ความกลัดกลุ้มค่อยๆ กลืนกินจิตใจของชายหนุ่มช้าๆ หลี่เวยไม่รู้ว่าเขาควรจะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดี
กว่าเจ็บสิบเปอร์เซ็นของเนื้อเรื่องในนิยายหลี่เวยหลงลืมมันไปจนหมดแล้ว
เขาจะจำได้เฉพาะแค่เหตุการณ์ใหญ่ๆ และบทที่สำคัญเท่านั้น จากความทรงจำอันเลือนราง การที่หลินเสี่ยวเป้ยจะถูกขับไล่จากตระกูลนั่นแสดงว่าตอนนี้เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงตอนที่พระเอกพานางเอกเดินทางมุ่งสู่เมืองหลวงแล้ว
นับจากนี้เป็นต้นไป ในเนื้อเรื่องของนิยายจะไม่มีตัวละครที่ชื่อหลินเสี่ยวเป้ยอีก
ดวงสีดำขลับของชายหนุ่มจับจ้องดวงหน้าสวยหยาดซึ่งตอนนี้ยังคงหลับไม่ได้สติ เห็นร่างกายที่ซูบผอมราวกับอดอาหารมาหลายวันชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
"เป็นสตรีที่น่าสงสารนัก บิดาไม่รักใคร่ทั้งที่เป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอก" หลี่เวยลูบคางพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนโพล่งขึ้นเสียงดัง
"ข้าควรเอานางกลับไปส่งที่เมืองสวีโจวดีหรือไม่?"
ถึงยังไงเขาและนางก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แม้ว่าทั้งเขาและอีกฝ่ายต่างก็เป็นตัวประกอบที่ถูกตัดบทอย่างน่าสังเวช แต่มันก็หาใช่ปัญหาของชายหนุ่มที่จะต้องรับหญิงสาวไว้ดูแล
หลี่เวยตั้งใจไว้ว่าเมื่อรอจนหญิงสาวตื่นขึ้นมาแล้วก็จะส่งนางออกจากเรือน ให้นางออกเดินทางตามหาเส้นทางชีวิตของตัวเองต่อไป
สิ้นเสียงของเขาได้ไม่นาน สายตาของหลี่เวยก็เหลือบไปเห็นว่าขนตาที่เรียงกันเป็นแพรยาวของหญิงสาวกระตุก
บัดนี้หลินเสี่ยวเป้ยตื่นขึ้นแล้ว ตั้งแต่ที่ใบหน้าของนางถูกอีกฝ่ายใช้ผ้าชุบน้ำบรรจงเช็ดคราบดินโคลนที่นางทาไว้เพื่อปกปิดใบหน้าอออกไป
คราแรกหญิงสาวตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แต่ไม่นานนางก็ตั้งสติได้ หลินเสี่ยวเป้ยคาดว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นคนที่ช่วยเหลือนางไว้ แต่หญิงสาวไม่รู้ถึงเจตนาที่แท้จริงว่าเขาช่วยเหลือเพราะอะไรกันแน่
หลินเสี่ยวเป้ยใช้ชีวิตสุขสบายในจวนสกุลหลินมาตั้งแต่เด็ก ถูกประคบประหง่มราวกับไข่ในหินไหนเลยจะเคยเจอกันสถานการณ์แบบนี้ หญิงสาวค่อนข้างกังวลว่าหากอีกฝ่ายมีเจตนาที่ชั่วร้ายนางควรจะทำยังไง แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายทำเพียงแค่เช็ดตัวให้นางแล้วก็ถอยกลับไปอยู่ตรงมุมห้องประหนึ่งต้องของร้อน
ยามนี้หญิงสาวรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองจนทั่วทั้งร่างเกร็งจนไม่กล้าขยับไปไหน
หลินเสี่ยวเป้ยได้ยินเขากล่าวงึมงำๆ อะไรอยุ่ครู่ใหญ่แต่ไม่ว่าจะพยายามเงี้ยหูฟังมากแค่ไหนก็ไม่สามารถจับใจความได้
ขณะที่นางกำลังคลายใจหูก็พลันได้ยินเขากล่าวว่าจะส่งนางกลับไปที่เมืองสวีโจว หญิงสาวที่พึ่งหลบหนีออกมาจากที่นั่นจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้เล็กน้อย
"เจ้าตื่นแล้วนี่"
"..."
หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ หลี่เวยเริ่มขมวดคิ้ว
"ยังไม่ตื่นหรือ ก็ดี! เช่นนั้นก็ให้ข้าเปลืองผ้าเจ้าออกสักหน่อย ให้ชายผู้มีพระคุณของเจ้าคนนี้ได้ยลโฉมเรือนกายของเจ้าว่างดงามเพียงใด"
"เจ้า!" หญิงสาวลุกพรวดขึ้นมาทันใด ดวงตาดอกท้อของนางจ้องไปยังร่างตรงมุมห้องอย่างหวาดระแวง
ทว่าเวลาต่อมานางก็ผงะงัน เมื่อพบว่าชายบนรถเข็นเป็นคนที่นางเคยเจออยู่ที่ร้านหมื่นอักษร หลี่เวยยังคงนิ่งเฉย ชายหนุ่มใช้ศอกค้ำที่วางแขนแล้ววางคางลงบนกำปั้น ใบหน้าหล่อเหลาแต่ขาวซีดดูเฉยเมยยิ่ง ไม่มีลักษณะของคนพาลสักนิด
"ตื่นแล้วจริงด้วย"
หลินเสี่ยวเป้ยหน้าแดง นางมองบุรุษตรงมุมห้องด้วยความโกรธเคือง
"ทำไม เจ้ากลัวว่าข้าจะเปลื้องผ้าเจ้าออกรึ" หลี่เวยแสยะยิ้มถาม
"เจ้ากล้าหรือ!?" หญิงสาวตวาดถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย
"ไม่กล้าหรอก" หลี่เวยส่ายศีรษะก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างหมุนล้อออกจากห้องไป
หลินเสี่ยวเป้ยมองตามเงาหลังของอีกฝ่ายอย่างโง่งม บุรุษผู้นี้สติปัญญาไม่สมประกบหรือเปล่านะ
ต่อมาหญิงสาวก็เริ่มคิดหนัก ก่อนหน้านี้นางและสาวใช้ข้างกายแอบตามหลินฉีหนิงไปจนถึงร้านขายหนังสือ ที่นั่นนางเห็นว่านังสารเลวที่แต่งตัวเป็นบุรุษกำลังยืนเคียงข้างบุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็น
ด้วยความสงสัยหลินเสี่ยวเป้ยจึงแอบตามดูชายหนุ่มจนเขาขึ้นเกวียนวัวออกเดินทางจากเมืองสวีโจว กระทั่งหายลับจากครรลองสายตาของนาง
คิดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะได้เจอกันเขาอีก
ปัจจุบัน เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ หลี่เวยนั่งรถเข็นกลับไปที่ห้องก็เห็นว่าหญิงสาวยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับไปไหน
"เจ้าไม่คิดหนีหน่อยหรือ" ชายหนุ่มยิ้มถาม
หลินเสี่ยวเป้ยตะลึงไปครู่นึงก่อนใบหน้างามจะงอง้ำ ดวงตาคู่สวยจ้องหน้าของชายหนุ่มราวกับจะพูดออกมาดังๆ ว่า
เจ้าจะให้ข้าหนีไปที่ใดเล่า!!?
ดวงตาดอกท้อถลึงจ้องใบหน้าหล่อเหลาแต่ขาวซีดคล้ายคนเป็นโรคของชายหนุ่มนิ่อย่างดุร้ายแต่ไม่คิดปริปากตอบอะไร
หลี่เวยถอนหายใจก่อนจะยื่นสิ่งที่อยู่ในมือไปให้นาง
"กินซะสิ"
หลินเสี่ยวเป้ยผวาเตรียมถดกายหนี แต่เมื่อได้ยินเจ้าสิ่งที่วางอยู่ในมือของอีกฝ่ายนางก็ผงะงัน
ดวงตากลมโตของนางมองดูจานใบหนึ่งที่วางอยู่เหนือฝ่ามือของชายหนุ่ม สิ่งที่วางนิ่งอยู่บนจานใบใหญ่ยังมีไข่ที่ถูกทอดจน...จนมันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ!
กลิ่นไหม้ลอยแตะจมูกจนหญิงสาวต้องนิ่วหน้า
"ข้าอุตส่าห์ทอดไข่มาให้เจ้ากิน แต่เจ้ากลับทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร" หลี่เวยกล่าวอย่างไม่พอใจ
หลินเสี่ยวเป้ยมองค้อนชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อนางคิดจะเอ่ยปากกฏิเสธ ท้องน้อยๆ ของนางที่ขาดอาหารมาหลายวันพลันส่งเสียงประท้วง
หญิงสาวจนใจยิ่งนัก ดวงตาดอกท้อเหลือบเห็นสีหน้าที่ราวกับได้รับชัยชนะของชายหนุ่ม หญิงสาวก็รู้สึกอับอายจนหน้าแดง แต่ยังไงนางก็ยังรับมันมาถือไว้
"มันกินได้จริงหรือ" นางถามเสียงสั่นเครือ ดวงตาจ้องมองไข่สีดำราวกับมันเป็นอาหารที่ถูกจัดทำโดยนักฆ่า
"กินได้สิ ข้าไม่ได้อุดปากเจ้าเสียหน่อย เอาเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วก็กลืน" หลี่เวยตอบพลางทำท่าทางประกอบ
หลินเสี่ยวเป้ยถลึงตามองเขา ใจจริงนางอย่างจะกระโดดกัดคอบุรุษจอมยียวนผู้นี้ยิ่งนัก จะติดก็ตรงที่นาง...นางไม่กล้า
หึ่ม! ไม่เก็บมาใส่ใจแล้ว ตอนนี้ข้ากินก่อนดีกว่า
หญิงสาวคิดได้ดังนั้นก็เริ่มสวาปามไข่ทอดสีดำราวถูกเคลือบด้วยยาพิษ เจ้าของร่างเล็กเบิกตาโพลงเมื่อนางได้กัดไข่ทอดเพียงคำแรก
เค็ม!
จากนั้นรสชาติประแล่มๆ ก็ตีกันเข้ามา หวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว
ไข่ทอดบ้านไหนเป็นแบบนี้กัน!
หญิงสาวแทบอยากจะคายมันทิ้งเสียเดียวนี้ แต่เมื่อคิดว่าตัวเองอดข้าวมาหลายวัน นางก็ทำใจที่จะคายไข่ทอดในปากทิ้งไปไม่ได้ สุดท้ายไข่ทอดจานนั้นก็ถูกหญิงสาวกวาดกินจนเรียบ
"เจ้าอิ่มหรือยัง" หลี่เวยยิ้มถาม
"ยัง ข้าอยากกินอีก" หลินเสี่ยวเป้ยตอบ ครานี้ไม่มีท่าทีขวยเขินอีก
ชายหนุ่มผงะไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่านางจะกล้าตอบเขามาตรงๆ เช่นนี้ ตอนแรกคิดเพียงแค่จะให้นางได้กินรองท้อง จะได้มีแรงออกเดินทางต่อไป
แต่ในเมื่อนางกล้ากล่าวออกมาแบบนี้ ตัวเขาก็กล้าสนอง!
ดังนั้นเขาจึงกลับเข้าไปในห้องครัวแล้วทำอาหารมาให้นางอีกสามถึงสี่อย่าง
คำกล่าวที่ว่าคนหิวโหยมากจะทำทุกอย่างเพื่อเติมเต็มท้องที่ขาดสารอาหารได้นั้นไม่เกินจริง วันนี้หลี่เวยได้ประจักษ์ด้วยตาของตัวเองแล้ว
อาหารที่เขานำมาไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ใครเล่าจะรู้ว่าสตรีตัวเล็กๆ อย่างนางเอาอาหารจำนวนมากขนาดนั้นไปซ่อนไว้ตรงไหนในร่างกายกันแน่ ไม่ว่าเขาจะทำอาหารมาให้นางกี่อย่าง นางก็ไม่อิ่มเสียที!
"เอ๊อะ!" เสียงเรออย่างไร้มารยาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
"ขออภัย ข้าอิ่มมากเกินไปหน่อย พอดีข้าไม่ได้กินอิ่มแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว" หลินเสี่ยวเป้ยกล่าวบางลูบท้องน้อยๆ ที่นูนป่อง
"อิ่มแล้วก็ดี งั้นเรามาคุยกันเถอะ" เสียงที่เคร่งเครียดของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่ง
หลินเสี่ยวเป้ยมองไปยังต้นเสียงก็เห็นว่าหลี่เวยกำลังมองมาทางนางด้วยใบหน้าเคร่งเครียด สิบนิ้วกระสานกันไว้บนหน้าตัก
"ได้ คุยอะไรกันล่ะ" หลินเสี่ยวเป้ยยิ้มยีฟันมาทางชายหนุ่ม
หลี่เวยหรี่ตาแคบ เขาค่อนข้างจะประหลาดใจที่กิริยาของนางเปลี่ยนไปได้รวดเร็วเช่นนี้?
หึ สมกับเป็นนางร้ายตัวประกอบ เปลี่ยนสีได้เร็วจริงๆ
"เจ้าไม่กลัวข้าแล้วหรือ" หลี่เวยแสร้งถาม
"ไม่กลัวแล้ว"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะเจ้าช่วยข้าไว้ แถมยังให้ข้ากินจนอิ่มหนำอีก" หญิงสาวยิ้มสบายๆ พลางเอนตัวนอนบนเตียงอย่างเกียจคร้าน
พอได้ยินคำว่าอิ่มหนำ หัวใจของหลี่เวยก็ราวกับถูกมีดกรีดเป็นชิ้นๆ ใบหน้าของชายหนุ่มย่ำแย่ยิ่งนักเมื่อคิดถึงสภาพห้องครัวที่ว่างเปล่า
หลี่เวยอยากจะร้องไห้เสียเหลือเกิน....