บทที่ 3 นกน้อยไร้รัง (ตอนที่1)

3693 Words
ในที่สุดสัตตบงกชก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาโดยได้รับความช่วยเหลือจากพิรเดช เมื่อถึงมือหมอทุกคนที่คอยลุ้นก็พลอยทุเลาความกังวลไปด้วย ตัวชายหนุ่มเองก็จำต้องเลื่อนนัดงาน เพราะกว่าจะพาคนป่วยมาถึงโรงพยาบาลก็กินเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมงแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องติดตามมาด้วยทั้ง ๆ ที่ให้เป็นธุระของคนใช้ในบ้านก็ได้ อาจเป็นเพราะอาการตอนนั้นของสัตตบงกชน่าเป็นห่วงอย่างมากเลยตกใจและเผลอลืมเรื่องน่าละอายที่เกิดขึ้นไปเสียสนิท มาถึงตอนนี้... ก็เริ่มกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย หนึ่งชั่วโมงกับการตรวจอาการและสัตตบงกชอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากหล่อนเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ ซึ่งอาการได้ลุกลามร้ายแรงพอสมควร หากทำการรักษาไม่ทันอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นช็อกหรือหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เนื่องจากร่างกายของเด็กสาวอ่อนแออยู่เป็นทุนเดิมแล้ว หลังจากนั้นสัตตบงกชก็ถูกนำตัวไปยังห้องพักฟื้นเพื่อให้หล่อนได้พักผ่อนและรอดูอาการลำดับต่อไป   “ผมอนุญาตให้ป้าอิ่มหยุดงานจนกว่าเขาจะหายดี” ร่างใหญ่ยืนกอดอกหันหน้าออกไปด้านนอกหน้าต่างกระจกใสในห้องพักคนป่วย ป้าอิ่มครางรับทราบเบา ๆ นั่งจับมือที่ถูกเจาะให้น้ำเกลือให้ยาจนมีแต่รอยแผลสายห้อยระโยงระยางอยู่รอบเตียง “เรื่องค่าใช้จ่าย ผมจะเป็นคนจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วง” “อิฉันขอบคุณคุณเดลแทนคุณหนูนาด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้คุณเดลเมตตาเธอคงแย่” ป้าอิ่มหันมากล่าวกับพิรเดชที่ยังคงยืนตระหง่านหันหลังให้ “เขาหายดีแล้ว...ป้าอิ่มก็ช่วยจัดการเรื่องย้ายที่อยู่ให้ด้วยนะ” “คะ...” คำอุทานนั้นเอ่ยขึ้นเพราะคับข้องไม่เข้าใจ “พรุ่งนี้ผมจะโอนเงินเข้าบัญชีป้าอิ่ม... จัดการเรื่องค่ารักษาแล้วที่เหลือก็ยกให้เขาไป” คำแทนตัวร่างเล็กที่ยังคงนอนหลับใหลเพราะฤทธิ์ยาห่างเหินราวกับคนไม่รู้จัก ป้าอิ่มเองยังรู้สึกเจ็บแทน เพราะมันเท่ากับว่าสัตตบงกชกำลังถูกเอาเงินฟาดหัวแล้วขับไสหนึ่งชีวิตซึ่งไร้ที่พักพิงให้พึ่งพา เพียงเพราะหล่อนเป็นจำเลยในเรื่องน่าบัดสี แล้ว... นกน้อยที่ปีกหักไร้รังเรือน ทั้งยังอ่อนหัดและเยาว์วัยจะต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดเพียงลำพังได้สักแค่ไหนกัน “คุณเดลจะให้คุณหนูนาไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ เธอไม่มีที่ไปหรอก...” “แล้วจะให้อยู่ร่วมบ้านกับผมกับหงส์อย่างนั้นเหรอ เขาก็โตแล้ว... ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวให้รอด ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะยิ่งแย่ไปกว่านี้” “แต่...” “ตัวเขาเองก็จะพลอยลำบากไปด้วย ป้าอิ่มคิดว่าทุกคนยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้เหรอ นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เชื่อผมเถอะ” พิรเดชหันกลับมาเจรจากับแม่ครัวในบ้านอย่างจริงจัง  “ป้าก็เห็นว่าเกือบจะไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าขืนยังปล่อยให้อยู่ด้วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนูนาไม่เป็นสุขหรอก” สีหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มไม่ได้บ่งบอกให้รู้สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ว่ามันดูเป็นการหวังอีกอย่างที่พูดออกมาหรือเปล่า แต่ป้าอิ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวมานั้น... เป็นความจริง พิรเดชเดินออกไปจากห้องนั้นโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก หญิงวัยกลางคนพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่านายของตนเองกำลังเครียดจัด คิดอีกด้านเขาก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ยังไงก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้งปล่อยขว้างให้ไปตายเอาดาบหน้าตามลำพัง อย่างน้อย ๆ เงินก้อนที่ชายหนุ่มจะมอบให้ นางเชื่อว่ามันน่าจะมากพอสำหรับการเริ่มต้นของสัตตบงกชในช่วงแรก ๆ ที่ต้องพเนจรย้ายออกไป   สองเท้าชะงักกึกเมื่อเดินมาถึงรถที่จอดอยู่ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงนอนหากุญแจมากดรีโมทเปิดล็อก มองแลสำรวจตัวเองที่ยังคงอยู่ในชุดนอนแม้ตอนนี้จะล่วงเวลาสายไปมากแล้วก็ตาม ชายหนุ่มถอนหายใจให้กับสิ่งที่ได้ทำลงไป... จะถูกหรือผิดเขาไม่อาจกล่าวได้เต็มปาก แต่จะให้เลือกแก้ปัญหาโดยวิธีอื่นคงไม่มีหนทางไหนเหมาะสม ร่างใหญ่ถอนหายใจแรง อาจมองเหมือนเขาเห็นแก่ตัวที่ไม่รับผิดชอบสัตตบงกชให้มากกว่านี้ในฐานะที่หล่อนก็สูญเสียแรกสาวให้กับเขา แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ... ชายหนุ่มยอมรับว่าสงสารเด็กสาวจับใจ แต่ก็แค่สงสารและเวทนา เพราะรู้กำพืดพื้นเพหล่อนเป็นอย่างดี มันไม่มีความผูกพันอื่นใดนอกเหนือจากนั้น เขามีภรรยาอยู่แล้ว มีผู้หญิงที่รักราวกับเป็นดวงใจอีกครึ่ง สำหรับสัตตบงกช... เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปหยิบยื่นอะไรให้ได้มากกว่านี้จริง ๆ             เชียงใหม่ ร่างเล็กเดินโซเซออกมาจากห้องนอนด้วยสภาพเหมือนผีดิบไม่มีชีวิตจิตใจ หล่อนมองหาใครบางคน แต่เมื่อไม่เห็นก็ตรงไปยังห้องครัวและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำขึ้นมาเปิดดื่มให้คลายกระหาย ดวงตาปิดหยีซ้ำ ๆ เพราะรู้สึกระบมเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่การทำตัวซมซานก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย สุขภาพใจสุขภาพกายยิ่งย่ำแย่ กระทั่งรู้สึกหิวจนท้องไส้ปั่นป่วน แต่ปากก็ไม่อยากสัมผัสรสชาติใด ๆ เอาเสียเลย “ดี... ถ้าให้ดีกว่านี้ก็ให้มันสองคนพากันไปตายไกล ๆ จากลูกสาวของฉันยิ่งจะดีมาก” เสียงนั้นทำให้หล่อนหยุดชะงักในขณะที่กำลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอน “คอยจับตามองไว้ก็แล้วกัน มีอะไรรายงานฉันอย่าให้ขาด ฉันคงยังให้หงส์กลับไปตอนนี้ไม่ได้...” “มาอยู่นี่เอง หงส์ตามหาเสียทั่ว... มีอะไรกันหรือเปล่าคะคุณแม่ ใครโทรฯ มาเหรอ” ร่างเล็กอิดโรยเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วเอ่ยถามมารดาที่ยืนหันหลังให้ติดกับกำแพงกระจกที่สามารถมองเห็นวิวภายนอกเมื่อเปิดผ้าม่านโล่ง “อ้าว... หงส์ แค่นี้ก่อนนะนังอ้อน อย่าลืมที่ฉันสั่งล่ะ” ดารินกดวางสายแล้วเดินตรงมายังบุตรสาว ประคองให้ลูกสุดที่รักนั่งตรงโซฟาแล้วเอื้อมมือไปลูบตามใบหน้าอับเฉาด้วยความสงสาร “อ้อนน่ะ... มันโทรฯ มาบอกแม่ว่านังหนูนามันแกล้งป่วยแล้วตาเดลก็พาไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ป่านนี้ยังไม่กลับกันมาเลย” นางถอนหายใจแล้วหลบสายตาเศร้าหมองในขณะที่ให้คำตอบแก่ลลินดา “...” หญิงสาวกัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ... แต่ใจหล่อนมันปวดร้าวทุรนทุรายเสียยิ่งกว่า เบ้าตาช้ำหมองเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้... “แม่บอกแล้วตั้งแต่แรกทั้งเรื่องเดลแล้วก็หนูนา... หงส์ไม่เชื่อแม่สักอย่าง ใครจะมาหวังดีกับลูกของแม่เท่าแม่คนนี้ล่ะ... หืม” พลางก็โน้มร่างเล็กแบบบางเข้ามากอดเอาไว้ ตบหลังเบา ๆ เหมือนเมื่อสมัยที่ลลินดายังเป็นเด็กและชอบร้องไห้งอแง “ช่างมันเถอะค่ะ... ต่อไปนี้หนูจะไม่เชื่อใครอีกแล้วนอกจากคุณแม่” หญิงสาวกลั้นสะอื้นกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ยอมให้น้ำตาเอ่อท่วมเหมือนที่ผ่านมา มันควรจะเพียงพอเสียทีกับความเสียใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเลวทรามต่ำช้าเกินกว่าที่หล่อนจะลดตัวลงไปทุ่มเทความรู้สึก ยิ่งให้ใจมากเท่าไหร่... ก็เหมือนยิ่งทำร้ายตัวเองมากเท่านั้น ก็อย่างที่แม่ว่า... จะมีใครรักและหวังดีกับลูกได้เท่าแม่คนนี้คงไม่มีอีกแล้ว หากย้อนกลับไปได้ หล่อนจะเชื่อฟังคำมารดา ไม่รั้นที่อยากจะแต่งงานกับพิรเดชเพียงเพราะความคิดตื้น ๆ ว่าผู้ชายที่ขยัน นิสัยดี ไม่เจ้าชู้... จะสามารถดูแลหล่อนได้ไปชั่วชีวิต มันไม่จริงเลย บางทีเราอาจไม่สามารถเชื่อมั่นในสิ่งที่ตาเห็นได้เสมอไป เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน... อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามครรลอง แม้แต่จิตใจของคนก็เช่นกัน นั่นเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้เลย “หนูยังไม่อยากกลับกรุงเทพตอนนี้ ขอใช้เวลาอยู่ที่นี่อีกสักหลาย ๆ วันได้ไหมคะคุณแม่” ลลินดากอดร่างในวัยกลางคนที่คอยปกป้องโอบกอดหล่อนไว้เสมอ ไม่ว่าจะตกอยู่ในยามสุขหรือทุกข์แสนเข็ญ “ได้สิ... แม่ก็อยากให้หงส์อยู่ที่นี่นาน ๆ เหมือนกัน จะได้พักกายพักใจ ลืมเรื่องไม่ดีพวกนั้นไปให้หมด โลกนี้ยังกว้างใหญ่สำหรับลูก อย่าปิดตายตัวเองให้จมอยู่แต่กับความทุกข์เลยนะลูก” “หนูกำลังพยายามค่ะ...” “นี่หงส์...” มืออวบจับร่างของบุตรสาวผลักออกจากการกอดเล็กน้อย มองใบหน้าเศร้าสร้อยแล้วฝืนยิ้มให้กำลังใจ “แม่อยากให้ลูกออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง นอนเฉาอยู่แต่ในห้องมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หงส์ไปกับแม่ไหม” “ไปไหนคะ” “อืม... แม่เองก็ไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เราจะมาเช่าบ้านพักตากอากาศแค่จะกินกับนอนมันก็ไม่คุ้มค่าสิ จริงไหม... มาเชียงใหม่ทั้งทีต้องเที่ยวให้ทั่ว” นางยิ้ม... ยกมือขึ้นลูบพวงแก้มขาวซีด “หนูปวดหัวค่ะคุณแม่... ยังไม่อยากออกไปไหนตอนนี้เลย” “ไม่เป็นไร รออีกวันสองวันก็ได้ แม่มีคนนำเที่ยว เขาเป็นคนพื้นที่... รับรองถ้าลูกได้เห็นความสวยความงามของที่นี่จะต้องรู้สึกดีขึ้น” ดารินไม่คะยั้นคะยอเร่งรัด นางอยากให้ลลินดาตัดสินใจเอง เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาบังคับใจกัน ต่อให้เป็นการหวังดีก็ตาม “ค่ะ...” ผู้เป็นลูกยิ้มอ่อนขานรับเสียงแผ่วแล้วก็ซบลงกอดมารดาอีกครั้ง รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเป็นที่สุด หล่อนต้องเข้มแข็งให้ได้ในเร็ววัน เพื่อที่มารดาจะได้ไม่ต้องพลอยเป็นทุกข์ใจไปด้วย   ในที่สุดวันนัดหมายก็มาถึงถัดจากในตอนที่พูดคุยตกลงกันสามวันพอดี... อาการตรอมใจของลลินดาไม่ได้บรรเทาเท่าใดนัก แต่หล่อนก็ไม่ต้องการจับเจ่าอยู่แต่ในบ้านพัก เพราะมันยิ่งทำให้ความคิดจมปลักอยู่แต่กับความหลังและคำถามที่ถาโถมให้ปวดใจ “หงส์นึกว่าเราจะขับรถไปเองเสียอีกนะคะ” “มีคนมารับจ้ะ... แบบนั้นจะดีกว่า เพราะเราไม่ชินทาง แล้วแม่ก็ไม่อยากให้หงส์ขับรถด้วย” ดารินจับมือบุตรสาวที่เดินเคียงคู่ลงจากบ้านพักด้วยกันแล้วยิ้ม ลลินดาสูดลมหายใจบริสุทธิ์เข้าปอดรู้สึกสดชื่นเต็มอิ่มเหลือเกิน กี่วันแล้ว... ที่หล่อนไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศภายนอกเลย เอาแต่ขังตัวเองเอาไว้ในโลกส่วนตัวที่มีแต่ความหม่นหมอง ไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย “คุณแม่จ้างไกด์นำเที่ยวเหรอคะ” หล่อนถามเมื่อย่างเท้าลงจากขั้นบันไดมาถึงพื้นดิน กวาดสายตามองโดยรอบไปพลางสำรวจความสวยสดของธรรมชาติบนดอยที่น้อยนักจะมีเวลาได้มาเยือน ก่อนแต่งงานมารดาก็มักลากไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ แต่เมื่อแต่งงานกับพิรเดชแล้ว ชายหนุ่มก็เอาแต่ทำงาน ส่วนหล่อนก็ต้องอยู่ดูแลเขาตามหน้าที่ภรรยา เมื่อออกเรือนมาแล้วครั้นจะยังเที่ยวเตร่เหมือนตอนยังอยู่ตัวคนเดียวมันก็ไม่ดี “เปล่าจ้ะ... เราได้คนพื้นที่ช่วยดูแลตลอดทริปนี้เชียวล่ะ” “เจ้าของพื้นที่...” หล่อนอุทานด้วยความสงสัย ไม่แน่ใจนักว่ามารดาหมายถึงพื้นที่ตรงนี้หรือหมายถึงคนคนนั้นเป็นชาวเชียงใหม่โดยแท้ “ใช่... นั่นไง ขับรถมานั่นแล้ว” พูดพลางดารินก็ชี้นิ้วไปยังรถ BMW x5 สีดำคันหรูขับเข้ามาจอดตรงริมถนนด้านหน้า เพราะถัดจากตรงนั้นเป็นทางสำหรับเดินไม่สามารถใช้รถมาถึงตัวบ้านพักหลังใหญ่ได้ “ไปกันเถอะจ้ะ... ในตัวเมืองมีมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับด้วย เป็นงานระดับภาคเชียวนะ ลูกต้องชอบแน่ ๆ” มืออวบอูมจับมือของลูกสาวเอาไว้แล้วพาเดินไปยังรถที่จอดอยู่ ลลินดาไม่ได้สนใจอะไรนัก หล่อนรู้ตัวอีกทีก็พบว่าถูกลากมาถึงตัวรถเสียแล้ว ประตูก็เปิดออกพร้อมร่างใหญ่โค้งคำนับทักทาย “สวัสดีครับคุณน้าดาริน คุณหงส์...” เสียงนั้นสะกดใจให้ลลินดาต้องรีบหันไปมอง หล่อนหยุดหายใจอัตโนมัติไปหลายวิในขณะที่ดารินกล่าวทักทายพลขับและพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หล่อนไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาสนทนากัน... สายตาและสติในยามนี้มันถูกครอบงำโดยผู้ชายที่ยืนจับบานประตูตรงที่นั่งข้างคนขับ แล้วหันมายิ้มยักคิ้วให้กับหล่อนเมื่อดารินเข้าไปนั่งตรงด้านหลังเรียบร้อยแล้ว “เชิญครับ... หรือต้องให้ผมอุ้ม” “ดามพ์...” หล่อนแทบจะไม่ได้ยินเสียงอุทานแผ่วหวิวนั้นของตัวเอง บุรุษหนุ่มจึงสะกิดแขนและขยับเข้าหาโน้มใบหน้าลงแนบชิดริมกกหูอย่างถือโอกาส “ยังจำผัวคนแรกได้อยู่เหรอ”   ย่างเข้าวันที่เจ็ด แพทย์จึงอนุญาตให้สัตตบงกชออกจากโรงพยาบาลได้ ป้าอิ่มเป็นคนมารับพร้อมกับเสื้อผ้าของใช้จำเป็นที่เหลือจากอ้อนเอาไปทิ้งใส่กระเป๋ามาให้ เด็กสาวรู้สึกรันทดใจยิ่งนัก หล่อนไม่มีที่ไป... ไม่มีใครคอยประคับประคองเหมือนเรือน้อยที่ลอยออกจากฝั่งท่ามกลางพายุฝน หันไปทางไหนก็มืด ชะเง้อแง้แลเหลียวก็พบแต่ความเวิ้งว้างเทาทึบไปรอบทิศ “คุณหนูนามีอะไรก็โทรฯ หาป้าได้ทันทีนะคะ” ป้าอิ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะยืนส่งเด็กสาวขึ้นรถแท็กซี่ “หนูขอบคุณป้าอิ่มมากนะคะ ที่ช่วยเหลือดูแลทุกอย่างเลย... หนูมีเรื่องไหว้วานป้าอิ่มอีกเรื่อง ถ้าไม่เป็นการรบกวนนัก ป้าอิ่มพอจะเป็นธุระให้หนูนาได้ไหมคะ” สัตตบงกชจับมือที่เหี่ยวโรยราแต่อบอุ่นอ่อนโยนของป้าอิ่มเอาไว้ กระชับแน่นมองหน้าแกด้วยแววตาเศร้าศัลย์ “ได้ค่ะ มีอะไรให้ป้าทำก็บอกมาเลย ป้าจะทำให้คุณหนูทุกอย่าง” เพราะรู้นิสัยใจคออยู่แล้วว่าเรื่องที่ไหว้วานนั้นต้องไม่เหลือบ่ากว่าแรง ลักษณะนิสัยของสัตตบงกชนั้นอ่อนน้อมและขี้เกรงใจเป็นที่สุด หล่อนคงมีความจำเป็นจริง ๆ นั่นแหละจึงเว้าวอนขอความช่วยเหลือก่อนจะจากไป “เอาเงินที่พี่เดลให้หนูไปคืนเขาด้วยนะคะ หนูนาไม่ต้องการ” “ไม่ได้นะคะ... แล้วคุณหนูนาจะทำยังไง อีกไม่กี่เดือนก็เปิดเทอมแล้ว เข้ามหาวิทยาลัยปีแรกต้องใช้เงินเยอะ” ป้าอิ่มตกใจรีบห้ามปรามปากสั่น ต่อให้เรื่องนี้สัตตบงกชจะมีส่วนผิดจริง ๆ หรือไม่ หล่อนก็ควรได้รับการช่วยเหลือ เพราะโดนกระทำมาหนักหนาปางตายขนาดนี้ หากต้องไปตัวเปล่าเล่าเปลือยแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง “หนูไม่อยากได้ค่ะ... ถ้าป้าอิ่มไม่เอาไปคืน หนูจะเอาไปทิ้ง” เด็กสาวกลับยื่นคำขาดด้วยความแน่วแน่ ป้าอิ่มเงยหน้าขึ้นมอง แลเห็นความเข้มแข็งที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ใบหน้าเศร้า หากหล่อนจะรับเงินไป... ก็คงเป็นการตอกย้ำให้ยิ่งไม่อาจลืมความเจ็บปวดทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นได้ “คุณเดลเธอไปทำงานที่เชียงใหม่... ไม่ได้อยู่บ้านหลายวันแล้วตั้งแต่คุณหนูนาเข้าโรงพยาบาล เธอเป็นห่วงนะคะ ไม่อยากให้อยู่บ้านนั้น เพราะนังอ้อนมันคอยหาเรื่องแกล้ง นี่ก็ให้เงินมาเพื่อที่ว่า เอ่อ...” “เงินของเขา... หนูไม่รับ หนูจะกลับไปอยู่กับแม่ก่อนแล้วค่อยหางานทำ ส่วนเรื่องเรียนถ้าไม่ไหวจริง ๆ หนูคิดว่าคงหยุดไปก่อนสักปีค่ะป้า” หล่อนเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้าในขณะที่คุยกับป้าอิ่ม เมื่อได้ยินว่าเด็กสาวจะกลับไปอยู่กับมารดาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วง คนแก่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้จะหาทางช่วยอย่างไรดี เพราะตนเองก็ยังอาศัยใบบุญของเจ้านายพอได้กินได้ใช้ไปวัน ๆ “ขอให้คุณหนูนาแคล้วคลาดนะลูก อะไรที่มันไม่ดีก็ลืม ๆ ไปซะ... ต่อไปขอให้พบให้เจอแต่คนเมตตาช่วยเหลือ” สัตตบงกชยกมือไหว้รับพรที่ผู้ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงเอื้ออาทร ป้าอิ่มอยู่เป็นเพื่อนในขณะที่หล่อนเรียกแท็กซี่และอยู่รอจนกระทั่งแท็กซี่คันที่จอดรับขับออกไป เด็กสาวเกาะกระจกหน้าต่างมองหญิงร่างท้วมที่ผูกพันกันดั่งญาติสนิทจนลับสิ้นสายตา ป้าอิ่มจึงเดินกลับไปยังรถคันที่โดยสารมาจากบ้านหลังใหญ่ โดยมีนายสมเป็นคนขับ “สงสารคุณหนูนาเธอนะป้า เห็นกันอยู่ทุกวัน มาเกิดเรื่องแบบนี้เสียได้” “อืม... คงเป็นกรรมเก่ากระมัง ช่างเถอะไอ้สม เรากลับบ้านกันดีกว่าเดี๋ยวนังอ้อนมันก็โทรฯ ไปฟ้องคุณนายอีก ดีไม่ดีพวกเรา ๆ จะถูกลูกหลงไปด้วยเรื่องเมื่อคืนนั้น” ป้าอิ่มส่ายหน้าแล้วก็เดินขึ้นรถ สมจึงรีบวิ่งไปประจำที่คนขับแล้วขับกลับบ้านของนายจ้างทันทีเช่นกัน แยกย้ายกันไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวของทุกคน ไม่อาจลบมันให้เลือนไปจากความรู้สึกได้เลย...   “มึงจะกลับมาทำไมตัวเปล่าสภาพซังกะตายแบบนี้เนี่ย!” เสียงแหลมฟาดงวงฟาดงาพร้อมกิริยากระโชกโฮกฮากนั้นทำให้สัตตบงกชกำหูกระเป๋าในมือแน่น แล้วเงยมองหน้าผู้ให้กำเนิดที่แทบจะไม่มีเยื่อใยทางสายเลือดต่อกันเลย “แล้วแม่จะให้หนูไปอยู่ไหนล่ะ... ตอนนี้หนูยังไม่มีที่ไป” “เออ! ก็มึงโง่... ก่อนจะออกมาทำไมไม่ขอตังค์ผัวมึงล่ะ คิดค่าเสียหายที่มันเอามึง ทำให้มึงต้องถูกตราหน้าว่าเป็นเมียน้อยเขาน่ะ ไปนอนให้เขาเล่นฟรี ๆ ใจดีนักนะอีหนูนา อีลูกไม่รักดี” ภารณีตะโกนโหวกเหวกจนคนบ้านใกล้ได้ยินกันทั่ว แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของหญิงขี้เมานางนี้ “พี่เดล... ไม่อยู่ค่ะ หนูเพิ่งออกจากโรงพยาบาลก็เลยไม่เจอกัน” สัตตบงกชหาทางเลี่ยงเพื่อจะได้มีข้ออ้างไม่ต้องดึงใครเข้ามาเกี่ยวพัน “เข้าโรงบาล... นี่เอ็งอาการหนักถึงกับต้องหาหมอเลยเหรอวะเนี่ย” สรรพนามเปลี่ยนไปในทันที ร่างผอมปรี่ตรงเข้ามาสำรวจลูกสาวอย่างเร็ว “จ้ะ... หนูเป็นไข้หวัดใหญ่เลยต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอาทิตย์หนึ่ง” เสียงนั้นกล่าวบอกเมื่อเห็นว่ามารดาให้ความสนใจกับอาการป่วยของหล่อน สีหน้าเศร้าชื้นขึ้นเล็กน้อยมีแอบลอบคลี่ยิ้มด้วยความอุ่นใจ “ดี! จะได้เรียกเงินเยอะ ๆ เอาใบรับรองแพทย์มาหรือเปล่าล่ะ ขนาดต้องนอนโรงบาลเป็นอาทิตย์ หึ... เอ็งควรได้ค่าเสียตัว ให้มันสมน้ำสมเนื้อรู้ไหมหนูนา” รอยยิ้มน้อย ๆ พลันเหือดแห้งกลืนไปกับสีหน้าเศร้าหมองเช่นเดิม “จ้ะแม่” หล่อนไม่ได้คิดโป้ปดหรอก เพียงแต่ไม่รู้จะหาทางออกได้อย่างไรจริง ๆ หากทำให้มารดามีความหวังว่าอาจจะได้เงินก้อนโตเพราะสาเหตุนั้น หล่อนก็คงสามารถอาศัยอยู่กับท่านได้ระยะหนึ่ง กว่าจะหางานทำกว่าจะเก็บเงินไปเช่าห้องได้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที “ให้มันได้อย่างนี้สิลูกแม่ รอคุณเดลกลับมาก่อนแล้วแม่จะไปบอกเขาเองนะเรื่องเงิน มา ๆ ขึ้นมาข้างบนก่อน เจ็บป่วยอยู่แท้ ๆ ไปนอนพักให้สบายนะลูก แม่จะได้เล่นไพ่กับเพื่อน ๆ ต่อ” ท่าทีสีหน้าและน้ำเสียงของภารณีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วพริบตา นางเดินไปลูบแขนลูกสาวแล้วเชื้อเชิญให้เข้ามาด้านในอย่างเอาอกเอาใจ พูดคุยโอบกอดราวกับผูกพันหวงแหนสัตตบงกชเอาหนักหนา ซึ่งแท้จริงแล้วต่างก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองดีว่ามันคือการเสแสร้ง... เด็กสาวเองก็ซึ้งอยู่ในจิต แต่หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากนี้ หากไม่หาทางขอพักพิงอาศัยอยู่กับภารณีแล้วหล่อนคงไม่มีที่ซุกหัวนอน เพราะเงินเก็บก็มีติดตัวอยู่เพียงน้อยนิด ของมีค่าที่ลลินดาเคยหยิบยื่นให้ก็ถูกอ้อนริบเก็บเอาไปหมด ทั้งเนื้อตั้งตัวหล่อนมีเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ กับเศษเงินไม่ถึงสองพันบาทด้วยซ้ำไป เมื่อพาลูกสาวเข้ามาในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วภารณีก็รีบปลีกตัวจากไป สัตตบงกชจึงจัดการเก็บกวาดข้าวของและทำความสะอาดบ้านที่ค่อนข้างสกปรกเลอะเทอะอยู่ไม่น้อย มารดาของหล่อนไม่สนใจสิ่งใดหรอก วัน ๆ หมกตัวอยู่แต่ในบ่อน พอหมดตัวนั่นแหละถึงจะไปเรียกหาที่บ้านหลังใหญ่อยู่บ่อยครั้งเพื่อขอเงินใช้ เรื่องนี้ทุกคนทราบกันดี... แต่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก อย่างไรเสียก็ไม่อาจตัดขาดจึงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาวุ่นวาย แม้แต่ลลินดาเอง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD