้ไม่อยากไปก็ต้องไป ปล่อยให้หลินซานซานนั่งรออยู่ในเรือน รออยู่ครู่ใหญ่ สตรีในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก็ปรากฏกายให้เห็น พียงปรากฏวาบที่หางตาแวบเดียว หลินซานซานก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือพี่สะใภ้ของตน
“คารวะพี่สะใภ้ ซานเอ๋อร์ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ”
หลินซานซานรีบลุกขึ้นย่อคำนับ ครั้นอีกฝ่ายพยักหน้า ทอดมองนางด้วยแววตานิ่งเรียบ หลินซานซานก็เงยหน้าขึ้นมองนางบ้าง จากนั้นก็ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ อีกฝ่ายหาได้ประทินโฉมดั่งเช่นเมื่องานมงคลสมรสแต่อย่างใด ทว่าดวงหน้าผุดผาดของพี่สะใภ้ยังคงช่วงชิงลมหายใจของนางไปได้เหมือนเคย แม้ผมเผ้าจะไม่ได้รวบปักปิ่น เพียงรวบเกล้าไว้หลวมๆ แค่นั้นก็ทำให้นางงดงามดั่งเทพธิดาเดินดินแล้ว
คนถูกรบกวนเวลานอนปรายตามองหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้า ใช่ว่าจะไม่รู้จักนาง รู้จักอย่างดีทีเดียวเพราะบ่าวไพร่ในจวนที่ส่วนหนึ่งมาจากจวนใหญ่ของสกุลหลินล้วนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าหลินซานซานเป็นญาติผู้น้องที่สนิทสนมกับหลินจิ้นฝูเป็นอย่างมาก เพียงแต่หาได้เคยเสวนาด้วยจึงไม่รู้ว่าสนิทสนมกันมากเพียงใดก็เท่านั้น
แต่จะสนิทสนมกันอย่างไรก็หาใช่เรื่องของนาง นายหญิงแห่งจวนผู้ตรวจการเมืองปรือตาลงเล็กน้อยด้วยยังงัวเงียอยู่ ก่อนจะโบกมือไหวน้อยๆ
“ตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
น้ำเสียงของนางแหบพร่าราวกับคนไม่สบาย หลินซานซานอดชะงักไม่ได้ พลันก็นึกเป็นห่วง
“ข้าไม่แน่ใจว่าที่ชายแดนนั้นมีอากาศเป็นอย่างไร แต่ที่เมืองหลวงบางคราก็อากาศร้อน บางคราก็หนาว วันดีคืนดีก็ฝนตก อากาศแปรปรวนเช่นนี้ พี่สะใภ้อาจจะยังไม่คุ้นชินอากาศที่นี่สักเท่าไร ควรสวมเสื้อผ้าหนาๆ จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้เจ็บไข้นะเจ้าคะ”
คำพูดของหลินซานซานทำเอาคนที่เกือบจะอ้าปากหาวหวอดชะงักกึก เหลือบมองอีกฝ่ายนิ่ง ขณะที่คนพูดหลุบตาลงต่ำ หนีสายตาคมจากนัยน์ตาเรียวสวยด้วยมิอาจทนมองหน้าได้ไหว ใช่ว่าทนไม่ไหวเพราะนางเป็นฮูหยินของคนที่นางรัก แต่เป็นเพราะสะคราญโฉมเกินไปจนมิอาจสู้หน้าตรงๆ ได้ไหว เห็นหน้าอีกฝ่ายแล้ว นางก็อดอับอายที่มิอาจสู้ความงามของคนตรงหน้าได้
“ลำบากให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
พี่สะใภ้เอ่ยขึ้น หลินซานซานเหลือบมอง ในหัวครุ่นคิดว่าขนาดอีกฝ่ายไม่ยกยิ้มใดๆ ยังงดงามถึงเพียงนี้ หากยิ้มขึ้นมาเมื่อไรคงสะกดผู้คนทั้งโลกให้หลงใหลได้ไม่ยาก แม้แต่หลินจิ้นฝูเองก็คงจะต้องหลงใหลนางเช่นกัน
ในตอนนี้อาจจะยัง แต่ในเบื้องหน้าก็ไม่แน่ อยู่ร่วมชายคา พบหน้ากันทุกวัน ถึงนางจะไม่ใช่หญิงคนรักแต่ก็เป็นน้องสาวของสตรีผู้นั้น รูปร่างหน้าตาย่อมมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน หลินจิ้นฝูทำใจได้เมื่อไรคงมิแคล้วหลงใหลนางเป็นแน่
หลินจิ้นฝูหลงใหลนาง...
คิดอย่างนี้ หลินซานซานก็ปวดแปลบขึ้นมาในอก น้ำตาเกือบจะหลั่งรินอยู่แล้วถ้าหากว่าคนตรงหน้าไม่เอ่ยขึ้นมาก่อน
“ธุระที่เจ้าต้องการพูดกับข้ามีเท่านี้หรือ”
หลินซานซานเลิกคิ้วสูง ไม่เข้าใจที่คนตรงหน้าพูดสักเท่าไรนัก ขณะที่อีกฝ่ายมองนางนิ่ง
“หากไร้ซึ่งสิ่งที่จะพูดแล้ว เจ้าก็ตามสบายเถิด ข้าจะกลับไปนอน”
สิ้นเสียงก็หมุนตัว หมายจะเดินออกไปจากเรือนรับรอง ทำเอาหลินซานซานอ้าปากค้างไปทันควัน
ป่านนี้แล้วยังจะกลับไปนอนอีกหรือ!?
เรื่องอะไรที่นางจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายไปนอนกันเล่า เป็นถึงฮูหยินของหลินจิ้นฝู ไยถึงได้ขี้เกียจตัวเป็นขนอย่างนี้กัน ใช้ได้ที่ไหน!
“ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะพี่สะใภ้” หลินซานซานรีบก้าวตามหลังไป เมื่อคนตรงหน้าหยุดฝีเท้าแล้วหันมามอง นางก็รีบพูดขึ้น “ข้าใคร่อยากจะชวนพี่สะใภ้ดื่มน้ำชายามบ่ายเสียหน่อย ตั้งแต่พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลหลินมา ข้ายังไม่เคยพูดคุยกับท่านอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ข้าหมายจะผูกสัมพันธ์กับท่านให้แนบแน่นยิ่งนัก”
พูดแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง ไม่ได้เต็มใจหรอกแต่คิดว่ามันน่าจะทำให้คนมองเอ็นดูได้ เพราะรอยยิ้มของนางล้วนใช้ได้ผลมาแล้วกับท่านลุงท่านป้า รวมถึงหลินจิ้นฝูและบ่าวไพร่ในเรือน
ทว่าคงไม่ใช่กับพี่สะใภ้ อีกฝ่ายมองนางที่ยิ้มแป้นแล้นด้วยสายตาราบเรียบยากจะอ่าน ใจนึกอยากจะปฏิเสธนัก แต่ก็มิอาจพูดได้เมื่อนางช้อนสายตาเว้าวอน
“นะเจ้าคะ อาจิ้นจะได้สบายใจด้วยที่เห็นเราสองคนสนิทสนมกัน”
คนถูกคะยั้นคะยอหรี่ตาลงเล็กน้อย
ที่แท้ที่อยากจะสนิทสนมเป็นเพราะบุรุษผู้นั้น หาได้อยากจะสนิทสนมกับพี่สะใภ้จากใจจริง
สิ่งนี้ไยพี่สะใภ้ของนางจะไม่รู้ ประกายในดวงตากลมโตนั้นเผยความนัยออกมาให้เห็นชัดแจ้งแล้วว่านางมีใจปฏิพัทธ์กับญาติผู้พี่ แต่ก็เอาเถิด นางจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ได้เกี่ยวกับตนสักหน่อย
“เช่นนั้นก็ไปที่ศาลาตรงสระบัวเถิด พ่อบ้าน เจ้าไปเตรียมขนมกับน้ำชามาด้วย”
นายหญิงของจวนออกปากสั่ง พ่อบ้านรับคำ ก่อนจางอี้ซวนจะเดินนำไปยังศาลาข้างสระบัวที่อยู่กลางจวน ปล่อยให้หลินซานซานเดินตามพลางพินิจรูปร่างของพี่สะใภ้ไปด้วย