“คุณชายหลี่อย่าได้คิดมากเลย” จางอวี้หันไปทางหลี่เหอ ต่อให้ไม่พอใจจางลี่กับจ้าวชวน ทว่าเรื่องราวภายในครอบครัวก็ไม่ควรป่าวประกาศให้คนนอกรับรู้ “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุและความเข้าใจผิด อีกทั้งท่านยังเป็นคนที่เฉิงถิงพามา ดังนั้นท่านอย่าได้เกรงใจไป จริงไหม เฉิงถิง”
จางอวี้หันไปทางหลี่เฉิงถิงเพื่อให้สหายคนสนิทช่วยยืนยัน ทว่าบุตรชายคนเดียวของแม่ทัพหลี่กลับเอาแต่ขมวดคิ้วมองจางเหนียนไม่เลิกรา
หลี่เฉิงถิงกำลังสงสัยว่า สาเหตุที่จางเหนียนใช้ผ้าคลุมปิดหน้าอาจเป็นเพราะนางเสียโฉม
หากเป็นเช่นนั้นจริง จางเหนียนก็นับว่าน่าสงสารมาก
นางกำลังจะเข้าพิธีปักปิ่นซึ่งแสดงถึงความพรั่งพร้อมในการออกเรือน แต่หากใบหน้าของนางมีตำหนิแล้วไซร้...จะยังมีบุรุษตระกูลใดอยากมาสู่ขอนางอยู่อีกหรือ
“เหนียนเหนียน ผ้าคลุมที่ปิดหน้านั่น...”
คำถามของชายหนุ่มส่งผลให้คุณหนูรองแห่งคฤหาสน์สกุลจางเคลื่อนมือมาจับปลายผ้าเบาๆ เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์ที่บุรุษตรงหน้าเคยทำให้นางชอกช้ำในอดีต นัยน์ตาของนางก็เกิดรอยกระเพื่อมไหวดุจระลอกคลื่น
แม้จะรู้ดีว่าสำหรับชีวิตนี้ สำหรับหลี่เฉิงถิงแล้วเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น ทว่าสำหรับนางมันคือเรื่องจริงที่ต่อให้ตายมาแล้วสี่หนก็มิอาจลืมเลือน!
“เหตุผลที่ข้าใช้ผ้าคลุม...คงไม่จำเป็นต้องบอกท่านกระมัง” จางเหนียนเค้นเสียงหัวเราะแผ่วเบา แต่ครั้นนึกได้ว่านางอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย นางก็ปรับน้ำเสียงและคำพูดให้นุ่มนวลกว่าเดิม “เพราะอีกไม่นานทุกคนจะได้ทราบพร้อมกันในงาน คุณชายหลี่ก็อย่าใจร้อน รอดูพร้อมคนอื่นเถิดเจ้าค่ะ”
คำสรรพนามที่คุณหนูรองแห่งสกุลจางเรียกขาน ส่งผลให้หลี่เฉิงถิงชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง
เดิมทีคิดว่านางใช้เรียกหลี่เหอแค่เพียงคนเดียว ใครจะนึกเล่าว่าจางเหนียนจะใช้มันกับเขาด้วย
“เหนียนเหนียน” จางอวี้ค่อนข้างตกใจกับการแสดงตัวอย่างห่างเหินของนางเช่นเดียวกัน
ปกติจางเหนียนมักจะเรียกหลี่เฉิงถิงว่า ‘พี่เฉิงถิง’ มาตั้งแต่เล็ก เพราะเหตุใดกันจึงทำให้นางเปลี่ยนคำเรียกเทียบเท่ากับบุตรชายของเสนาบดีหลี่
หรือว่านางจะโกรธเฉิงถิง?
จางอวี้คิดพลางหันไปเลิกคิ้วส่งให้สหาย ทว่าอีกฝ่ายกลับยักไหล่เล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้า
ซีเซี่ยเห็นว่าบรรยากาศรอบๆ ตัวบุตรสาวดูต่างออกไปก็เป็นฝ่ายคลี่คลายสถานการณ์
“พี่รอง รีบพาตัวจางลี่ไปเปลี่ยนชุดเถิด วันนี้เหนียนเอ๋อร์เป็นตัวเอกของงาน หากไปร่วมงานช้าอาจถูกตำหนิเอาได้”
จ้าวชวนได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงโวยวายเพราะอยู่ต่อหน้าคุณชายสกุลหลี่ทั้งสอง
“ชุดมาแล้วเจ้าค่ะ! คุณหนู!”
เสียงของชิวชิวดังร้องขึ้นแต่ไกล ในมือของนางมีชุดสีเหลืองนวลปักด้วยลวดลายกลีบดอกไม้สีส้มดูอ่อนหวาน
“นี่อะไร!” ฮูหยินรองหันไปถลึงตาถามสาวใช้ประจำตัวของจางเหนียน ไม่รู้ว่าสองนายบ่าวคิดเล่นตุกติกอันใดอยู่
จางเหนียนมองชิวชิวอย่างสงสาร เพียงจ้าวชวนขึ้นเสียงใส่นิดหน่อยนางก็กลัวจนตัวสั่นพร่า ดีที่ครั้งนี้นางไม่ได้ตัวสั่นไปด้วย มิเช่นนั้นพวกนางสองนายบ่าวคงตัวสั่นแข่งกัน เหมือนเซียมซีที่ถูกผู้คนเขย่าเสี่ยงทายกันในศาลเจ้า
นึกๆ ดูแล้วหญิงสาวก็อยากจะไปเสี่ยงเซียมซีที่ศาลเจ้าเสียหน่อย แต่ละชาตินางมัวแต่ต่อสู้ดิ้นรนไม่หยุดและมึนงงกับการย้อนเวลากลับมาร่างเดิมซ้ำๆ
การที่นางต้องเก็บความลับเรื่องเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่งผลให้จางเหนียนรู้สึกโดดเดี่ยวไม่น้อย นางไม่เคยคิดจะบอกกล่าวกับคนสนิทหรือญาติมิตรที่ใกล้ชิดเพราะเกรงว่าทุกคนจะหาว่านางฟุ้งซ่านเสียสติ
ไม่แน่ว่าเทพเซียนอาจมีคำตอบเรื่องนี้ให้นางก็เป็นได้
ความคิดของคุณหนูรองแห่งคฤหาสน์สกุลจางสะดุดลงอีกครั้ง เมื่อชิวชิวซึ่งถือชุดใหม่ค้างไว้หันกลับมามองนางอย่างขอความช่วยเหลือ
จางเหนียนก้าวเท้าพลางกล่าวกับจ้าวชวนเสียงนุ่มนวล “ท่านแม่รอง เผอิญข้าเห็นว่าเรือนของข้าอยู่ใกล้กับที่นี่มากกว่า จึงให้สาวใช้ไปนำชุดของข้ามาให้น้องหญิงสามเปลี่ยนใหม่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา”
ฮูหยินรองหันขวับมามองจางเหนียน นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กคนนี้พูดคุยกับนางได้อย่างลื่นไหล ทั้งที่ยามปกติมักจะอ้ำๆ อึ้งๆ กล่าวตะกุกตะกักเสียงเบาอย่างขลาดเขลา
แล้วจางเหนียนพูดว่าอะไรนะ? บุตรสาวของนางมีพรั่งพร้อมทุกอย่าง ไม่มีความจำเป็นต้องมาขอยืมชุดของผู้อื่น!
“พูดจาเหลวไหล ลี่เอ๋อร์น่ะ...!”
“ท่านแม่” จางลี่พูดขัดมารดาที่ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะความโกรธจัด
เดิมทีจางลี่คิดว่าจางเหนียนคงจะเปิดโปงเรื่องสาวใช้กับกาน้ำชาต่อหน้าคุณชายทั้งสองแล้วเสียอีก... ทว่านางกลับไม่พูด
หากหลี่เฉิงถิงเห็นว่านางเป็นสตรีที่มากแผนการ คาดว่าเขาคงไม่ยอมแต่งนางเข้าจวน
ยามนี้จางลี่เองยังไม่เข้าใจพฤติกรรมของพี่สาวต่างมารดานัก ดังนั้นในสถานการณ์นี้จึงคิดว่าหากนางกับมารดาเงียบเข้าไว้คงเป็นการดีที่สุด
“น้ำใจของพี่หญิงรองในครั้งนี้ ข้าขอรับไว้” เด็กสาวย่อกายเล็กน้อยตามมารยาท
ใบหน้างามหลังผ้าโปร่งผืนบางยกยิ้มบาง ผายมือบอกให้ชิวชิวส่งชุดต่อให้แก่จางลี่
สาวใช้อีกคนหนึ่งของจางลี่มาถึงพอดี นางรีบเดินตามคุณหนูสามกับจ้าวชวนไปยังเรือนที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อเปลี่ยนชุด บรรยากาศที่ระเบียงทางเดินจึงได้ผ่อนคลายลง
คุณหนูรองแห่งคฤหาสน์สกุลจางผินสายตากลับมายังชายหนุ่มจากสกุลเป๋ยหลี่กับหนานหลี่
“ประเดี๋ยวจะถึงเวลาพิธีแล้ว ขอเชิญคุณชายทั้งสองกลับไปที่เรือนใหญ่ก่อนเถิด”
ขณะที่จางเหนียนรู้สึกแย่กับการได้เห็นหน้าหลี่เฉิงถิง นางกลับยินดีที่ได้พบกับหลี่เหอ
ในชาติที่สี่ที่นางย้อนเวลากลับมา จางเหนียนตัดสินใจขอร้องบิดาให้นางกลับไปอยู่กับครอบครัวของท่านตา ท่านตาของนางเปิดสำนักศึกษาอยู่บนเขาหงซานทางตอนเหนือ เนื่องจากวัยเด็กนางไม่ชอบเรียนหนังสือ นางจึงถูกท่านตาจับไปเรียนตำราพร้อมกับเด็กที่อายุน้อยกว่า ในระหว่างนั้นมีช่วงที่หลี่เหอเดินทางไปพักที่สำนักและช่วยสอนหนังสือที่นั่นด้วย พวกนางจึงมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกันบ่อยครั้ง
ในทีแรกนางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลี่เหอเป็นถึงบุตรชายของเสนาบดีหลี่ หลี่เหอเองก็เป็นคนไม่ค่อยพูด กว่าเขาจะยอมบอกนางก็เป็นช่วงที่ต้องร่ำลากลับเมืองหลวง และจางเหนียนก็ไม่มีโอกาสได้พบเขาอีกเพราะดันตายเข้าเสียก่อน
...ตายแบบไม่รู้ตัว
หญิงสาวเผลอขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อจำไม่ได้ว่าชาติล่าสุดนี้ตนตายได้อย่างไร ความทรงจำในช่วงนั้นพร่ามัวทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน พอพยายามเค้นก็เกิดรู้สึกปวดหัวขึ้นมากะทันหัน สุดท้ายจึงเลือกที่จะปล่อยมันไปก่อน
คุณหนูรองเสียดายยิ่งนักที่ชีวิตนี้ ระหว่างนางกับหลี่เหอเปรียบเสมือนคนแปลกหน้าที่เพิ่งมีโอกาสได้พบหน้ากันครั้งแรก