พลั้งรักมาเฟียร้าย : ตอนที่ 13
ชายหนุ่มร่างสูงเดินขึ้นรถด้วยท่าทางเคร่งขรึม ลูกน้องที่รออยู่หน้าโรงพยาบาลต่างก้มหัวให้อย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อเห็นนายของพวกเขาเดินออกมา ใบหน้าคมคายไม่มีแม้แต่รอยยิ้มมันกลายเป็นภาพที่ชินตาสำหรับบรรดาลูกน้องไปแล้ว
"จะกลับบ้านหรือแวะไปบ้านคุณชาร์ลครับนาย" วินตันถามขึ้นหลังจากที่รถยนต์คันหรูประจำตำแหน่งขับเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาตีห้าจะหกโมงแล้ว ที่เขาถามแบบนี้เพราะนายใหญ่ชอบแวะไปหาหลานชายตัวน้อยระหว่างกลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นอยู่เป็นประจำ หลายคนอาจมองว่าแปลกแต่มันคือเรื่องปกติสำหรับนายของเขา
"ถ้ารู้คำตอบอยู่แล้วก็ไม่ควรถามกู"
"ครับ...ไปบ้านคุณชาร์ล" วินตันตอบเจ้านายหนุ่มและพูดกับคนขับรถทันที
"กูอยากรู้ประวัติของนับดาวช่วงสามปีหลัง"
พรึบ
สิ้นเสียงของจัสติน แฟ้มเอกสารถูกยื่นมาจากด้านหน้าด้วยฝีมือของลูกน้องคนสนิท จัสตินยกยิ้มมุมปากกับความรู้ทันและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เขาอยากรู้ เหมือนว่าวินตันจะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร
"ผมคิดว่าสักวันนายต้องขอครับ"
"สมกับที่มึงเป็นลูกน้องคนสนิทของกู"
ไฟภายในรถยนต์คันหรูสว่างวาบเพราะรู้ว่าเจ้านายต้องการใช้ สายตาคมกริบจับจ้องกับเอกสารในมือด้วยใบหน้าเรียบเฉย คิ้วหนาย่นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อมูลบางอย่างในประวัติของเธอ
"มีลูก?" จัสตินพึมพำขึ้นมาเมื่อเห็นว่าประวัติของเธอระบุชัดเจนว่ามีลูกสาว
"ครับ เธอมีลูกแล้ว และตอนนี้เด็กคนนั้นก็อายุประมาณสามขวบครับ พึ่งเข้าเรียนได้ไม่นาน ถ้านายอยากเจอผมพาไปเจอได้นะครับ"
"กูไม่ได้อยากรู้เรื่องของเด็กคนนี้ ต่อให้กูเลวแค่ไหน กูมุ่งตรงที่เป้าหมายอย่างเดียว นอกเหนือจากนั้นกูไม่สนใจ ยิ่งเป็นเด็กเล็กด้วยแล้วคนอย่างกูก็มีความเป็นคนมากพอ"
"ถ้านายได้เจอเด็กคนนั้นอาจมองเธอเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ"
"ก็มองเปลี่ยนไปอยู่เหมือนกัน หลังจากกูไม่สนใจคงหาผู้ชายใหม่จนพลาดทำตัวเองท้อง ร้ายไม่เบานะนับดาว ถ้ามึงบอกว่าเด็กคนนั้นสามขวบก็คงไม่นานที่กูทิ้งไป หรือไม่ก็แอบไปทำลับหลังกูเพราะช่วงหลังกูเริ่มเบื่อก็เอาบ้างไม่เอาบ้าง ก็คงหาคนมาแทนที่กูรออยู่แล้ว" จัสตินใช้คำพูดเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยคำพูดดูถูก ไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างนับดาวจะปล่อยให้ตัวเองท้อง เด็กสาวที่มุ่งมั่นกับการเรียนสุดท้ายก็ใจแตก แต่ก็ยอมรับว่าเธอเก่งที่สามารถเรียนจนจบและมาเป็นหมอได้อย่างตั้งใจ
"แต่..."
"ตำหนิเยอะใช่เล่น ก็คงไม่ยากที่จะให้มานอนเล่นกับกูสักคืน คงช่ำชองทุกอย่างหมดแล้ว ทำเป็นเล่นตัว" จัสตินพูดแทรกวินตันโดยไม่สนใจว่าลูกน้องคนสนิทจะพูดอะไรต่อ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เขาจูบเธอ
"ไม่แปลกใจที่เธอไม่ลืมวิธีหายใจตอนโดนฉันจูบ คงใช้บ่อยจนชิน"
"....." วินตันได้ยินทุกประโยคที่เจ้านายพูด ได้แต่นั่งนิ่งเพราะเขารู้เรื่องบางอย่างมา ก็ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเรื่องแบบนี้ต้องพิสูจน์ด้วยเครื่องมือการแพทย์ถึงระบุได้แน่ชัด แต่เมื่อนายของเขาไม่ต้องการให้ยุ่งเกี่ยวกับเด็กคนนั้นเขาจะไม่ทำเกินหน้าที่
ใช้เวลาสักพักใหญ่รถยนต์คันหรูขับเข้ามาจอดในคฤหาสน์หลังใหญ่ จัสตินเดินลงจากรถยนต์คันหรูราวกับเป็นบ้านตัวเอง ทั้งที่ท้องฟ้ายังสลัวยังไม่สว่างเต็มที่ บรรยากาศรอบคฤหาสน์ยังคงเงียบสงัดมีเพียงลูกน้องที่เฝ้าตามจุดเท่านั้นบ่งบอกว่าเจ้าของบ้านยังไม่ตื่นแต่ไม่ได้ทำให้จัสตินหันหลังกลับ ร่างสูงเดินเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นอย่างคุ้นเคย หัวพิงกับพนักพิงของโซฟาก่อนจะปิดเปลือกตาลงด้วยความเหนื่อยล้า เขายังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวานไม่แปลกที่ร่างกายจะประท้วงอย่างหนัก เหตุการณ์ต่างๆฉายขึ้นเมื่อหลับตาลงแต่มันกลับเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนับดาว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยนึกถึงเธอเลยไม่เคยมีภาพเธอลอยเข้ามาในหัวเขา แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างเคย ภาพของเธอฉายซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆทั้งอดีตและปัจจุบัน
"บ้านมึงไม่มีให้นอนเหรอไง" ชาร์ลเดินอุ้มลูกชายตัวน้อยลงมาจากข้างบนในช่วงเช้าตรู่ของทุกวัน เพราะกลัวลูกร้องงอแงและพลานทำให้เมียสุดที่รักตื่น แต่พอลงมาก็เห็นบุคคลที่คุ้นเคยถึงกลับส่ายหัวอย่างเอือมระอา
"มาหาหลาน" จัสตินพูดพร้อมกับเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง มองหลานชายตัวน้อยที่อยู่ในมือของชาร์ลและลุกไปอุ้มมาทันทีอย่างเช่นเคย เขาอยากมาหาหลานทุกวันไม่ว่าจะเวลาไหน ชาวินท์คือหลานที่เขารักตั้งแต่อยู่ในท้องของอลินดา และคิดว่าตัวเองคงไม่มีทางมีลูกแบบนี้แน่นอน เลยทุ่มทุกอย่างให้หลานชายคนเดียว
"เหนื่อยที่จะพูดกับมึงแล้ว...สภาพมึงดูเพลียจนกูคิดว่ามึงไม่ได้ไปทำเรื่องแบบนั้นมา เพราะถ้ามึงได้ปลดปล่อยหน้าตามึงจะสดชื่นกว่านี้ไอ้จัสติน"
"อืม...ไปนอนโรงพยาบาลมา"
"กูหูฟาดหรือสมองมึงกระทบกระเทือน" ชาร์ลพูดอย่างเหลือเชื่อ เพราะรู้ดีว่าจัสตินไม่ชอบเข้าโรงพยาบาล เป็นไปไม่ได้ที่เพื่อนของเขาจะนอนที่นั่น
"....." สายตาคมมองชาร์ลบ่งบอกว่าเขาพูดเป็นเรื่องจริง ก่อนจะก้มมองหน้าหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้มบางๆ ชาวินท์ยิ้มให้เขากลับเช่นกัน ยิ่งทำให้เขาหลงหลานชายจนโงหัวไม่ขึ้น สันจมูกโด่งหอมเข้าที่แก้มอย่างอ่อนโยน
ชาร์ลมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ ไม่ได้แปลกใจที่จัสตินหอมแก้มลูกชายเพราะมันเป็นเรื่องปกติ แต่แปลกใจเรื่องอื่นมากกว่า "มีใครอยู่โรงพยาบาล มึงไปทำใครเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่า"
"ไม่มี กูรถคว่ำเมื่อวานก็แค่ไปนอนเล่นโรงพยาบาลเปลี่ยนบรรยากาศ"
"หึหึ...ทั้งที่บ้านมึงมีอุปกรณ์ครบอย่างกับเปิดโรงพยาบาลเลยเนี่ยนะ สงสัยมีอะไรให้กูสนใจอีกแล้วสิ"
"พูดมากฉิบหาย ไปไหนก็ไป กูจะอยู่กับหลานสองคน"
"ไอ้เวรนี่ มึงมาบ้านกู เข้าใจใหม่ด้วย"
"กูพาหลานออกไปเดินเล่นเอง ไปนอนเอาเมียก็ได้ กูให้เวลามึงหนึ่งชั่วโมงหวังว่าจะเสร็จ" จัสตินพูดพลางลุกออกจากห้องนั่งเล่นพร้อมกับอุ้มหลานชายตัวน้อยแนบอกไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่สนใจว่าชาร์ลจะพูดอะไรไล่หลังกลับมา
"อีกไม่นานกูจะได้เห็นหมาแถวนี้หอนแน่ เล่นกูไว้เยอะ กูรอเหยียบมึงอยู่รู้ไว้ด้วย"
ด้านของนับดาว
ร่างบางเดินเข้ามาในห้องพักของคอนโดด้วยสภาพอิดโรย ไม่หลงเหลือความสดใสในตัวฉันเลย ตั้งแต่ทำอาชีพหมอมานี่ถือเป็นครั้งแรกที่ฉันควบเวรทั้งเช้าและดึก ถึงปากจะบอกว่าเดี๋ยวแอบงีบสักชั่วโมงแต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างนั้นเลย เขาทำให้ฉันข่มตาหลับไม่ลง
ครืด ครืด ครืด...
เสียงโทรศัพท์ดังในช่วงเช้าอย่างเช่นเคย ฉันใช้มือลูบหน้าตัวเองเบาๆก่อนจะกดรับสายและใช้น้ำเสียงที่ดูสดใส โชคดีที่ว่าวันนี้อันดาไม่ได้วิดีโอคอลมา ไม่งั้นคงได้เห็นสภาพอิดโรยของฉันแน่
"ว่าไงคะตัวแสบของแม่"
(แม่นับดาว...อันดาอยากไปหาแม่นับดาวค่ะ พรุ่งนี้วันเสาร์แม่นับดาวมารับอันดาไปนอนด้วยได้ไหมคะ อันดาคิดถึงแม่)
"งอแงก่อนไปโรงเรียนอีกแล้วเหรอคะคนเก่ง"
(ฮรึก ฮรืออ...อันดาอยากนอนกอดแม่นับดาว ฮรือ...)
เมื่อได้ยินเสียงลูกสาวตัวน้อยร้องไห้คนเป็นแม่ก็น้ำตาซึมและต้องเข้มแข็งไม่ร้องไห้ตาม ฉันเจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้
"ไม่ต้องร้องนะคะคนเก่ง เดี๋ยวเย็นนี้แม่ไปรับโอเคไหมคะ พรุ่งนี้อันดาไปทำงานที่โรงพยาบาลพร้อมกับแม่ ไปโรงเรียนแล้วยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอายเพื่อนแย่เลย"
(ฮึก...โอเคค่ะ ฮึก อันดาไม่ร้องแล้วค่ะ เย็นนี้แม่มารับอันดานะคะ อันดาเลิกเรียนแล้วจะกลับมาเก็บเสื้อผ้าไปนอนกับแม่นับดาว)
"เก่งจริงๆเลยลูกสาวแม่ เดี๋ยวแม่ไปรับนะคะ แม่รักอันดานะลูก"
(อันดาก็รักแม่นับดาวค่ะ และอันดาก็เผื่อใจไว้รักพ่อของอันดาด้วยค่ะ)
คำพูดอันดาทำเอาฉันอึ้งไป ฉันไม่เคยได้ยินประโยคนี้จากปากเขามาก่อน มันคงถึงเวลาอย่างที่แม่ฉันบอกแล้วจริงๆ อันดาเริ่มมีความรู้สึกที่เห็นเพื่อนมีพ่อไปส่งโรงเรียน กลับกลายเป็นฉันเองที่ไม่กล้าตอบลูกไปตรงๆว่าพ่อเขาตายไปแล้ว มันเหมือนตัดความรักที่เขามีต่อพ่ออย่างไร้เยื่อใย
(เมื่อไหร่พ่อจะมาหาอันดาคะแม่นับดาว อันดาอยากไปนอนกับพ่อบ้าง มีแม่นับดาว มีอันดา และก็มีพ่อนอนอยู่ด้วยกัน)
"....."
(อันดาวางสายจากแม่นับดาวได้แล้วลูก เราจะถึงโรงเรียนกันแล้วนะ)
ฉันได้ยินเสียงแม่ตัวเองพูดกรอกเข้ามาในโทรศัพท์เชื่อว่าแม่ของฉันก็คงช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของหลานออกไป
(อันดาจะถึงโรงเรียนแล้วค่ะ เอาไว้ตอนเย็นเจอกันนะคะ อันดารักแม่นับดาวค่ะ)
"แม่ก็รักอันดานะลูก"
ฉันล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวเล็กหลังจากตัดสายจากลูกสาวแล้ว บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศ มองเพดานสีขาวด้วยความว่างเปล่า ฉันไม่มีคำตอบอะไรให้ลูกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันมั่นใจว่าจะบอกลูกตรงๆแต่พอเอาเข้าจริงฉันกลับตอบเขาไม่ได้ ฉันไม่มีความกล้าพอ
ไม่นานเปลือกตาที่หนักอึ้งก็ปิดลงอย่างช้าๆ และในที่สุดพยาบาลสาวร่างเล็กก็เข้าสู่ห่วงนิทราด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย