“มีอะไรหรือเปล่า”
“พี่โซล” พิมพ์พิศาปรับน้ำเสียงให้หวานขึ้นอีกระดับ เอ่ยต่อ “เพิร์ลจะถามงานกับคุณคนนี้ว่าพี่โซลเซ็นแล้วจะให้ทำยังไงต่อ แต่เธอไม่ยอมบอก ให้รอคุณจิตรีค่ะ แล้วตอนนี้เพิร์ลก็ไม่รู้คุณจิตรีไปไหน”
“พี่จิตรีไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวมาค่ะ”
นึกรักตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ชายหนุ่มมองหน้าสบตาเธอแวบหนึ่ง เขาเห็นริ้วรอยความน้อยใจวาบผ่านในแววตาของหญิงสาวก่อนที่เธอจะหลุบตาลง เขาคงต้องพูดกับเธอให้เข้าใจกันใหม่ก่อนจะมีเรื่องมีราวใหญ่โต ก่อนจะเอ่ยปากบอกว่า
“ถ้าคุณจิตรีมาให้เข้าไปพบผมในห้องด้วย”
“ค่ะท่านรอง”
นึกรักค้อมศีรษะรับคำถนอมเสียง ก่อนเขาจะหมุนตัวเข้าไปด้านใน พิมพ์พิศาส่งสายตามองเธอพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูจะออกไปในทางเย้ยหยันแล้วจึงหมุนตัวเดินตามเขากลับเข้าไปในห้อง
นึกรักทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงาน นิ่งคิดถึงสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นก่อนจะดึงสติกลับมาคิดแต่เรื่องงาน เมื่อจิตรีกลับมาที่โต๊ะเธอจึงแจ้งว่าท่านรองให้เข้าไปพบ
ใกล้เวลารับประทานอาหารกลางวันนึกรักโทรศัพท์เข้าไปสอบถามเรื่องอาหารของชายหนุ่มตามหน้าที่
“มื้อกลางวันท่านรองจะให้จัดอาหารให้หรือเปล่าคะ”
น้ำเสียงที่ถามไม่มีแววความแง่งอนหรือทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ อหัสกรนิ่งไปหนึ่งลมหายใจ ตวัดสายตามองหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้องกับเขา ตอนนี้พิมพ์พิศานั่งอยู่ที่โซฟารับแขกตัวยาวกำลังศึกษาเอกสารงานที่คุณจิตรีนำเข้ามาให้ดู
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมออกไปกินข้างนอก”
“ค่ะท่านรอง”
นึกรักรับคำแล้วหันไปบอกจิตรีตามที่เจ้านายบอก
“ท่านรองไม่รับอาหารกลางวันค่ะพี่จิตรี”
“จ้ะ งั้นถึงเวลาเราก็ลงไปทานอาหารกันที่แคนทีน”
“ค่ะ”
พอใกล้ถึงเวลาพักเที่ยงประตูทำงานห้องผู้บริหารก็เปิดออก ตามมาด้วยร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มพร้อมกับพิมพ์พิศา พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้หันมามองทางโต๊ะของเลขาและผู้ช่วยเลขา กระนั้นนึกรักก็ยังได้ยินการพูดคุยกระหนุงกระหนิงกันของทั้งสองคนที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
“เพิร์ลอยากลองทานอาหารที่แคนทีนของบริษัทค่ะพี่โซล ไม่ต้องออกไปทานข้างนอกก็ได้ เสียเวลาทำงาน”
เมื่อนึกรักกับจิตรีเข้ามาในแคนทีนเหมือนพนักงานทั่วไปก็เห็นว่าโต๊ะตรงกลางที่สามารถนั่งกันได้ประมาณสิบคนแยกเป็นสองฝั่งนั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งกันอยู่โดยที่ไม่มีพนักงานคนไหนมานั่งด้วยเลย ทำให้คนทั้งสองกลายเป็นจุดเด่นในสายตาผู้พบเห็นโดยปริยาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พิมพ์พิศาต้องการ ผู้บริหารหนุ่มหล่อที่ไม่เคยลงมารับประทานอาหารที่โรงอาหารของพนักงานเลยเพราะเลขาจะจัดเตรียมให้ วันนี้ลงมากับสาวสวยซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเธอคนนี้เป็นใคร ทว่าใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งกับท่านรองประธานบริษัทนั้นสวยสะดุดตายิ่งกว่าดาราบางคนจึงมีคนคุ้นหน้าเธอบ้าง เพราะพิมพ์พิศาก็มีข่าวออกงานสังคมอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศ เมื่อค้นประวัติดูในโลกโซเชียลก็ได้รู้ว่าเธอคือ ‘พิมพ์พิศา สารไกรเลิศ’ สาวสวยไฮโซทายาทพันล้านของตระกูลดัง
จิตรีกับนึกรักเดินหาโต๊ะนั่งค่อนข้างยากเพราะเป็นเวลาที่หลายแผนกพักและลงมารับประทานพร้อมกัน จิตรีแอบนึกเสียดายที่ไม่ได้ชวนนึกรักเดินออกไปนั่งร้านส้มตำใกล้ ๆ ซึ่งกลับมาทำงานก็ยังทัน
อหัสกรนั่งหน้าขรึมตามบุคลิก เขารู้ว่าเขาและพิมพ์พิศากำลังเป็นจุดสนใจของพนักงานในนี้แต่ก็คงไม่มีใครกล้าพูดอะไรให้ได้ยินในระยะเผาขน จังหวะที่ดวงตาคมหันมองไปจุดหนึ่งก็พบกับเลขาสาวใหญ่ของเขาที่กำลังเดินมองหาที่นั่งพร้อมกับนึกรักจึงกวักมือเรียกเมื่อสายตาของจิตรีหันมองมา
“แอล ท่านรองเรียกให้เราไปนั่งด้วย”
“จะดีเหรอคะ ท่านอาจอยากได้ความเป็นส่วนตัว”
นึกรักมองไปทางนั้นก็เห็นชายหนุ่มกับผู้หญิงคนนั้นกำลังพูดคุยกันอยู่ จิตรีจึงสะกิดบอก
“ไปเถอะ เมื่อกี้ท่านกวักมือเรียกแล้วนะ ไม่ไปเดี๋ยวจะหาว่าหักหน้ากัน มันจะไม่ดี”
จิตรีบอกแล้วเดินนำไปโดยไม่รอให้นึกรักแย้งอีก หญิงสาวจึงต้องเดินตามไปอย่างไม่ค่อยสบายใจ
“ขออนุญาตนั่งด้วยนะคะท่านรอง”
เลขาประจำตัวพูดเสียงแจ๋วยิ้มหวานให้เจ้านายทำให้บรรยากาศไม่ดูอึดอัด เธอวางจานลงบนโต๊ะฝั่งเดียวกับชายหนุ่มโดยเว้นระยะห่างไว้หนึ่งที่ส่วนนึกรักก็นั่งฝั่งตรงข้ามกับคุณจิตรี พิมพ์พิศามองหน้าคุณจิตรีที่นั่งข้างชายหนุ่มแล้วยิ้ม เอ่ยว่า
“เรียกคุณจิตรีมานั่งด้วย เธอจะอึดอัดหรือเปล่าคะพี่โซล อีกอย่างเขาอาจจะมีที่จะไปนั่งอยู่แล้วก็ได้” พิมพ์พิศาพูดเสียงหวานเหมือนจะหวังดีกับ ‘ผู้น้อย’
“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณเพิร์ล จิตรีเคยไปทานข้าวกับท่านรองบ่อย ๆ เวลาออกไปข้างนอก”
เลขาสาวใหญ่เอ่ยบอกยิ้ม ๆ ทำให้พิมพ์พิศาสีหน้าเปลี่ยนไปแวบหนึ่งปรายตาไปที่นึกรักบอกให้รู้ว่าคนที่เธอพูดไม่ได้หมายถึงจิตรี
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมทานข้าวกับเลขาของผมอยู่บ่อย ๆ”
อหัสกรแทรกขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ พิมพ์พิศาเลิกคิ้วพูดต่อว่า
“อุ๊ย เหรอคะ งั้นต่อไปเพิร์ลเข้ามาเป็นเลขาพี่โซลก็ต้องไปทานข้าวกับพี่โซลบ่อย ๆ น่ะสิคะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ หมายถึงตอนออกไปพบลูกค้าหรือไปทำงานข้างนอกน่ะค่ะ”
ประโยคนี้คุณจิตรีเป็นคนตอบ ส่วนนึกรักนั่งกินอาหารตรงหน้าตัวเองแบบเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว มีบางขณะที่ดวงตาเหลือบไปสบมองกับดวงตาคมคู่นั้นเข้าแต่ก็รีบหลุบลงไม่ให้ใครสังเกตเห็นแววพิรุธใด ๆ
อหัสกรรับรู้ว่าพิมพ์พิศาแสดงความเป็นศัตรูกับนึกรักชัดเจน หากยังให้อยู่กันแบบนี้คนที่จะลำบากคือเด็กฝากของบิดาเพราะดูท่าว่าคุณอรรฆมณีคงต้องเข้ามาเป็นกองหนุนในคนที่ท่านสนับสนุน หากเขาออกตัวปกป้องนึกรักก็คงจะขัดใจมารดาซึ่งเขาไม่อยากทำแบบนั้น แค่นี้มารดาของเขาก็น่าสงสารมากพอแล้วเขาไม่อยากทำให้ท่านเจ็บช้ำน้ำใจมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มจึงคิดจะขยับโยกย้ายนึกรักไปไว้ที่ฝ่ายอื่น
และก็เป็นจริงตามที่อหัสกรคาดการณ์ ยิ่งนานวันสถานการณ์หน้าห้องท่านรองประธานก็ยิ่งอึดอัดไม่มีวี่แววจะผ่อนคลายลง คุณอนรรฆมณีมาที่บริษัทบ่อยขึ้นนับตั้งแต่พิมพ์พิศาเข้ามาทำงานเรียกว่าแทบจะวันเว้นวัน ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดจา ‘แซะ’ นึกรักแบบฉบับผู้ดีทุกครั้งที่มีโอกาส
“ฉันว่านะคุณจิตรี คนเราบางคนก็ไม่รู้ว่ากระจกมันสะท้อนให้เห็นอะไรมากแค่เงาผิวเผินนะ”
มาอีกแล้วรายการแซะฉบับมารดาท่านรอง อืม...จะบอกว่าตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาสินะ
“เธอรู้มั้ยคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้างนี่ เขาเรียกว่าน่าสมเพช อ้อ น่าสมเพชเนี่ยจริง ๆ ไม่ใช่คำเลวร้ายนะ เธอลองเซิร์ชดูสิ”
อืม...จริง ๆ ความหมายน่ะไม่ได้เลวร้าย แต่มันขึ้นอยู่กับเจตนาของคนพูดต่างหาก
สิ่งที่นึกรักทำได้คือก้มหน้าเงียบไม่โต้ตอบ เขาเคยบอกกับนึกรักเมื่อมีเวลาคุยกันแบบส่วนตัวที่บ้านของเธอว่า
“ถ้าคุณแม่พูดอะไรไม่ดี ผมขออย่าให้คุณโต้ตอบอะไรเลย นิ่งไว้ ถ้ายิ่งพูดท่านก็จะยิ่งไม่หยุด ท่านจะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับคุณมากกว่าเดิม อย่าถือสานะเพราะคุณแม่ผมก็เป็นแบบนี้แหละ คุณทำได้ไหมแอล”
นึกสาวยิ้มเศร้า ใบหน้าข้างหนึ่งวางอยู่บนอกแกร่งในยามนี้เธอกับเขามีความสุขกัน แต่เมื่อเขาก้าวออกไปเธอก็ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแค่พนักงานคนหนึ่งในบริษัทเท่านั้น
“แอลเข้าใจค่ะ เพราะแม่ทุกคนก็ต้องอยากให้ลูกได้ในสิ่งที่ดีที่สุด”
นึกรักไม่ได้คิดไกล แต่ก็ยังอดคิดถึงคำพูดของเขาในคืนนั้น คืนที่เขาบอกจะรับผิดชอบเธอ เขาจะรับผิดชอบแบบไหนและในสถานะใด
อหัสกรพลิกตัวมาคร่อมร่างบางที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม เขาเห็นแววตาของเธอเศร้าหัวใจก็รู้สึกแปลบปลาบอย่างบอกไม่ถูก คิดไม่ตกว่าจะเก็บเธอไว้ในส่วนไหนของชีวิต ปลายนิ้วแกร่งเกลี่ยไปตามกรอบหน้าเรียวผสานสายตากันราวจะอ่านความคิดในใจอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะดับความทุกข์ในใจด้วยความสุขทางกายที่เร่าร้อนให้เธอ
อหัสกรกลับมาคิดทบทวนดีแล้ว จึงได้ข้อสรุปเพื่อตัดปัญหายุ่งยากว่าจะย้ายนึกรักไปทำงานกับอังศุธรผู้เป็นน้องชายที่ดูแลฝ่ายประสานงานทั่วไปจะได้เลี่ยงการปะทะกับมารดา ชายหนุ่มบอกกับบิดาถึงสาเหตุที่ต้องย้ายนึกรักไปทำงานกับน้องชาย ซึ่งผู้เป็นบิดาก็พอจะเข้าใจ อดีตภรรยาเป็นคนเจ้าอารมณ์และเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดไหนคุณวีระเองย่อมรู้ดีกว่าใคร เขาเองก็ไม่อยากให้นึกรักต้องปะทะกับอดีตภรรยา แค่รู้ว่าหญิงสาวยังทำงานอยู่ที่บริษัทก็ดีแล้ว คุณอนรรฆมณีไม่ค่อยยุ่งกับลูกชายคนเล็กนัก เพราะอังศุธรหรือซันนั้นมักจะขัดใจมารดาต่างจากอหัสกรผู้เป็นพี่ชาย ยิ่งเวลาปะทะคารมกันคุณอนรรฆมณีที่ว่าปากคมแล้วก็มักจะเถียงสู้อังศุธรไม่ได้ และเมื่อบอกให้หญิงสาวรับรู้ เธอก็พยักหน้ารับคำโดยไม่ได้มีปฏิกิริยาอื่น
ในคืนนั้นมีเงินจำนวนห้าแสนบาทเข้าบัญชีของนึกรัก ปลายทางเป็นชื่อของเขาทำให้หญิงสาวงุนงงว่าเขาให้เงินจำนวนนี้เธอทำไม จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปถาม
“พี่โซลโอนเงินให้แอลทำไมคะ”
“รับไว้เถอะ คุณต้องใช้มันอยู่แล้ว”
คราแรกนึกรักรู้สึกงุนงง ไม่รู้เหตุผล แต่เมื่อคิดทบทวนดีแล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่า นี่คงจะเป็นค่าความรับผิดชอบของเขา ที่บอกว่าจะรับผิดชอบเธอ คือรับผิดชอบแบบนี้นี่เอง