ช่วงเช้ามีการทำบุญด้วยการเชิญพระสงฆ์มาที่ไร่จำนวน 9 รูป แขกเหรื่อร่วมทำบุญและรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน ผู้ใหญ่โย่งและคุณย่าเอื้องฟ้าในชุดสวยหล่อต่างยืนต้อนรับแขกด้วยใบหน้ามีความสุข เมื่อทำพิธีในช่วงเช้าเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว แขกเหรื่อก็พากันเดินชมไร่ที่ทางนนท์นธีจัดพื้นที่ไว้ให้เป็นพิเศษ รวมถึงมีองุ่นฟรีไว้ให้รับประทานอีกด้วย บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างราบเรียบและอบอุ่น
หวานเย็นในชุดไทยซึ่งเป็นชุดงานช่วงเช้าเดินเข้ามาพักผ่อนในบ้าน โชคดีที่อากาศวันนี้ค่อนข้างเย็น เธอเข้ามานั่งพักเพื่อรอเวลาที่จะเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับงานช่วงเย็นอีกที วันนี้มีแต่คนกล่าวแสดงความยินดีกับเธอและบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากทั้งนั้น แม้จะพยายามบอกตัวเองตลอดเวลาว่าการแต่งงานนี้มันคือของปลอม แต่เธอก็อดดีใจไม่ได้ที่ในวันนี้เธอได้อยู่ในฐานะเจ้าสาวของนนท์นธี
“มาทำอะไรตรงนี้” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
นนท์นธีที่เห็นหญิงสาวเดินเข้ามาได้แยกตัวออกมาจากเพื่อนๆ ที่มาร่วมงานแล้วเดินตามเธอเข้ามาในบ้าน หวานเย็นยิ้มให้ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร ฉันแค่เมื่อยน่ะ”
“นั่งด้วยได้ไหม”
นนท์นธีชี้ไปยังที่ว่างบนโซฟาข้างตัวเธอ หวานเย็นมองทีว่างตรงนั้นสลับกับโซฟาตัวอื่นที่ยังว่างอยู่ก็นึกแปลกใจ ทำไมเขาถึงไม่นั่งลงตรงโซฟาที่ว่างนะ ทำไมต้องขอนั่งข้างๆ เธอด้วยล่ะ
“อื้อ ได้สิ”
พอได้รับอนุญาต ชายหนุ่มก็เดินไปทิ้งตัวนั่งลงข้างเธอ ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรจนกระทั่งนนท์นธีเริ่มเป็นฝ่ายอึดอัด
“ทำไมวันนี้เธอเงียบจังล่ะ โกรธอะไรหรือเปล่า”
“เปล่านี่ ฉันก็แค่...ไม่รู้จะพูดอะไรดี”
อันที่จริงเธอยังไม่ลืมเรื่องเมื่อคืนต่างหาก ทั้งตอนที่พวกเขากอดกัน และตอนที่ตื่นมาพบว่าเธอนอนหนุนแขนเขาทั้งคืนก็ด้วย เพียงแค่คิด หญิงสาวก็ใจเต้นระส่ำจนไม่กล้ามองหน้าเขาแล้ว
“พูดกับฉันก็มองหน้าฉันสิ หน้าฉันอยู่บนพื้นหรือไงฮะ”
“อะไรกันเล่า ฉันก็แค่อยากมองวิวบนพื้นเท่านั้นเอง”
“วิวบนพื้น? กะอีแค่พื้นไม้ธรรมดาๆ มันมีอะไรน่ามองกว่าหน้าฉันนักเหรอ”
“แล้วอะไรของพี่เล่า จะมาหาเรื่องฉันทำไมเนี่ย ฉันอยู่ของฉันดีๆ นะ”
เธอต่อว่าเขาพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้นเดินหนี แต่นนท์นธีกลับคว้าแขนเธอเอาไว้แล้วดึงให้นั่งลงตามเดิม
“ก็เพราะเธอเอาแต่หลบหน้าฉันตั้งแต่เช้าน่ะสิ ตอนพิธีรดน้ำสังข์ก็ทำหน้าเหมือนคนปวดท้อง แต่งงานกับฉันมันทรมานมากเลยหรือไง”
ถามพร้อมกับเชยคางของอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้นสบตากัน พอได้สบตากับเขา เลือดในกายของหวานเย็นก็สูบฉีดอย่างรวดเร็ว แก้มที่แดงอยู่แล้วก็เริ่มแดงขึ้นกว่าเดิมจนเห็นชัดขึ้น
“เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ฉันไม่ได้หลบหน้าพี่สักหน่อย”
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้อยากแต่งงาน แต่ก็อย่างที่คุยกันไว้ แค่สามเดือนเท่านั้น ฉันอยากให้คุณย่ามีความสุขที่สุดในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน และถ้าวันนั้นมาถึง ฉันยินดีจะปล่อยเธอไปโดยไม่รั้งอะไรทั้งสิ้นเลย”
คำพูดของนนท์นธีสร้างบาดแผลในใจให้หวานเย็นไม่น้อย ใครกันแน่ที่ ทรมานในการแต่งงานครั้งนี้ คนที่ไม่อยากแต่งมากที่สุดคือเขาต่างหากไม่ใช่เธอ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกทิ้งมาก่อน การแต่งงานระหว่างเธอกับเขาก็คงจะไม่เกิดขึ้นสินะ แค่คิดหัวใจของเธอก็ห่อเหี่ยว
“อยู่นี่นี่เองทั้งสองคน ได้เวลาฤกษ์งามยามดีแล้วนะ รีบไปเร็ว” ผู้ใหญ่โย่งที่ตามหาทั้งคู่ทั่วไร่วิ่งเข้ามาตามด้วยสภาพหอบเหนื่อยและเหงื่อชุ่มตัว
“มีอะไรหรือเปล่าพ่อ”
“จดทะเบียนสมรสไง ท่านนายอำเภอให้เกียรติมาถึงที่เลยนะ ไปเร็วเข้าๆ”
ผู้ใหญ่โย่งคว้าแขนทั้งสองคนแล้วพาไปดึงไปที่สวนหย่อมหน้างาน บรรดาแขกเหรื่อต่างมาล้อมวงรอดูการจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ ทั้งสองถูกพาไปนั่งที่โต๊ะสีขาวซึ่งมีนายอำเภอนั่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีกระดาษอยู่สองแผ่น มันคือทะเบียนสมรสที่ถูกเตรียมมาเพื่อพวกเขา
“สวัสดีครับนายอำเภอ”
“อ้าว คุณนนท์นธี สวัสดีครับ ต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ น่าเสียดายที่ผมมางานได้แค่แป๊บเดียวเพราะมีประชุมต่อ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่นายอำเภอสละเวลามาผมก็ซาบซึ้งแล้ว ไหนครับ ผมต้องเซ็นอะไรตรงไหนบ้าง”
พวกเขาคุยกันพอเป็นพิธี นนท์นธีเซ็นชื่อลงบนกระดาษในส่วนของตัวเอง ก่อนจะส่งต่อให้หวานเย็นเซ็นอีกคน เธอมองทะเบียนสมรสที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น
เธอกำลังจะได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาแล้ว...
แค่เซ็นชื่อเท่านั้น เขาก็จะกลายเป็นของเธอ
หญิงสาวมือสั่นระรัว เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบใบหน้าลงมา เธอค่อยๆ เขียนชื่อของตัวเองลงไปทีละตัวอย่างบรรจง ทุกวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนนนท์นธีต้องก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอ
“นี่ยัยลิง แค่เซ็นชื่อนะไม่ได้ให้คัดลายมือส่งอาจารย์ ช้าอะไรขนาดนี้”
“รู้แล้วน่า”
เธอรีบเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว นายอำเภอรับกระดาษทั้งสองแผ่นไปตรวจดูอีกครั้งก่อนจะยิ้มกว้างแล้วส่งคืนให้ทั้งคู่คนละแผ่น
“ยินดีด้วยนะครับ พวกคุณทั้งสองคนเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วครับ”
หวานเย็นเอื้อมมือไปรับใบทะเบียนสมรสในส่วนของตัวเองมา เธอยิ้มหวานด้วยความดีใจ มองไปยังลายเซ็นของตัวเองและของนนท์นธีที่ประทับอยู่บนกระดาษพร้อมน้ำตาที่ปริ่มออกมา
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าใบทะเบียนสมรสนี้มีกำหนดหมดอายุ แต่ทำไมกันนะ...ทำไมเธอถึงดีใจได้มากมายขนาดนี้ การที่ได้แต่งงานกับเขา มันยิ่งกว่าความฝันเสียอีก
“ดูสิ เจ้าสาวดีใจจนร้องไห้เลย” หนึ่งในแขกที่มางานเอ่ยทักขึ้น
นนท์นธีรีบก้มมองเจ้าสาวของตัวเองทันทีก็พบว่าเธอมีน้ำตาไหลออกมาจริงๆ เขารีบจับใบหน้าของเธอให้หันมาก่อนจะเช็ดน้ำตาออกให้
“อะไรกันล่ะ เจ้าสาวของฉันขี้แยขนาดนี้เลยเหรอ” เขาแสร้งพูดติดตลก
ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าการแต่งงานครั้งนี้คงสร้างความเจ็บปวดใจให้หวานเย็นไม่น้อย เขาลืมคิดไปว่าเธออาจมีคนที่แอบชอบอยู่ก็เป็นได้ การเอาแต่ใจของเขากำลังทำให้เธอเสียใจอยู่หรือเปล่า นนท์นธีเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้มาตลอด
“วี้ดวิ่ววว หวานกันจริงๆ เลย” ทว่าในสายตาของคนทั่วไป พวกเขากลับดูเหมือนคู่รักที่กำลังหวานชื่นต่อกัน ภาพที่ชายหนุ่มเช็ดน้ำให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยนนั้น แลดูราวกับเขากำลังทะนุถนอมเธอ
“เช็ดแรงไปแล้วนะพี่ หนังหน้าฉันจะหลุดติดมือพี่แล้วเนี่ย”
หวานเย็นกระซิบกระซาบบอกเขา ไม่มีใครมองออกเลยว่าแท้จริงแล้วภาพที่เห็นตรงหน้า มันคือสงครามขนาดย่อมต่างหาก
ตอนเย็น
“ว้าว ไม่อยากจะเชื่อ นี่ใช่หนูหวานเย็นที่ย่ารู้จักจริงๆ หรือจ๊ะ”
คุณย่าเอื้องฟ้าที่เดินเข้ามาหาหวานเย็นในห้องแต่งตัวเอ่ยชมเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดแต่งงานแสนสวย เธอยิ้มรับคำชมนั้นด้วยท่าทีเขินอาย
“คุณย่าก็...ชมหนูเกินไปแล้ว”
“ไหนดูซิ ซ่อนรูปอีกด้วยนะเรา สะโพกผายแบบนี้เขาว่าจะคลอดลูกง่าย”
“ลูกอะไรกันล่ะคะคุณย่า” หวานเย็นอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
เธอมองตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกแล้วอดคิดไม่ได้ว่าชุดมันโป๊เกินไปหรือไม่ เพราะเกาะอกค่อนข้างจะเผยเนื้อหนังของเธอมากกว่าชุดไทยในตอนเช้า
“เชื่อย่าสิ เรามีดี เราต้องปล่อยของดีออกมา ต้องยึดตานนท์เอาไว้ให้อยู่หมัดเลยนะลูก”
หวานเย็นได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ไม่อาจบอกได้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มีอายุสัญญาของมันเอง
“ยัยหวาน ได้เวลาแล้ว งานข้างล่างกำลังจะเริ่มแล้วนะ ไปกันเถอะ”
‘วิวาห์’ เพื่อนสนิทของหวานเย็นที่มาร่วมงานด้วยเข้ามาตาม หวานเย็นกับคุณย่าจึงรีบพากันออกไปเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำ
“แล้วพี่นนท์ล่ะ” เธอถามเพื่อน
“ลงไปรอก่อนนานแล้ว ผู้ชายก็แบบนี้แหละแก แต่งตัวเร็วเหมือนไม่ได้แต่ง”
ทั้งสองหยุดบทสนทนาไว้แค่นั้นเพราะเดินมาถึงไร่ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงช่วงเย็นพอดี
“เจ้าสาวมาแล้วค่า”
วิวาห์ตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจจากแขกในงานและนนท์นธีที่กำลังยืนคุยกับเพื่อนๆ ของตนเองอยู่
ทุกคนหันมามองทางหวานเย็นเป็นตาเดียว หญิงสาวในชุดสวยราวกับนางฟ้าตัดกับผิวขาวผ่องของเธอ เนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเกาะอกตัวเล็กออกมานั้นเป็นที่ดึงดูดสายตายิ่งกว่าส่วนไหนๆ ทรวดทรงองค์เอวที่แสนวิเศษทำให้ชายหนุ่มในงานพากันมองเธอตาเป็นประกาย
แปะๆๆๆ
“เจ้าสาวสวยมากเลย ฮู้ววว!”
เสียงปรบมือพร้อมเสียงโห่แซวดังระงม นนท์นธีเองก็ยืนอึ้งตกตะลึงในความสวยของหวานเย็นเช่นกัน เขาคิดไม่ถึงเลยว่า เด็กสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจะกลายเป็นหญิงสาวสวยขนาดนี้ไปแล้ว
“เฮ้ย เมียแกใช่ย่อยนี่หว่า เห็นตัวเล็กๆ แต่ซ่อนรูปโคตรๆ” เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งของนนท์นธีเอ่ยขึ้นพลางสะกิดแขนเขา ทำให้ชายหนุ่มเบนสายตาไปโฟกัสที่ส่วนเว้าส่วนโค้งของหญิงสาวบ้าง แต่พอมองไปรอบๆ และเห็นว่าแขกผู้ชายในงานเองก็โฟกัสที่เดียวกับเขาเช่นกัน นนท์นธีก็รีบวางแก้วน้ำในมือลงบนโต๊ะ เขาเดินก้าวยาวๆ เข้าไปหาเจ้าสาวของตัวเองก่อนจะถอดเสื้อสูทข้างนอกส่งให้เธอท่ามกลางสายตาของทุกคนในงาน
“อะไรเหรอพี่”
“ยังจะถามอีก กางแขนออก”
“ฮะ?”
“บอกให้กางแขนไง” หวานเย็นจำต้องกางแขนออกอย่างงงๆ นนท์นธีรีบสวมเสื้อสูทให้กับเธอแล้วจัดการดึงเสื้อมาคลุมให้จนมิด เสื้อของเขายาวจนคลุมไปถึงหัวเข่า การกระทำของเขาทำให้ทุกคนพากันแซวในความขี้หวงที่เขาแสดงออกมา
“โอ๊ยย ไอ้คนหวงเมียเอ๊ย!” บรรดาเพื่อนๆ ของนนท์นธีต่างส่งเสียงแซว คุณย่าเอื้องฟ้าที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลยิ้มกว้าง จะอย่างไรเธอก็ยังมั่นใจว่าหลานชายของเธอจะต้องตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน
นนท์นธีและหวานเย็นต่างก็ยืนหันหน้าหนีกันไปทางอื่น เขารู้สึกอยากจะวิ่งเอาหัวชนต้นไม้ไปซะด้วยไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงให้เขาทำแบบนี้ วินาทีนั้นเขาแค่ทนไม่ได้ที่จะให้ชายอื่นเห็นเรือนร่างของเธอมากไปกว่านี้ ใครจะไปรู้ว่าร่างกายจะทำงานเร็วกว่าความคิดแบบนี้