พรศักดิ์ไปรับลูกสาวกลับพร้อมกับจ่ายเงินค่าอาหารให้ พรนับพันนำอาหารพวกนั้นไปแจกจ่ายให้พนักงาน แล้วเอาขวดไวน์ราคาเหยียบหมื่นมาตั้งที่โต๊ะของตัวเองแล้วมองมันด้วยความเจ็บใจน้ำตาพานจะไหลแต่ก็ต้องทำเป็นว่าเธอไม่รู้สึกอะไรเพื่อความสบายใจของบิดา
“พ่อว่าเขาตั้งใจแกล้งเค้ก พ่อดูออก”
“ไม่หรอกค่ะพ่อ เขารีบกลับไปทำงานด่วน เค้กผิดเองที่ลืมไปว่าตัวเองไม่ได้เอากระเป๋าไป เลยให้เขากลับไปทั้งอย่างนั้น ขอโทษนะคะที่ต้องรบกวนให้พ่อไปจ่ายให้” หญิงสาวบอกบิดารับความผิดเอาไว้เอง
“เฮ้อ ช่างเถอะ” พรศักดิ์ถอนหายใจออกมา แม้ว่าพรนับพันจะลืมว่าตัวเองไม่ได้พกกระเป๋าไปก็จริง แต่เขาควรฝากเงินไว้ให้เธอจ่ายค่าอาหารให้
กานดาที่ออกไปทำบุญกับเพื่อนกลับมาในตอนบ่าย เธอเข้ามาที่ห้องทำงานของลูกสาวหลังจากได้ยินเลขานุการของสามีบอกว่าเขาออกไปรับเธอกลับมาเพราะถูกภัสกรทิ้งไว้ที่ร้านอาหาร
“เกิดอะไรขึ้นลูก” กานดาเข้ามาก็ถามในประเด็นที่ตนสงสัย
พรนับพันจึงเล่าเรื่องที่เกิดให้มารดาฟังให้เข้าใจแบบเดียวกันกับบิดา
“เขาคงไม่ตั้งใจหรอก ถึงจะเคียดแค้นแค่ไหน แต่เป็นถึงนักธุรกิจใหญ่โตอายุอานามก็จะสี่สิบ เขาไม่เอาเวลามากลั่นแกล้งกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้หรอก” กานดาบอกให้สามีสบายใจ ทั้งๆ ที่เธอรู้แก่ใจว่าลูกสาวพูดให้เขาสบายใจเท่านั้น
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ดี ผมกลัวแต่ว่ามันจะไม่ใช่นะสิ”
กานดามองหน้าพรนับพันที่หลบสายตาแล้วเธอก็นิ่งเงียบไป
“งั้นผมกลับไปทำงานก่อนนะ คุณอยู่คุยกับลูกไปก่อนก็แล้วกัน” พรศักดิ์ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วเดินกลับออกไป
“แม่รู้นะว่าเขาตั้งใจจะแกล้งลูก” กานดาบอกอย่างรู้ทันเมื่อสามีเดินพ้นประตูไปแล้ว
พรนับพันถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ว่าไม่สามารถโกหกมารดาได้แน่
“เค้กต้องขอโทษนะคะที่ต้องโกหกไปอย่างนั้น เค้กแค่ไม่อยากให้พ่อคิดมาก”
“ดีแล้วล่ะลูก อย่างน้อยพ่อเขาก็จะได้ไม่ต้องกังวลมากไปกว่านี้ รู้หรือเปล่าพ่อเขาเป็นห่วงเค้กมากเลยไม่อยากให้เค้กรับข้อเสนอบ้าๆ นั้นด้วยซ้ำ ยอมปิดโรงงานดีกว่าจะให้ลูกต้องไปทนตกนรกกับเขา”
“เค้กรู้ค่ะแม่ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงเค้กแค่ไหน แต่เค้กคิดว่าเค้กรับมือไหว ถ้าเขาจะเล่นสกปรกแบบนี้เค้กก็คงต้องหาวิธีรับมือต่อไป” เธอบอกให้มารดาวางใจ
“แต่อย่าตอบโต้กลับเด็ดขาดนะรู้หรือเปล่า”
“เค้กทราบดีค่ะแม่ ผู้ชายอย่างนั้นถ้าเราโต้กลับเขาก็ยิ่งจะโกรธแล้วมาหาเรื่องเราหนักกว่าเดิม แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้มาวุ่นวายกับโรงงานของเรา ถือว่าเขาเป็นคนรักษาคำพูดในระดับหนึ่ง” พรนับพันพูดแล้วถอนหายใจหนัก
เธออยากรีบท้องให้มันจบๆ จะได้หลุดพ้นจากวังวนนี้เสียที
“แม่เชื่อว่าลูกสาวแม่จะทำให้ผู้ชายคนนั้นลืมความโกรธแค้นไปได้” กานดาพูดสิ่งที่คิดในใจออกมา
“ไม่มีวันหรอกค่ะแม่ มีแต่ในละครเท่านั้นแหละค่ะที่เกลียดกันแล้วได้ลงเอยกันแบบนั้น”
“แต่ละครก็เอามาจากชีวิตจริงไม่ใช่เหรอลูก แต่ก็เอาเถอะถ้าลูกไม่อยากอยู่กับเขาอย่างน้อยเขาก็คงไม่ผิดคำพูดเรื่องที่จะหย่าหลังจากที่ลูกมีทายาทให้เขาแล้ว แต่..”
“อะไรคะแม่” พรนับพันถามเมื่อเห็นว่ามารดานิ่งไป
กานดาไม่กล้าพูดต่อว่าหากเธอตั้งครรภ์ได้อุ้มลูกในท้องของตนเองแล้วจะมีแม่ที่ไหนทิ้งลูกของตัวเองได้ลงคอ ความผูกพันในช่วงระยะเวลาเก้าเดือนมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พรนับพันจะคิด หัวอกคนเป็นแม่อย่างเธอรู้ดีจึงอยากให้เธอกับภัสกรตกล่องปล่องชิ้นกันเพราะไหนๆ ก็แต่งงานกันแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่อยากให้ลูกทำดีกับเขาให้มากๆ อย่างน้อยก็เพื่อตัวลูกเอง ทำให้เขาเอ็นดูเข้าไว้ก็ไม่เสียหายทำให้รักให้หลงได้ยิ่งดี” กานดาพูดทีเล่นทีจริงในตอนท้ายแล้วอมยิ้มเป็นนัยว่าอยากเห็นลูกสาวทำให้ภัสกรเปลี่ยนใจมารักเธอ
“เค้กแค่อยากท้องให้จบๆ ไป แต่ปัญหาคือเขาแยกห้องนอนกับเค้กน่ะสิคะ เหมือนกับว่าตั้งใจจะแกล้งเค้กก่อนจนกว่าจะพอใจยังไม่ยอมทำให้เค้กท้องง่ายๆ ในตอนนี้” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
กานดาได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มขึ้นมาแล้วส่ายหัวเบาๆ
“เชื่อแม่สิ ขึ้นชื่อว่าผู้ชายมีผู้หญิงอยู่ใกล้ๆ ทนได้ไม่นานหรอก ลูกเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ แต่ถ้าเขาไม่เริ่มลูกก็เริ่มก่อนทุกอย่างจะได้จบเร็วๆ”
“เริ่มก่อนเหรอคะ” เธอทวนคำของมารดาแล้วนึกภาพไม่ออกเลยว่าตนเองจะเริ่มด้วยวิธีไหน
“นั่นไงล่ะสิ่งที่จะทำให้ลูกสามารถเริ่มก่อนได้” กานดามองไปยังขวดไวน์ที่ตั้งอยู่แล้วพยักพเยิดไปให้พรนับพันดูเหมือนรู้ทันความคิดของหญิงสาว
พรนับพันมองไปที่ขวดไวน์ราคาแพงนั้นแล้วคิดตามในสิ่งที่มารดาพูด
“ถ้าเขาไม่ทำเราก็ลงมือเอง รีบท้องจะได้รีบจบปัญหา” เธอพูดขึ้นมาอย่างชั่งใจกึ่งประชดตัวเอง ยิ่งคิดถึงคำพูดที่เขาดูถูกเธอในคืนเข้าหอก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ
“สมัยนี้ใครเริ่มก่อนก็ไม่ผิดหรอก ไม่แน่นะเขาอาจจะชอบลูกแล้วเกิดเปลี่ยนใจมารักลูกสาวแม่ก็ได้ ไหนๆ ก็จดทะเบียนแต่งงานกันแล้วนี่ ก็ทำให้เขารักหนูไปเลย”
“ทำให้รักงั้นเลยเหรอคะ แม่พูดแต่แบบนี้อีกแล้ว เค้กไม่เอาด้วยหรอกค่ะ ผู้ชายใจร้ายเจ้าอารมณ์อย่างเขาใครอยู่ด้วยก็คงไม่มีความสุข อีกอย่างหน้าเค้กเขาก็ยังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ คงยากค่ะ” พรนับพันนึกถึงเวลาที่ตนเองต้องออดอ้อนผู้ชายใจร้ายคนนั้นเธอก็ขนลุกแล้ว
“เอาเถอะ เค้กจะทำยังไงก็ขึ้นอยู่กับเค้ก แม่ก็เตือนได้เท่านี้แหละ” กานดาไม่อยากบังคับลูกสาว เธอเดินไปแตะไหล่พรนับพันเบาๆ ด้วยความห่วงใย ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องลูกสาวไป
พรนับพันนั่งมองขวดไวน์ตรงหน้า เธอคิดทบทวนในสิ่งที่มารดาบอกแล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม
“ทำให้รักอย่างนั้นเหรอ คนเถื่อนๆ อย่างงั้นรักใครไม่เป็นหรอก”
หญิงสาวนึกถึงตอนที่เขาถูกรัตติกาลต่อว่าและบอกเลิก ในตอนนั้นเขาดูทุกข์ใจและเสียใจมาก ทั้งสูญเสียลูกแล้วคนรักก็เอาแต่โทษเขาว่าเป็นต้นเหตุบอกเลิกเขาไป
ตอนแรกเธอก็คิดว่าคู่กรณีสาวแค่พูดไปตามอารมณ์ของความสูญเสีย แต่พอรู้ข่าวอีกทีเธอก็หนีออกจากห้องฉุกเฉินในขณะที่จะซักประวัติเพื่อย้ายไปยังห้องพักฟื้น พอเธอกลับไปถามหาคนไข้ชื่อรัตติกาลเพื่อจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางโรงพยาบาลก็บอกว่าไม่มีคนไข้ชื่อนี้คงเป็นเพราะเธอหนีไปก่อน
และตอนที่เกิดเหตุ พรศักดิ์เล่าว่าเธอโทรเรียกคนรักให้มาหาเธอก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาลด้วยซ้ำ บัตรประจำตัวหรือเอกสารต่างๆ ก็ไม่ได้พกมาไม่เหมือนคนที่ตั้งใจจะไปหาหมอเลย
ตอนนั้นเหตุการณ์มันวุ่นวายมากเลยไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอมานั่งคิดย้อนหลังดูก็มีอะไรแปลกๆ อยู่มาก แต่พรนับพันก็หยุดความคิดนั้นลง ตอนนี้เธอไม่อยากเปลืองสมองกับเรื่องคนอื่นแล้ว
************************