น้ำผิงเดินหนีไปอีกทางส่วนอดีตสามีของเธอก็เดินตามอยู่ห่างๆ เขายังรักและห่วงเธอกับลูกอยู่เขารู้ว่าตัวเองเลวที่หลอกผู้หญิงคนหนึ่งจนหมดอนาคต แต่เขาพร้อมจะให้เงินเลี้ยงดูทุกอย่าง แต่เธอเองที่ปฏิเสธและไม่ยินดีที่จะรับความช่วยเหลือจากเขา ส่วนภรรยาเธอรู้หลังจากนั้นไม่นานแต่เธอรับได้เพราะรู้ตัวเองดีว่าให้ความสุขสามีไม่ได้ หลังจากที่เธอคลอดลูกชายออกมาก็เริ่มป่วยไม่รู้สาเหตุ ไม่มีอารมณ์ทางเพศเธอจึงยอมให้เขามีน้อยถึงแม้ว่าจะเจ็บปวดก็ตาม แต่น้ำผิงเธอไม่ยอมอยู่ในสถานะนั้น เธอรังเกียจตัวเองที่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นเมียน้อย จึงยอมถอยออกมาเลี้ยงลูกด้วยตัวเองจนโตมาได้ขนาดนี้
“ดิฉันจะกลับแล้วค่ะท่าน อย่าตามอีกเลย”
“กลับไปอยู่ด้วยกันเถอะผิง ผมอยากให้คุณกับลูกไปอยู่กับผม”
“คุณไปดูแลลูกชายเถอะค่ะ ตอนนี้เขาไม่มีแม่แล้วคงต้องการความรักจากพ่อมากขึ้น ส่วนน้ำมนต์เธออยู่โดยไม่มีพ่อมาตลอดชีวิต ให้มันเป็นแบบนี้ไปเถอะค่ะอย่าทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดใจเลย”
เธอพูดด้วยเหตุผลไม่ได้โกรธแค้นหรืออยากเอาคืนเขาเลย ความรู้สึกของลูกนั้นสำคัญสำหรับเธอมากที่สุด อีกอย่างเธอสงสารคุณภูมิ กลัวว่าถ้าเธอกับลูกกลับไปหาพ่อของเขา เขาคงจะรู้สึกไม่ดีเอามากๆ แค่รู้ว่าพ่อมีลูกอีกคนก็คงเสียใจมากแล้ว
“เจ้าภูมิไม่ว่าอะไร เขาดีใจนะที่มีน้อง”
“จะไปคิดแทนเด็กไม่ได้หรอกค่ะ เขาอยากให้พ่อสบายใจจะพูดอะไรก็ได้”
“เฮ้อ! ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณแล้ว เอาเป็นว่าอย่าให้ลูกนั่งรถเมล์อีก ถ้าคนของผมเห็นอีกครั้งคุณรู้ใช่ไหมว่าผมจะทำยังไง”
เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นทันที น้ำผิงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เธอจะโดนเขากดดันแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนกัน ขอแค่น้ำมนต์เรียนจบเมื่อไหร่เธอจะพาลูกไปอยู่ที่อื่น
เธอเดินมายังลานจอดมองหารถของลุงพร้อม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกดโทรออกก็เจอกับคุณภูมิกำลังเดินมาพอดี
“คุณภูมิ”
“สวัสดีครับคุณน้า เจอพ่อหรือยังครับ”
เขาเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกับพ่อแต่มันเป็นอดีตนานมาแล้ว แม่เล่าให้ฟังว่าเธอเป็นผู้หญิงที่จิตใจเข้มแข็งมาก พอรู้ว่าพ่อมีแม่อยู่แล้วก็เลิกยุ่งทันทีถึงแม้จะมีลูกติดท้องไปด้วยแต่ก็ไม่เรียกร้องอะไร ทำงานเลี้ยงดูลูกมาจนถึงทุกวันนี้ จนถึงวันที่แม่เขาเสียชีวิตลงก่อนตายท่านขอให้เขาดูแลน้องอีกคน แม่บอกว่าสงสารเด็กที่ไม่รู้เรื่องราวกับผู้ใหญ่ เขาจึงปล่อยวางทุกอย่างและยอมให้พ่อกลับมาหาเธอและให้พาน้องไปอยู่ด้วย
“สวัสดีค่ะ เจอกันแล้วค่ะ”
“ผมอยากเจอน้ำมนต์ คุณน้าพาน้องมาเจอผมหน่อยได้รึเปล่า เราสองคนมีพ่อคนเดียวกันแต่ผมไม่เคยได้ทำความรู้จักกับน้องเลย”
เขาเอ่ยออกมาตามตรง อย่างที่แม่เขาบอกว่าเด็กไม่รู้อะไร อีกอย่างเขาอยู่สุขสบายในขณะที่น้องอาศัยอยู่บ้านคนอื่น ส่วนคุณน้าก็ไปเป็นแม่บ้านรับใช้คนอื่นทั้งๆที่เป็นความรับผิดชอบของพ่อแท้ๆ สองแม่ลูกคงลำบากมาตลอด
“เอ่อ คือว่า…”
น้ำผิงเริ่มลำบากใจในการพาน้ำมนต์มาเจอพวกเขา เด็กสองคนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกลียดกัน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่ถ้าเจอพี่ก็ต้องเจอพ่อ
“ลำบากใจเหรอครับ ผมไม่มีปัญหาอะไรถ้าคุณน้าจะกลับมาอยู่กับพ่อผมโอเคนะ พาน้องมาด้วยจะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
เขายิ้มออกมาเล็กน้อย คำพูดที่เอ่ยออกมามีแต่ความจริงใจไม่เสแสร้งใดๆ เขามองน้ำผิงที่ไม่พูดอะไรเหมือนจะอึดอัดที่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้
“ยังไม่ต้องตัดสินใจก็ได้ครับผมไม่ได้กดดันคุณน้า เอาเป็นว่าถ้าพร้อมค่อยให้คำตอบก็ได้ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“สวัสดีค่ะ”
น้ำผิงรับไหว้ภูมิก่อนจะมองตามเขาไปจนลับสายตา เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจที่เขาไม่ได้กดดันอะไรเธอในตอนนี้ ส่วนเรื่องน้ำมนต์ถ้าคุณภูมิเขาอยากเจอน้องจริงๆเธอห้ามไม่ได้
ทางด้านของเฮียนนท์เขามาถึงที่ทำงานก็นั่งเตรียมสัญญาทุกอย่างพร้อมสำหรับข่าวดีในช่วงบ่ายนี้ การเซ็นสัญญาสร้างซีรี่ย์ในครั้งนี้จะทำรายได้ให้เขามหาศาล ยิ่งจับมือกับค่ายยักษ์ใหญ่แล้วล่ะก็ดังเป็นผลุแตกแน่นอน
“ห้องประชุมพร้อมแล้วครับ อาหารมื้อค่ำก็สั่งเตรียมพร้อมหมดแล้วครับเฮีย”
“ดีมากเจมส์ แล้วทางนั้นถึงสนามบินหรือยัง”
เขาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เจมส์ยกนาฬิกาขึ้นดูก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไว้ในมือ
“ผมขอโทรไปถามคนของเราก่อนนะครับ ตอนนี้ไปรอรับอยู่ที่สนามบินแล้ว”
“โอเคได้ๆ”
เขาปล่อยให้เจมส์โทรศัพท์ไปหาสอบถามคนของเราทางนั้น ไม่นานเจมส์ก็เดินมาหน้าตื่น
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับเฮียนนท์”
“อะไร เกิดอะไรขึ้น”
เขาเอ่ยถามอย่่างใคร่รู้ หน้าตื่นมาขนาดนี้มีเรื่องอะไรร้ายแรงหรือเปล่า
“ตัวแทนจากทางค่ายแจ้งมาบอกว่าเครื่องบินต้องลงจอดกะทันหันเนื่องจากเจอพายุลูกใหญ่ วันนี้น่าจะไม่ได้เซ็นสัญญาครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าพายุจะสงบเมื่อไหร่อาจจะต้องเลื่อนการเซ็นสัญญาไปก่อน”
เขาตบโต๊ะอย่างหัวเสีย อะไรมันจะซวยขนาดนี้เนี่ย เขาอุตส่าห์เตรียมพร้อมทุกอย่างทำไมต้องมาเจอพายุอะไรตอนนี้ด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาก็รายงานแล้วนะว่าไม่มีปลอดโปร่ง
“ตามรายงานสภาพอากาศไม่น่ามีพายุด้วยซ้ำ”
“นั่นสิครับ แล้วนี่จะเอายังไงดีครับ”
เขากุมขมับอย่างเครียดสุดๆ คงต้องยกเลิกมื้อค่ำการต้อนรับต่างๆคงต้องเลื่อนไปก่อน เตรียมการมาอย่างดีสุดท้ายพังหมด
“ซวยจริงๆ เฮ้อ! ยกเลิกไปก่อนส่วนอาหารก็รับมาเลี้ยงพนักงานแล้วกัน แบ่งให้ผมชุดหนึ่งนะจะเอากลับไปบ้าน ของนายด้วยคนละชุด”
“ได้ครับเฮีย”
เจมส์โค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจัดการตามที่เจ้านายสั่ง คำพูดของน้ำมนต์อยู่ๆก็แวบขึ้นมาในหัว
‘วันนี้เฮียนนท์ใส่สูทสีดำไม่ได้นะคะมันไม่นำโชค ไปเปลี่ยนเป็นสีกรมค่ะ แล้วเวลาเดินออกบ้านเหยียบเท้าซ้ายก่อนนะคะ รับรองว่าโชคดีไร้อุปสรรคค่ะ’
“คงบังเอิญมากกว่ามั่ง…”