บทที่ 4.4
พรหมจรรย์ของผู้อื่นไยข้าต้องใส่ใจ
“ข้าไม่อยากกินยาถอนพิษ อยากกินท่านแก้พิษมากกว่า”
เอ่ยจบหวังเฟยเฟิ่งก็แนบริมฝีปากบางลงบนลำคอแกร่งของเจ้าของตัก เวลานี้ร่างกายของนางร้อนรุ่มตื่นตัวจนยากจะควบคุม สติที่มีก็ค่อยๆ พร่าเลือน ขยับตัวบดเบียดอกอวบอิ่มลงบนอกแกร่งอย่างยั่วยวน
แคว้นต้าเจิ้งมีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างเรื่องชายหญิง หญิงสาวในตระกูลสูงศักดิ์เมื่อเข้าวัยปักปิ่นบิดามารดาจะส่งพวกนางไปศึกษาตำราราคะสูตรที่หอเทียนเหอ หอนางโลมอันดับหนึ่งของต้าเจิ้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกเรือน เพียงแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดหลี่เหิงเย่วจึงยังรักษาพรหมจรรย์มาจนถึงตอนนี้ ทว่านี่ล้วนไม่สำคัญ พรหมจรรย์ของผู้อื่นไยนางต้องใส่ใจกัน สิ่งที่หวังเฟยเฟิ่งต้องใส่ใจเวลานี้ก็คือการจัดการพิษกำหนัดที่กำลังพลุ่งพล่านในกายนางต่างหาก
ริมฝีปากบางร้อนขยับไล้ไปตามผิวของบุรุษ มือเรียวเลื่อนลงไปตามแผงอกแกร่ง ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะปลดปมกางเกงของเขา ร่างสูงกำยำกลับลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ทำให้คนที่นั่งบนตักเขาเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดที่ได้รับปลุกสติที่เลือนรางของหวังเฟยเฟิ่งกลับคืนมาในทันที
“ท่านทำอะไร ข้า...”
“หานลู่!”
หวังเฟยเฟิ่งเอ่ยไม่ทันจบประโยค คนตรงหน้าก็ตวาดก้องเรียกคน พริบตาประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับบุรุษหน้าห้องที่ก้าวเท้าเข้ามา ใบหน้าของคนมาใหม่ตื่นตระหนกราวกับพบเจอเรื่องร้ายแรง เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของผู้เป็นนายหลุดลุ่ย มือหนายื่นออกไปตรงหน้าคนติดตามเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
“ยาถอนพิษกำหนัด”
บุรุษนามหานลู่เบิกตากว้างเป็นทบทวี รีบหยิบขวดยาสีฟ้าครามออกมาจากอกเสื้อวางบนฝ่ามือหนาเบื้องหน้า พริบตาขวดกระเบื้องก็ถูกโยนมายังตักของหวังเฟยเฟิ่ง
“รีบกินยาแล้วลุกมานั่งเจรจาดีๆ”
หวังเฟยเฟิ่งมองบุรุษที่เอ่ยด้วยท่าทางเยือกเย็นไร้ความสนใจต่อมารยาที่นางยั่วยวนแล้วขมวดคิ้วเรียว ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
“ท่านเป็นบุรุษนิยมตัดแขนเสื้อหรือ”
คำถามของสตรีตรงหน้าทำให้ดวงตาคมตวัดมองนางอย่างขุ่นเคือง พร้อมกับขบกรามแน่น
“ไม่อยากมีลมหายใจแล้วใช่หรือไม่!”
หวังเฟยเฟิ่งถูกตวาดก็ตกใจยิ้มแห้ง เมื่อครู่นางคิดเสียงดังไปหรือ
“เป็นเฟยเฟยที่เอ่ยผิดไป ขอนายท่านอย่าได้ถือสาสตรีโง่งมเช่นข้าเลยนะเจ้าคะ”
หวังเฟยเฟิ่งเอ่ยเสียงอ่อนแผ่วเบาด้วยท่าทางสำนึกผิด ก่อนที่มือเรียวจะรีบเทยาออกจากขวดกระเบื้องกลืนลงท้องในทันที
“นายท่านมีเมตตา บุญคุณนี้เฟยเฟยจะจดจำไม่ลืมแน่นอนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงหวานเอ่ยยกยอ ออดอ้อน อีกฝ่ายเป็นคนของตำหนักท่านอ๋องเก้า การสร้างเรื่องบาดหมางกับเขาก็เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องเก้า เรื่องเช่นนี้มีแต่คนโง่งมเท่านั้นที่คิดกระทำ
“แม่นางหวังเป็นคนฉลาด เรื่องที่ข้าเสนอไปทบทวนให้ดี อีกสามวันข้าจะมาเอาคำตอบ”
ไม่รอให้นางลุกขึ้นมาเจรจาร่างสูงโปร่งกำยำก็สะบัดชายผ้าเดินจากไปในทันที จินเลี่ยงรีบเข้ามาประคองหวังเฟยเฟิ่งลุกขึ้น ริมฝีปากบางภายใต้ผ้าโปร่งพลันเม้มเข้าหากันแน่น เอ่ยเสียงกังวล
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องปรึกษาท่าน”
.........................................
วันเวลาสามวันไม่นับว่าเร็ว หากแต่ก็มิใช่ช้ายามนี้ที่หน้าหอบุปผาปรากฏร่างของบุรุษกำยำที่คุ้นตา จินเลี่ยงที่ได้รับรายงานก็เร่งออกมารับแขก
“ท่านหานลู่”
“ข้ามาพบแม่นางหวัง”
จินเลี่ยงได้ยินบุรุษตรงหน้าบอกว่าต้องการมาพบหวังเฟยเฟิ่งก็เอ่ยด้วยท่าทางเร่งรีบบอกปัด
“นางไม่อยู่แล้ว”
“ไม่อยู่แล้ว! หมายความว่าอย่างไร”
“เมื่อวานมีบุรุษต่างเมืองมาไถ่ตัวเฟยเฟยไปแล้วเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของหานลู่พลันเปลี่ยนเป็นซีดเซียว สามวันมานี้เข้าเฝ้าที่หอบุปผามาโดยตลอด อีกทั้งยังซื้อตัวคนในหอนางโลมแห่งนี้ไว้ถึงสามคน เช่นนี้แล้วสตรีแซ่หวังนางนั้นหายไปได้อย่างไรกัน
“ท่านหานลู่ ไหนๆ วันนี้ท่านก็มาแล้วเลือกหญิงงามคนอื่นแทนดีหรือไม่เจ้าคะ”
หานลู่ไหนเลยจะมีใจมาชมหญิงงาม ไม่เอ่ยคำใดก็เร่งสะบัดแขนก้าวขึ้นไปชั้นบน บุกเข้าไปในห้องพักของสตรีแซ่หวังด้วยความร้อนใจ เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบเพียงความว่างเปล่าในใจก็ร้อนรน เร่งทะยานกายจากหอบุปผากลับไปหาผู้เป็นนายในทันที จินเลี่ยงเห็นคนจากไปแล้วก็เดินไปที่ห้องพักของตนเองก่อนเอ่ยกับหวังเฟยเฟิ่งที่สวมชุดหญิงรับใช้
“เฟยเฟย เจ้าจะไปจริงๆ หรือ”
จินเลี่ยงเอ่ยถามเสียงสั่น หลายเดือนมานี้อีกฝ่ายอยู่ที่หอบุปผาในฐานะนายหญิง ความผูกพันแม้มีไม่มากทว่าก็ไม่น้อย ยามที่นางจะจากไปในใจของจินเลี่ยงจึงอดที่จะรู้สึกวูบโหวงไม่ได้
“ข้าแค่หลบไปซ่อนตัวสักพัก ไม่ต้องห่วง ข้าจะส่งคนมาเก็บส่วนแบ่งของข้าแน่นอน”
น้ำเสียงสดใสเอ่ยไม่จริงจังนักของนางทำให้จินเลี่ยงฟาดฝ่ามือลงบนไหล่เล็ก
“เวลาใดแล้วยังจะมาพูดหยอกล้อข้าอีก รีบไปเร็วๆ เข้า”
หวังเฟยเฟิ่งยิ้มกว้างก่อนจะปลอมตัวเป็นสาวใช้ เข็นรถส่งผักออกไปจากหอบุปผาทางประตูหลัง ยามที่ถึงมุมลับตาคนก็วางรถเข็นผัก สวมหมวกสานอำพรางใบหน้าเดินไปยังโรงเตี๊ยมซือเป่า
โรงเตี๊ยมซือเป่า คือโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่นางเคยพาอาสุ่นไปพักรักษาตัว เพื่อป้องกันเรื่องของนางรั่วไหลนางจึงให้อาสุ่นซื้อกิจการที่นี่เอาไว้ และยังใช้เป็นหอส่งข่าวระหว่างนางกับอาสุ่น
“คุณหนูหวัง”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นใบหน้าคนที่เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมกลางดึกก็เอ่ยทักด้วยท่าทางนอบน้อมตกใจ หวังเฟยเฟิ่งวางหมวกสานลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“ให้คนเตรียมน้ำอุ่นให้ข้า แล้วพรุ่งนี้ไปแจ้งอาสุ่นว่าข้าต้องการพบ”
.........................................